สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
หากมองในมิติมนุษย์คุณอาจเรียกว่า เป็นความเสียสละผ่านความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ก็ได้ แต่น่าสนใจที่โลมาเข้าใจกลไกของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากหมดสติ = ตาย , รูหายใจ ต้องอยู่เหนือน้ำ , ดันเพื่อนขึ้นให้ลอย ต้องหนุนครีบข้างลำตัวขึ้น
หลังจากเพื่อนของมันรู้สึกตัว โลมาทั้ง 3 ก็ว่ายหนีไปคนละทิศละทาง พวกมันช่วยเหลือเพื่อนโลมาจากความตายได้สำเร็จ เหตุการณ์ครั้งนั้น จุดประกายแนวคิด Empathy ครั้งบุกเบิกในอาณาจักรสัตว์ พวกมันมีความรู้สึกนึกคิดที่ละเอียดอ่อน และไม่ได้คำนึงถึงการเอาชีวิตรอดของตัวเองตามสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว
ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบให้สิ่งมีชีวิตแข่งขันกันเสมอไป มันมีพื้นที่ของความเมตตาอยู่เช่นกัน
8. วาฬนัก cover เพลง

อารมณ์ศิลปินไม่ใช่เอกลักษณ์เฉพาะในมนุษย์เท่านั้นหรอก วาฬก็ร้องเพลงได้ แถมเป็นนัก Remix เพลงที่ยอดเยี่ยมด้วย ถ้ามันโพสต์เพลงลง Youtube ได้ ก็น่าจะมีคนติดตามเยอะอยู่ พวกเรารู้ว่าวาฬร้องเพลงได้ แต่มันเรียนรู้เพลงใหม่ๆ ในกลุ่มวาฬด้วยกันได้อย่างไรล่ะ? มันสร้างเพลงใหม่มาร้องกันหรือเปล่า?
วาฬใช้เพลงในการสื่อสารเป็นหลัก เป็นการบ่งบอกอัตลักษณ์ฝูง บทเพลงวาฬจึงมีเนื้อหาซับซ้อนอุดมไปด้วยความรู้สึก ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย University of Queensland พบว่า พวกมันมีการเรียนรู้เพลงใหม่ๆ เป็นท่อนๆ คล้ายมนุษย์ (รวมถึงนกนักเลียนเสียงทั้งหลาย) โดยเฉพาะวาฬหลังค่อมตัวผู้มักจะร้องเพลงเดียวกันที่ซับซ้อน แต่ทำนองค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คล้ายการ Remix หรือ Cover เพลงที่ค่อยๆ แพร่หลายในฝูงวาฬ
การเรียนรู้เพลง เป็นกลไกสำคัญของการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning) ที่สิ่งมีชีวิตจะลอกเลียนพฤติกรรมระหว่างกันเพื่อกระชับพื้นที่ให้ใกล้ชิด ดังนั้นเพลงที่ร้องจะมีการ ‘Hybrid’ ลูกผสมของทำนองที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ตายตัว มีการเอาทำนองเก่ามาผสมกับทำนองใหม่เหมือนอย่างที่มนุษย์เองก็เอาเพลงมาดัดแปลงเช่นกัน
การเรียนรู้บทเพลงของวาฬหลังค่อม ทำให้เราเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้ในเวลาเดียวกัน บทเพลงของวาฬหลังค่อมเป็นตัวเชื่อมโยงที่ดีระหว่างเราและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในน้ำมาอย่างช้านาน แต่มีจุดร่วมที่ลึกซึ้ง
