ON IELTS TEST DAY

และแล้วเราก็เดินทางกันจนมาถึงวันสอบ เย้ 🎉
แต่เดี๋ยวขอเล่าย้อนไปถึงการจองวันสอบก่อนนิดนึง เราทั้งคู่มีความงอแงไม่กล้าไปสอบ กลัวมันออกมาไม่ดี แต่สุดท้ายก็ตัดใจ จองสอบซะ ก่อนที่ช่วงวันที่อยากสอบจะเต็มเสียก่อน
.

สำหรับการสมัครสอบ IELTS ถ้าเสิร์ชกูเกิ้ล มันก็จะมีเว็บหลักๆขึ้นมาคือ British Council / IDP / Pantip ซึ่งไม่เกี่ยว แต่เข้าไปหาข้อมูลได้ สรุปคือสถาบันที่เปิดสอบมี British Council และ IDP เราเองเคยสอบกับ British Council ไปเมื่อปี 2015 ตอนนั้นจากการหาข้อมูลคือต่างกันแค่ BC เป็นหูฟัง และ IDP เป็นลำโพง (แต่ตอนนี้ IDP ก็เป็นหูฟังแล้วนะ)
ลิงค์สมัครสอบกับ British Council: https://thailand.ielts.britishcouncil.org/…/showExamSession…
ลิงค์สมัครสอบกับ IDP: https://www.ielts.idp.co.th/online_regist_th.aspx
.

เมื่อตอนที่เราสอบกับ BC (ปี 2015) สถานที่เป็นโรงแรม Landmark ตรงนานา (เดินจากบีทีเอสไปนิดหน่อย) ด้วยตัวสถานที่และบรรยากาศ จะค่อนข้างมีความทางการ (ก็ห้องโรงแรมอะเนอะ) หลังจากสอบข้อเขียนเสร็จ ก็รอสอบพูดต่อ ห้องสอบพูดค่อนข้างใหญ่ (ก็ห้องโรงแรมอะเนอะ) ที่นั่งรอกว้างขวาง เพราะเป็นบริเวณล้อบบี้โรงแรม
.

ส่วนครั้งล่าสุดนี้เราเลือกสอบกับ IDP ด้วยสาเหตุหลักๆคือการเดินทาง เราเลือกสอบแบบแยกกัน 2 วัน ข้อเขียนสอบวันศุกร์ที่ AUA จามจุรีสแควร์ ส่วน Speaking สอบที่ IDP ตรงตึก CP tower สีลม ก่อนถึงวันสอบ จะมีอีเมล์แจ้งเตือนรายละเอียดให้เรา สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดเลยคือ บัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต (ที่เราใช้สมัครออนไลน์ ตอนสมัครใช้อันไหน ให้ถือตัวจริงไปด้วยในวันสอบ) และเสื้อกันหนาว
.

เราเดินทางไปถึงก่อนเวลา 45 นาที ขึ้นไปถึงบริเวณห้องสอบมีความแตกต่างกับ Landmark โดยสิ้นเชิง เรากลับรู้สึกอุ่นใจกว่านะ คือมันมีความเป็นที่เรียนพิเศษ ความตื่นเต้นเลยน้อยกว่าครั้งที่สอบกับ BC เมื่อไปถึงสถานที่สอบ สิ่งแรกที่ควรทำเลย คือเช็คชื่อบนบอร์ด คือถ้าไม่มีชื่อเรา จะได้แก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที
.

ก่อนไปลงทะเบียนจัดการเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย หยิบโน้ต writing ขึ้นมาดูเพื่อความอุ่นใจเล็กน้อย ก่อนจะไปฝากกระเป๋าและลงทะเบียน ทาง IDP มีขวดน้ำเปล่าแจกให้ผู้เข้าสอบด้วย หยิบไปเพื่อความอุ่นใจ คงไม่ดื่มเยอะ เพราะระหว่างสอบเค้าไม่อนุญาตให้เข้าห้องน้ำ (เข้าได้เฉพาะช่วงเวลาที่เราทำข้อสอบ reading/ writing ซึ่งมันเป็นเวลาอันมีค่ามากกกกก)
ลงทะเบียนเสร็จปุ้บ เจ้าหน้าที่จะต้อนเราเข้าห้องสอบเลย ไม่อนุญาตให้ออกมาอีก เริ่มสอบเวลาประมาณ 9.00 ซึ่งก่อนสอบจะมีการทดสอบหูฟัง ยืนยันว่าตอนนี้ IDP ใช้หูฟังแล้ว วันที่เราสอบไม่มีปัญหาใดๆนะ เป็นแค่ความเด๋อด๋าของเราเองที่คิดว่าหูฟังเสีย แต่จริงๆคือไม่ได้ปรับความดัง
.

จากนี้ไปจะเป็นการรีวิวข้อสอบที่เราพบเจอ

📚 Listening
การฝึกของเราไม่ไร้ประโยชน์ เพราะมันจะทำให้เราตั้งสติได้เร็วขึ้นมาก เพราะเวลา recording เริ่มแล้ว มันไม่มีโอกาสให้เราพลาด ค่อยๆจับไปที่ละจุด พยายามอ่านข้อสอบให้ได้เยอะที่สุด ก่อนบทสนทนาจะเริ่ม จุดที่ต้องระวังมากๆคือ Capital Letter พวกชื่อเฉพาะทั้งหลาย ต้องอย่าลืมว่าเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ อีกจุดคือในส่วนของการสะกด เราเจอมากับตัวในคำว่า February คำที่เราคุ้นเคยกันดี แต่พอใช้ดินสอเขียนลงบนกระดาษ มันเริ่มไม่แน่ใจ ว่ามีตัว r มั้ยนะ ua หรือ au นั่นแหละ ความท้าทายของข้อสอบนี้ และในยิ่งไปกว่านั้น จังหวะที่เรากำลังไม่แน่ใจกับตัวสะกด recording ก็เล่นไปเรื่อยๆ และผ่านข้อถัดไปไปเป็นที่เรียบร้อย..
จำไว้ให้ขึ้นใจเลย ว่าถ้าเราไม่ทันข้อไหน ให้โน้ตไว้สั้นๆ (แบบที่ตัวเองจะเข้าใจ) แล้วรีบตั้งใจฟังข้อถัดไป ไม่งั้นเราจะพลาดข้อถัดไปเป็นโดมิโน แล้วในช่วง 10 นาทีสุดท้าย (ที่บวกเพิ่มมาจาก 30 นาที) เราค่อยมาพยายามจับต้นชนปลาย และเขียนคำตอบที่ดีที่สุดลงไป อีกทริคนึงที่เราทำคือ เราฟัง แล้วตอบลงไปในกระดาษคำตอบเลย (ในข้อที่มั่นใจนะ) ส่วนในข้อที่ไม่มั่นใจ เราโน้ตไว้ที่ตัวกระดาษข้อสอบ ทริคนี้แนะนำให้ลองฝึกที่บ้านก่อนไปสอบจริงนะจ้ะ
.