สิ่งมีชีวิตเรียนรู้จากสิ่งเก่า ดัดแปลง ปรับปรุงให้กลายเป็นของใหม่ ในแง่ศิลปะแล้วความดั้งเดิม (Originality) อาจไม่มีอยู่จริง เพราะเราดัดแปลงจากของเดิมให้เข้ากับบริบทใหม่ บทเพลงของวาฬจึงไม่ต่างจาก Folksong ที่บรรจุเรื่องราวของพวกมันทั้งความทรงจำในอดีตและเรื่องราวแห่งปัจจุบันไว้ด้วยกัน
อ้างอิงข้อมูลจาก
Social cognition by food-caching corvids. The western scrub-jay as a natural psychologist
www.ncbi.nlm.nih.gov
Song hybridization events during revolutionary song change provide insights into cultural transmission in humpback whales
www.pnas.org
Cooperation Among Animals: An Evolutionary Perspective
Octopus Genome holds clues to uncanny intelligence
www.nature.com
Illustration by Waragorn Keeranan
หลังจากเพื่อนของมันรู้สึกตัว โลมาทั้ง 3 ก็ว่ายหนีไปคนละทิศละทาง พวกมันช่วยเหลือเพื่อนโลมาจากความตายได้สำเร็จ เหตุการณ์ครั้งนั้น จุดประกายแนวคิด Empathy ครั้งบุกเบิกในอาณาจักรสัตว์ พวกมันมีความรู้สึกนึกคิดที่ละเอียดอ่อน และไม่ได้คำนึงถึงการเอาชีวิตรอดของตัวเองตามสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว
ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบให้สิ่งมีชีวิตแข่งขันกันเสมอไป มันมีพื้นที่ของความเมตตาอยู่เช่นกัน
8. วาฬนัก cover เพลง

อารมณ์ศิลปินไม่ใช่เอกลักษณ์เฉพาะในมนุษย์เท่านั้นหรอก วาฬก็ร้องเพลงได้ แถมเป็นนัก Remix เพลงที่ยอดเยี่ยมด้วย ถ้ามันโพสต์เพลงลง Youtube ได้ ก็น่าจะมีคนติดตามเยอะอยู่ พวกเรารู้ว่าวาฬร้องเพลงได้ แต่มันเรียนรู้เพลงใหม่ๆ ในกลุ่มวาฬด้วยกันได้อย่างไรล่ะ? มันสร้างเพลงใหม่มาร้องกันหรือเปล่า?
วาฬใช้เพลงในการสื่อสารเป็นหลัก เป็นการบ่งบอกอัตลักษณ์ฝูง บทเพลงวาฬจึงมีเนื้อหาซับซ้อนอุดมไปด้วยความรู้สึก ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย University of Queensland พบว่า พวกมันมีการเรียนรู้เพลงใหม่ๆ เป็นท่อนๆ คล้ายมนุษย์ (รวมถึงนกนักเลียนเสียงทั้งหลาย) โดยเฉพาะวาฬหลังค่อมตัวผู้มักจะร้องเพลงเดียวกันที่ซับซ้อน แต่ทำนองค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คล้ายการ Remix หรือ Cover เพลงที่ค่อยๆ แพร่หลายในฝูงวาฬ
การเรียนรู้เพลง เป็นกลไกสำคัญของการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning) ที่สิ่งมีชีวิตจะลอกเลียนพฤติกรรมระหว่างกันเพื่อกระชับพื้นที่ให้ใกล้ชิด ดังนั้นเพลงที่ร้องจะมีการ ‘Hybrid’ ลูกผสมของทำนองที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ตายตัว มีการเอาทำนองเก่ามาผสมกับทำนองใหม่เหมือนอย่างที่มนุษย์เองก็เอาเพลงมาดัดแปลงเช่นกัน