📚 Reading
หลังจากหมดเวลาสำหรับข้อสอบ Listening กรรมการก็จะเดินเก็บกระดาษข้อสอบเรา และให้พลิกกระดาษคำตอบเดิม ด้านหลังจะเป็นคำตอบสำหรับข้อสอบ Reading
ทันทีที่กรรมการบอกว่าเปิดข้อสอบได้ เราดูคร่าวๆก่อนว่าทั้ง 3 บทความเกี่ยวกับอะไร แล้วก็เริ่มที่บทความแรก เราดูคำถามก่อน เพื่อที่จะลำดับความคิดว่าเราจะต้องใช้วิธีไหนในการหาคำตอบ ถ้าเป็น True/ False/ Not Given มันจะเป็นคำตอบที่อยู่เรียงกัน เริ่มจากหา Keyword แล้วก็ไล่ดูเนื้อหา ในส่วนนี้ต้องระวัง Not Given ให้ดี บางครั้งมันมีความก้ำกึ่ง สิ่งที่จะชี้ได้ว่าเป็น Not Given มั้ย คือเราไม่สามารถตอบได้ ว่า True หรือ False ให้เอาประโยคคำถามมาลองทำเป็นปฏิเสธดู ถ้ามันไม่ได้ ไม่ใช่ ก็น่าจะเป็น Not Given
รูปแบบคำถามที่เจอก็จะมีให้เติมคำในแผนผัง (Diagram) พอเห็นรูปปุ้บ อย่าลืมดูหัวข้อของแผนผัง และกวาดสายตาหา Keyword เลย มันจะอยู่ใน 1-2 paragraph ไม่กระจายไปที่อื่น รีบดึงคำตอบออกมาให้ได้เร็วที่สุด แต่ต้องระวังตัวสะกดให้ดี และที่สำคัญคือ อ่านโจทย์ให้ดีๆ โจทย์จะบอกมาว่าให้เติมไม่เกินกี่คำ ซึ่งก็เป็น Hint เล็กๆในการหาคำด้วยนะ
อีกอย่างที่เจอก็จะเป็นข้อสอบตัวเลือก ซึ่งต้องอาศัยการอ่านทำความเข้าใจ อันนี้ต้องอาศัยความไว กึ๋น และทักษะการตัดตัวเลือก หลักของข้อสอบ Reading ใน IELTS จะเน้นการ paraphrase คือใช้คำไม่เหมือนกัน แต่ความหมายเหมือนกัน เพื่อหลอกล่อเรา ดูว่าเราเข้าใจจริงรึเปล่า
ตลอดสามเดือนที่ฝึกมา สามารถทำให้เราทำข้อสอบ Reading ได้ดีขึ้นจริงๆ เราจะรู้เลยว่าคำตอบจะอยู่ในส่วนไหนของบทความ เราแบ่งเวลาได้ทัน อ่านได้ครบทุกบทความ
.