การเรียนรู้บทเพลงของวาฬหลังค่อม ทำให้เราเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้ในเวลาเดียวกัน บทเพลงของวาฬหลังค่อมเป็นตัวเชื่อมโยงที่ดีระหว่างเราและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในน้ำมาอย่างช้านาน แต่มีจุดร่วมที่ลึกซึ้ง
สิ่งมีชีวิตเรียนรู้จากสิ่งเก่า ดัดแปลง ปรับปรุงให้กลายเป็นของใหม่ ในแง่ศิลปะแล้วความดั้งเดิม (Originality) อาจไม่มีอยู่จริง เพราะเราดัดแปลงจากของเดิมให้เข้ากับบริบทใหม่ บทเพลงของวาฬจึงไม่ต่างจาก Folksong ที่บรรจุเรื่องราวของพวกมันทั้งความทรงจำในอดีตและเรื่องราวแห่งปัจจุบันไว้ด้วยกัน
อ้างอิงข้อมูลจาก
Social cognition by food-caching corvids. The western scrub-jay as a natural psychologist
www.ncbi.nlm.nih.gov
Song hybridization events during revolutionary song change provide insights into cultural transmission in humpback whales
www.pnas.org
Cooperation Among Animals: An Evolutionary Perspective
Octopus Genome holds clues to uncanny intelligence
www.nature.com
Illustration by Waragorn Keeranan
สมาชิกหมายเลข 704843 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1395114 ถูกใจ, Free Monster ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1171324 ถูกใจ, polpris ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5165290 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2795906 ถูกใจ, โมต ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4085951 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 700359 ถูกใจรวมถึงอีก 4 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
สมองสัตว์ ‘ฉลาด’ กว่าคุณไหม? รวมงานวิจัยที่เผยด้านละเอียดอ่อนของชีวิตสัตว์
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดใช่หรือไม่? นั่นอาจจะไม่ใช่คำถามที่ดีนัก แต่เราควรถามว่า “มนุษย์ฉลาดแค่ไหน ที่จะรู้ว่าสัตว์อื่นก็ฉลาดเช่นกัน” หากเทียบสติปัญญาว่าใครฉลาดกว่าใคร ก็เหมือนคุณเอาแอปเปิ้ลมาเทียบกับผลส้ม เอาต้มยำกุ้งมาเทียบกับต้มโคล้ง ซึ่งจะมาตีกรอบสติปัญญาอย่างคับแคบ และมีแต่ทำให้เรามองข้ามความฉลาดของมวลหมู่มิตรในธรรมชาติไปอย่างน่าเสียดาย
งานศึกษาพฤติกรรมสัตว์ชิ้นใหม่ๆ พิสูจน์ว่า สัตว์ ‘ฉลาด’ กว่าที่เราคาดคิด หลายสิ่งที่คุณทำ สัตว์เองก็สามารถทำได้เช่นกัน (และอาจทำได้ดีกว่าคุณ) อีกาและลิงชิมแปนซีรู้จักความเป็นเหตุเป็นผล นกมีสมองเพียงช้อนชาแต่มีทักษะทางสังคมอันซับซ้อน แก้ปัญหาที่เด็กมนุษย์เองยังทำไม่ได้ ไหนจะสมองหมึกที่กระจายอยู่ทั่วหนวดอีก