📚 Writing
วินาทีที่เปิดข้อสอบ ในใจนี่ร้อง 'อห' ดังมาก ในส่วนของ Task 1 เราฝึกกราฟมาเยอะมาก เพราะเมื่อสองปีที่แล้วเราเจอกราฟ แล้วก็เขียนไม่ทัน เขียนไม่ครบ 150 คำ แต่วันนี้ สิ่งที่เราได้คือ Diagram ที่เราฝึกประมาณ 2 ครั้ง แต่ยังดีที่ก่อนเข้าห้องสอบ เราเปิดดูโน้ตเรื่อง Diagram และจำ Pattern ได้พอดี! ยังไม่พอ Diagram ที่เราได้คือ การ Recycle ขวดแก้ว ซึ่ง ไม่มีความรู้ใดใด (มันง่ายมากสำหรับคนทั่วไป คือเราโง่เองแหละ) แม้ว่าความรู้ลงลึกไม่มี แต่ก็พออธิบายจากภาพได้ แต่มีจุดนึงที่ผิดไม่รู้จะเขียนอะไรจริงๆ คือมันไม่ได้อธิบายว่าเอาไปทำอะไร แต่เขียนไว้เป็น Green Yellow Brown พร้อมกับลูกศรชี้ๆ คือเราไม่รู้จริงๆ แต่คนทั่วไปคงรู้ว่ามันต้องแยกสีแก้วในโรงงาน เราก็เขียนไปเลยว่า อ้อ เป็นการใช้ scientific process in different colours ไปเลยจ้า มั่วซั่วมาก แต่เขียนเชื่อมโยงกันได้เป็นอย่างดี โชคดีที่เรายังมีสติและพยายามเขียนให้มันจบ
เราหมดเวลากับ Task แรกไปประมาณ 15 นาที ถือว่าทำเวลาได้ดีมาก มาเริ่ม Task 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ exchange program คือเข้าทางมากเว่อร์ เขียนมาหลายรอบมากกับแนวนี้ แถมเราเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่ก่อนเขียน เราก็จะลิสพอยท์คร่าวๆ ว่าเราจะเขียนประเด็นไหนบ้าง แล้วมีอะไร support โยงใยไว้เหมือน mind map ซึ่งการวางโครงสำคัญมาก ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีเทคนิคต่างกัน (บางคนจะไม่โน้ต แต่เหมือนคิดไว้ในหัวก็เขียนได้) จากนั้นก็เริ่มเขียนให้มันตรง point ไม่หลุดประเด็น และพยายามใช้พวกคำเชื่อม หรือประโยคเชื่อมสวยๆ เราใช้เวลา Task 2 ประมาณ 40 นาที แปลว่าเราเหลือเวลา 5 นาทีในการตรวจทาน ช่วง 5 นาทีนี้คือรีวิวไปมองนาฬิกาไป ถ้าเห็นจุดผิด แล้วยังพอมีเวลา ก็ลบแล้วแก้ไข จนสุดท้ายเห็นจุดผิด แต่มองดูเวลาแล้วมันมีแค่ 5 วินาที เราตัดใจไม่ลบ เพราะไม่งั้นอาจจะทำให้เราวางดินสอไม่ทัน หรือประโยคไม่สมบูรณ์ไป
อีกสิ่งที่สำคัญสำหรับ Writing คือการ paraphrase เราไม่ควรเขียนคำตอบที่ใช้คำซ้ำกับคำถามเป๊ะๆมากเกินไป รวมถึงคำในเรียงความของเราก็ควรมีความหลากหลาย ฝึก paraphrase เยอะๆ ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย จะช่วยในส่วนนี้ได้มากเลยล่ะ แต่ก็ต้องไม่ลืมความถูกต้อง ทุกอย่างจะต้องถูกหลัก grammar ถ้าเราจะใช้ประโยคยากๆสวยๆก็ต้องมั่นใจด้วยกว่าใช้ถูกต้องและเหมาสมกับรูปประโยคจริงๆ
.

📚 Speaking
จบไปกับพาร์ทเขียนในวันแรก ได้กลับไปพักหายใจหายคอที่บ้าน ไปทบทวนว่ามีทำผิดข้อไหนไปบ้าง แต่เราไม่พูดเรื่องข้อสอบเลย เพราะไม่อยากให้รู้สึกไม่ดีกัน
ในวันรุ่งขึ้น เราไปสอบ Speaking ที่ IDP ตึก CP Tower สีลม ไปถึงก่อนเวลาเกือบชั่วโมง ก็นั่งรอเวลา ทำใจให้สงบ ไม่ตื่นเต้น ข้อดีของที่นี่ (อีกแล้ว) คือมันเป็นที่เรียนพิเศษ เลยช่วยลดความตื่นเต้นเราลงไปได้เยอะเลย เราได้สอบเป็นกลุ่มแรก ยังไม่ทันได้ตื่นเต้น ก็โดนเรียกเข้าห้องไปซะแล้ว
ห้องของ IDP เล็กมาก แต่เรากลับรู้สึกดีกว่าห้องโรงแรม Landmark รู้สึกเหมือนมา mock test พอเข้าไปนั่งก็เริ่มพูดคุย กรรมการถามว่าเราพร้อมมั้ย แล้วก็เริ่มอัดเสียง อ่านนามสกุลเราไม่ได้ด้วย รู้สึกผิดที่นามสกุลยาว 5555
เริ่มพาร์ทแรกของ Speaking เป็นการพูดคุยทั่วไป ถามนู่นถามนี่ เราพยายามใจเย็นๆ ตอบช้าๆชัดๆ มีสติทุกคำที่พูดออกไป เราเจอเป็นเรื่องที่อยู่อาศัยกับเพื่อนบ้าน (ตรงกับตอนฝึกพอดี) พอถึงพาร์ทสอง รู้สึกว่าโชคดีมากๆ ได้เรื่องสถานที่ที่อยากไป (ซึ่งก็เคยฝึกมาแล้ว) ก็ตอบตามที่เคยฝึกเลย ตอนเล่าเรื่องในอดีตก็พยายามระวังเรื่อง tense เพราะปกติผิดบ่อยมาก เราพูดได้มาถึงจุดนึง (น่าจะเกิน 1 นาทีครึ่งแล้ว) ก็พยายามจะจบแต่จบไม่ลง กรรมการถามคำถาม follow up ออกมา (ไม่แน่ใจว่าช่วยรึเปล่า) แล้วก็จบพาร์ทสอง มาถึงพาร์ทสุดท้ายของ Speaking ก็โชคดีมาก เป็นเรื่อง going abroad ซึ่งเอา writing มาพูดได้เลย เวลาผ่านไปเร็วมาก ได้แต่คิดว่าเราก็ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
เราสอบเสร็จออกมา อีกคนก็เดินเข้าไปสอบ พาร์ทที่ทำให้ลนเป็นพาร์ทสอง เจอเรื่องกีฬาที่ชอบดู แต่ไม่เคยเล่น เราว่าโจทย์ค่อนข้างโหด เพราะเราจะจริงใจ และพยายามเล่ากีฬาที่เราชอบดูแต่ไม่เคยเล่นจริงๆ ซึ่งทำให้เราไม่ค่อยมีเนื้อหาจะพูด และคำศัพท์ก็จะน้อย แต่ก็ผ่านมันมาได้ (แต่วันที่สอบเสร็จนี่แทบจะร้องไห้ กังวลมาก กลัวได้ไม่ถึงเป้าที่วางไว้) จริงๆอยากบอกทริคสำหรับ Speaking คือ เราสามารถโม้ได้ เพื่อให้เรามีเนื้อหาและคำศัพท์จะพูดออกไป เช่น เราสามารถเล่าถึงกีฬาที่เรารุ้จักดีแต่เคยเล่นในโจทย์นี้ได้ คือทำยังไงก็ได้ให้มีเรื่องที่จะพูดนั่นเอง
.

ในวันที่ผลออก เรานอนไม่ค่อยหลับเลย ยอมรับว่าตื่นเต้นมาก เพราะเราคาดหวังว่าทุกพาร์ทจะต้องไม่ต่ำกว่า 6.5 พยายามขนาดนี้ ถ้ามันได้น้อยจนไม่สามารถเอาไปใช้ยื่นอะไรได้ ก็คงเสียใจมากๆ ในใบสอบแจ้งว่าสามารถเข้าไปเช็คผลออนไลน์ได้ประมาณ 17.00 น. แต่ปรากฎว่าดูได้ต้ังแต่ประมาณบ่ายโมงแล้ว ตอนเข้าไปเช็คออนไลน์คือมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก เช็คของตัวเองเสร็จปุ้บแทบจะกระโดด แต่ไม่ได้ ต้องรีบเช็คให้อีกคนก่อน เท่านั้นแหละ น้ำตาจะไหล อยากวิ่งไปกอดแล้วตะโกนดังๆว่า สำเร็จแล้ว! ค่าสอบมันไม่ใช่ถูกๆ แถมเตรียมตัวก็ไม่ได้ง่าย พูดตรงๆว่าไม่อยากสอบอีกแล้ว 55555

และแล้วก็จบแล้วกับมหากาพย์ไอเอล ใครมีคำถามสงสัย ส่งเข้ามาได้เลยนะ ยินดีตอบและช่วยเหลือมากๆ เราเข้าใจหัวอกทุกคน ยิ่งคนที่ไม่ค่อยมีเวลา มันเหนื่อยกายเหนื่อยใจมากๆเลย เป็นกำลังใจให้ สู้ๆนะ ยิ้ม

ขออนุญาตฝากเพจไว้ตรงนี้ด้วยนะฮะ https://www.facebook.com/hareung 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่