สมองของสัตว์เปิดเผยแง่มุมอันอ่อนละมุนของประสาทวิทยา เซลล์ประสาท (Neuron) ที่กระจุกตัวเป็นตัวกำหนดความฉลาดของสิ่งมีชีวิตหรือไม่? หากคุณฝันถึงสัตว์ต่างดาวทรงภูมิในอนาคต ไม่ต้องฝันหวานไปหรอก เพราะแท้จริงแล้ว สัตว์อัจฉริยะราวกับหลุดมาจากต่างดาว มีชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเรามาโดยตลอด เพียงแต่คุณจะมีสายตามองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง
1. ตรรกะของอีกา
สมองนกเล็กจิ๋วหลิว เป็นประเด็นล้ำลึกที่สร้างความตกตะลึงให้กับวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน ก่อนหน้านี้เราเชื่อว่า ‘นกโง่’ พวกมันบินไปชนกระจกบ้างล่ะ ไปให้รถเหยียบบ้างล่ะ หรืออยู่กันเป็นฝูงแน่นๆ ไล่จิกกินขนมแถวสนามหลวง แต่ในอีกมิติหนึ่ง พวกมันเป็นนักแก้ปัญหาที่มีตรรกะ และเข้าใจความเป็นเหตุเป็นผล
Nicky Clayton ศาสตราจารย์ผู้ศึกษาการเรียนรู้ของสัตว์ พบพลังซ่อนเร้นของวงศ์นกกา (corvidae) เขาลองให้กาเข้าทดสอบการแก้ปัญหาร่วมกับเด็กอายุ 8 ขวบ เป็นปริศนาขวดแก้วที่บรรจุน้ำไว้ภายใน มีของรางวัลล่อใจอยู่ก้นขวด ที่ไม่ว่าจะเอานิ้วคีบหรือใช้จะงอยปากจิกขึ้นมาก็ทำไม่ได้ ของล่อใจอยู่ตรงหน้า จะแก้ปัญหาอย่างไรดี
นกกาใช้เวลาเพียงนิดเดียวเท่านั้นในการไขปริศนา มันคาบก้อนกรวดก้อนแล้วก้อนเล่ามาใส่ขวด จนกระทั่งน้ำที่อยู่ภายในเอ่อล้นดันของรางวัลขึ้นมาในระยะที่คาบถึง ในขณะที่เด็กมนุษย์ 8 ขวบไม่สามารถแก้ปัญหาเช่นนี้ได้เลย
นกกาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การแก้ปัญหาในโรงเรียน พวกมันมีทักษะเช่นนี้ตามธรรมชาติ แม้มนุษย์จะแยกสายวิวัฒนาการจากนกมานานกว่า 300 ล้านปีแล้วก็ตาม สมองของมนุษย์และนกจึงสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน เสมือน PC และ Mac ที่เมื่อเผชิญโจทย์ข้อเดียวกัน แต่มีกระบวนการหาคำตอบที่ไม่เหมือนกัน
2. ‘สมองในหนวดหมึก’ มือที่คิดได้เองอย่างอิสระ
หมึกยักษ์ (Octopus) และหมึกกระดอง (Cuttlefish) มีนิยามของสมองที่แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ราวกับหลุดมาจากต่างมิติ เซลล์สมองพวกมันไม่ได้กระจุกอยู่เพียงส่วนหัว แต่อยู่เกือบทั่วทั้งตัวของร่างกาย หนวดแต่ละเส้นของหมึกมีเซลล์ประสาทราว 3 ใน 5 ของร่างกาย ทำให้หนวดหนึบๆ แต่ละเส้นมีอิสระจากกัน และสามารถแก้ปัญหาบางสถานการณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาการสั่งการของสมองส่วนกลาง
แม้คุณจะตัดหนวดมันออก แต่หนวดเหล่านี้ยังสามารถเคลื่อนไหวได้เป็นชั่วโมง และยังคงจดจำลักษณะการเคลื่อนไหวขณะยึดติดกับร่างของตัวเองได้ ดังนั้นคุณจึงไม่มีทางเห็นหนวดหมึกพันกันอีรุงตุงนัง สมองที่กระจายอยู่ทั่วร่างกายทำให้หมึกปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้รวดเร็ว เปลี่ยนสีเพื่ออำพรางตัวให้เหมือนกับสาหร่ายทะเลหรือก้อนหิน
Stefan Linquist นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัย Guelph ศึกษาพฤติกรรมหมึกมาแรมปี พวกเขาพบว่าในแท็งค์อควาเรียมขนาดใหญ่ สัตว์จำพวกปลาส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองถูกจองจำในที่ผิดปกติวิสัยของธรรมชาติ แต่ไม่ใช่สำหรับหมึก เพราะพวกมันรู้ซึ้งถึง ‘สัญญาณการถูกจองจำ’ พวกมันจะออกสำรวจทุกตารางเซนติเมตรโดยใช้หนวดกวาดไปทั่ว ไปอุดรูช่องปล่อยน้ำ หรือหมุนวาวล์ต่างๆ หมึกสามารถรับรู้ได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นจับจ้องมันอยู่ มันจึงเลือกที่จะอยู่นิ่ง รอคอยให้พวกเขาเผลออยู่ในมุมอับลับสายตา มีรายงานบ่อยครั้งว่าอควาเรียมหลายแห่งเกิดเหตุน้ำท่วมขัง หรืออะไรวุ่นๆ โดยมีหมึกยักษ์เป็นผู้ก่อคดีเสมอ
3. นกโรบินที่เอาใจเก่งกว่าแฟนคุณ
ส่วนใหญ่คนเราหย่ากันเพราะขาดความเข้าใจ คนหนึ่งต้องการอีกอย่าง แต่กลับได้รับผลอีกอย่าง และไม่รู้ว่าจะทำให้คู่ของคุณมีความสุขได้อย่างไร ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในอาณาจักรอันกว้างใหญ่นี้ จะมีสิ่งมีชีวิตตัวไหนที่รู้ใจซึ่งกันและกัน
นกโรบิน (Robin) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นนกที่เอาใจเก่ง พวกมันเฝ้าดูปฏิกิริยาของคู่ตัวเองอยู่เสมอ อยากได้หนอนไหม อร่อยดีเนอะ อิ่มพอไหม เดี๋ยวไปหาให้อีก ดูแลดีเหลือเกิ๊น
ในปี 2017 นักวิจัย Nicky Clayton จากมหาวิทยาลัย Cambridge พบพฤติกรรมแจ๋วของนกโรบิน เมื่อมันออกไปหาอาหารและเอาหนอนไปให้นกตัวเมียคู่ของมันกิน นกตัวผู้พยายามคาดเดาว่านกตัวเมียต้องการอะไรต่อ นกโรบินมีความสามารถสังเกตพฤติกรรมของคู่มันได้ค่อนข้างแม่นยำ จากนั้นก็แยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ
นกส่วนใหญ่มีความชาญฉลาดในการเข้าสังคม (Social Intelligent) การใช้ชีวิตแบบอยู่รวมฝูงทำให้พวกมันต้องมีไหวพริบในการคาดเดาพฤติกรรมเพื่อนๆ นกเพื่อลดความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น
เพลงรักลูกกรุงไทยส่วนใหญ่มักเปรียบเทียบความรักกับเหล่าปักษี ก็ไม่คลาดเคลื่อนนัก เพราะนกนักรักอาจทำให้คุณอิจฉาตาร้อน เมื่อนกดันไม่นก แล้วคุณจะเรียกตัวเองว่าอีกอะไรล่ะ?
4. สุนัขที่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่
มนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกันกับสุนัขมานับแสนๆ ปี มันจึงเป็นสหายที่รู้ใจที่สุดโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย (เห่าไม่นับนะ)
เคยมีการสำรวจว่า สุนัขพันธุ์ ‘บอร์เดอร์ คอลลี่’ ที่ขึ้นชื่อว่าแสนรู้น่ารัก สามารถจดจำคำสั่งได้มากถึง 1,000 คำสั่ง และอาจเข้าใจโครงสร้างประโยคง่ายๆ เช่น สั่งให้ไปเอาของมาวางบนโต๊ะ หรือสั่งให้เอาของมาให้เรา แล้วเอาไปคืนที่เดิม (หมาบางบ้านก็ทำได้เช่นกัน)
สุนัขมีพรสวรรค์ในการสื่อสารกับมนุษย์อย่างดีเยี่ยม มันพัฒนาโครงสร้างทางสังคมร่วมกันกับเรามาอย่างยาวนาน ซึ่งพบว่าสุนัขคาดเดาพฤติกรรมมนุษย์อยู่ตลอดเวลา พยายามหาว่าเรามองไปยังจุดไหน ชี้อะไร และเฝ้ามองมนุษย์ว่าเรารับรู้ข้อมูลอะไรมาแล้วบ้าง
งานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัย Arizona นำโดย Evan MacLean ศึกษาพฤติกรรมสุนัขถึง 552 ตัวในการทำภารกิจหาของที่แอบซ่อน แม้สุนัขจะหาของไม่เก่งนักไม่เหมือนกับกลุ่มไพรเมทที่รื้อเก่ง (ไม่รวมสุนัขที่ผ่านการฝึกค้นหาสารเสพติดมาแล้ว) แต่สุนัขใช้ตัวช่วยโดยการ ‘มองสายตามนุษย์’ ที่เป็นผู้แอบซ่อนเหมือนหาคำใบ้เล็กๆ (Visual Clue) ที่คาดว่ามนุษย์น่าจะรู้ว่าของชิ้นนั้นซ่อนไว้ที่ไหนแต่แรก หรือมองไปยังนิ้วมือที่ชี้อยู่
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าทักษะในการเรียนรู้ของมัน ค่อยๆ เกิดขึ้นจากที่มนุษย์นำสุนัขป่ามาเลี้ยง (Domestication) คล้ายสุนัขป่าที่ทำงานร่วมกันเพื่อการล่าและเลี้ยงดูทายาท แต่สุนัขบ้านจะทำงานร่วมกับมนุษย์ด้วยวิธีที่ละมุนละม่อมกว่าเพื่อเพิ่มความผูกพันสายใย เน้นการเอาใจอยู่ไม่ห่าง เพื่อให้คุณรู้สึกว่า ขาดพวกมันไม่ได้เช่นกัน
5. หมูผู้ใช้กระจกเงา
หมูเป็นสัตว์ที่ถูกบริโภคเนื้อมากอันดับต้นๆ ของโลก พวกมันเองยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความฉลาดไม่แพ้สัตว์อื่นๆ แต่โชคร้ายที่ไม่ค่อยมีโอกาสแสดงความสามารถเสียเท่าไหร่ ธรรมชาติของหมูนอกจากกินจุ ยังเป็นนักแก้ปัญหาตัวยงอีกด้วย
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า หมูเข้าใจเงื่อนไขการทำงานของกระจกเงา (mirror) โดยมันเข้าใจหลักการภาพสะท้อนในกระจกโดยใช้มองมุมตกกระทบที่มองไม่เห็นเพื่อหาอาหาร แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ยืนยันว่า หมูรู้จักตัวเอง (self-awareness) ผ่านกระจกแบบลิงและโลมาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มันใช้เงาสะท้อนในการแก้ปริศนาที่ช่วยให้มันมองเห็นมุมที่กว้างมากขึ้น (ไม่ใช่หมูกระจก ของฝากจากเชียงใหม่นะ)
ในปี 1999 มีงานศึกษาสุดคลาสสิค ที่หมูสามารถเรียนรู้ตอบสนองกับคอมพิวเตอร์ได้คล้ายชิมแปนซี มันใช้จมูกดันลูกศรให้ไปสัมผัสกับวัตถุ 3 มิติในจอ แสดงว่าหมูมีศักยภาพในการรับรู้รูปทรงต่างๆ และรู้จักการควบคุมวัตถุจำลองในคอมพิวเตอร์ไปในทิศทางที่มันต้องการได้
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หมูทำอะไรได้มากว่านี้เยอะ เป็นได้มากกว่าเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารอย่างเดียว หลายครอบครัวเริ่มเปิดใจเลี้ยงหมูแบบสัตว์เลี้ยงเพิ่มมากขึ้น เพราะพวกมันสามารถตอบสนองคำสั่งของมนุษย์ได้ดีและมีนิสัยแห่งการเรียนรู้
6. ผึ้งนักจำ ไม่ชอบถูกหลอก
หลายคนมองข้ามพลังแหล่งการเรียนรู้ของผึ้งตัวน้อย ทักษะของพวกมันล้นเหลือยิ่งกว่าขนาดตัว ผึ้งเป็นสัตว์ที่เรียนรู้จากการถ่ายทอดในฝูงได้
นักวิจัยเคยฝึกให้มันเลี้ยงลูกบอลเข้าโกลเพื่อแลกกับน้ำหวาน พวกมันเป็นนักเลี้ยงลูกที่คล่องตัว แม้ผึ้งตัวที่ยังไม่เคยถูกฝึกเลยแต่เมื่อเห็นลีลาของผึ้งที่เลี้ยงลูกบอล ไม่นานนักพวกมันก็จะเลียนแบบทำตามบ้าง
ในปี 2017 นักวิจัย Andrew Barron จากมหาวิทยาลัย Macquarie University ทดลองให้ผึ้งแยกแยะระหว่างเส้นแนวนอน 2 เส้น ว่าเส้นไหนอยู่เหนือกว่ากัน หากผึ้งเลือกถูกมันจะได้รับรางวัลเป็นน้ำหวาน แต่หากตอบผิดมันจะได้รับน้ำขม แต่หลังจากนั้นนักวิจัยเล่นสนุกโดยเอาเส้นทั้ง 2 เส้นมาวางในระนาบเดียวกัน เมื่อไม่มีคำตอบที่ดีที่สุด ผึ้งกลับไม่เลือกเส้นไหนเลย แล้วบินหนีอีกต่างหาก เพราะมันรู้ว่าไม่มีคำตอบไหนที่มันจะได้รับน้ำหวานเป็นรางวัล
ทั้งๆ ที่ผึ้งมีเซลล์ประสาทเพียง 1 ล้านเซลล์เท่านั้น แต่มันเป็นนักจดจำขนาดกะทัดรัด ผึ้งจำสถานที่ได้แม่นยำราว GPS รู้ว่าน้ำหวานดอกไม้อยู่ที่ไหน และต้องใช้เส้นทางใดตัดผ่านไปสู่จุดหมายได้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เสียระยะการบิน นักวิทยาศาสตร์จึงสนใจประสิทธิภาพของผึ้งในการจำลองสมองของหุ่นยนต์ที่มีขนาดเบา แต่สามารถคำนวณและหาเส้นทางที่ซับซ้อนได้
7. โลมาที่รู้จักช่วยชีวิตเพื่อน
เรามักมองสัตว์ด้วยสายตาที่ว่าพวกมันถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณเพื่อการ ‘เอาตัวรอด’ (Survival instinct) เพียงเท่านั้น ตัวฉันรอดก็เพียงพอแล้ว และผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอดถ่ายทอดพันธุกรรมดีต่อไป หรือแท้จริงเรามองพวกมันด้วย ‘ความหยาบ’ ไปหรือไม่?
หากมนุษย์เรียนรู้ที่จะเห็นใจผู้อื่นได้ วิวัฒนาการที่ละเอียดอ่อนนี้ ก็มิใช่เราผู้เดียวที่ครอบครอง เพราะโลมามีสิ่งนี้ และอาจเรียกได้ว่าเป็นการบุกเบิกแนวคิดความเห็นใจ (Empathy) ในสัตว์ครั้งแรกๆ
ในปี 1954 ณ อ่าว ฟลอริด้า ยุคนั้นยังมีการจับสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติเพื่อจัดแสดงในอควาเรียม โดยการใช้ระเบิดไดนาไมท์ใต้น้ำเพื่อให้เกิด Shockwave ทำให้สัตว์น้ำมึนงงจะได้จับได้ง่ายขึ้น โลมาปากขวด (Bottlenose) ตัวหนึ่งถูกแรงอัดจากระเบิดจนหมดสติ ค่อยๆ ดิ่งลง และอาจทำให้มันจมน้ำตาย (ใช่! โลมาจมน้ำตายได้นะเออ)
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อโลมาอีก 2 ตัวค่อยๆ มาประคองโลมาบาดเจ็บให้ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ เพื่อให้ช่องหายใจได้รับอากาศ ซึ่งโลมาอีก 2 ตัวจำต้องยอมจมอยู่ใต้ผิวน้ำโดยไม่มีอากาศหายใจเพื่อดันโลมาบาดเจ็บไว้จนกว่าจะได้สติ