สวัสดีค่ะทุกคน นี่เป็นกระทู้รีวิวครั้งแรกของบิ๊วค่ะ จริงๆบิ๊วได้เดินทางไปหลายประเทศก่อนหน้านี้ และได้อ่านรีวิวจากหลายๆกระทู้ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองเขียนรีวิวเป็นของตัวเองสักทีตอนนี้เรียนจบแล้วได้โอกาสไปเที่ยวทริปยาวๆอีกครั้ง ก็เลยได้ฤกษ์คลอดรีวิวอันแรกแล้วค่าเย้ > < บิ๊วตั้งใจเขียนกระทู้อันนี้มากๆ หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ
สำหรับทริปนี้บิ๊วไปกับครอบครัวค่ะ แพลนเดินทางกันเอง เป็นทริปยุโรป 3 ประเทศ 12(+1) วัน เดินทางวันที่ 16 - 28 พ.ค. 2019 ซึ่งแบ่งเป็น เบลเยี่ยม 2 วัน โครเอเชีย 7 วัน อิตาลี 3 วัน โดยจุดหมายหลักคือโครเอเชียค่ะ ที่แวะเบลเยี่ยม กับอิตาลีเพื่อต่อไฟลท์เลยถือโอกาสเที่ยวไปด้วยเลย และยังมีแอบแถมอีก 1 วันท้ายทริป ในส่วนของวันแถมนั้นแอบกระซิบว่าเป็นรีวิวประสบการณ์ Flight Cancel ที่อิตาลีที่ทำให้ได้อยู่ต่อไปเต็มๆอีก 1 วัน จะเป็นยังไง เพราะอะไรนั้นรอติดตามกันนะคะ
เตรียมพร้อมก่อนเดินทาง
ยื่นวีซ่าทำยังไงบ้าง?
ก่อนอื่นเลย การที่จะไปเที่ยวยุโรปได้เราต้องผ่านขั้นตอนของการยื่นวีซ่าก่อน ในครั้งนี้บิ๊วต้องขอวีซ่าเชงเก้นประเภท Multiple entry ค่ะ โดยเราจะต้องยื่นผ่านตัวแทน vfs ของประเทศที่เราจะไปอยู่นานที่สุด ในการยื่นวีซ่าเราจะต้องเข้าไปเลือกวันนัดหมาย และกรอกรายละเอียดในเว็บไซต์ของ vfs ของประเทศนั้นๆก่อน รายละเอียดขั้นตอนการยื่นตามลิ้งค์นี้เลย (บิ๊วขออนุญาตแนบลิ้งค์ของประเทศเบลเยี่ยมเป็นตัวอย่างนะคะ)
https://www.vfsglobal.com/belgium/thailand/Thai/index.html
หากใครที่ไม่อยากทำขั้นตอนเหล่านี้เองก็สามารถให้ Travel agency ช่วยทำเรื่องให้ได้เช่นกันค่ะ จะช่วยประหยัดเวลา และช่วยกันเอกสารตกหล่นไปได้เยอะ แต่จะมีค่าบริการเล็กน้อย โดยปกติบิ๊วจะใช้บริการของบริษัท Bravo Voyage เพื่อให้เค้าช่วยเตรียมและกรอกเอกสารให้ ติดต่อได้ทางเบอร์นี้เลยค่ะ 02-690-4726 แต่อย่างไรก็ตามเราจะต้องไปยื่นเอกสารในวัน และเวลาที่นัดหมายด้วยตัวเองนะคะ โดยในวันที่ไปยื่นนั้น ขั้นตอนคือเราจะยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เค้าจะถามเล็กน้อยว่าเราไปทำอะไร กับใครบ้าง หากเอกสารเราครบถ้วนไม่ผิดพลาด ก็จะต่อไปที่ขั้นตอนของการพิมพ์ลายนิ้วมือ และถ่ายรูปค่ะ ตอนบิ๊วไปใช้เวลาไม่เกินชั่วโมง วีซ่าของบิ๊วรอประมาณ 15 วันทำการค่ะ
*คำแนะนำ* ควรทำสำเนาหน้าพาสปอร์ตที่มีตราสแตมป์จากประเทศอื่นไปให้เจ้าหน้าที่ให้ครบทุกหน้าค่ะ เพราะบิ๊วเคยโดนให้ไปซีรอกซ์เพิ่มมาแล้วจากครั้งก่อน โดนไปแผ่นละ 5 บาท หมดไปเกือบ 200 ค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่หน้าแรกที่มีรูปเรานะคะ ทุกหน้าในพาสปอร์ตที่มีหลักฐานการเดินทางไปประเทศอื่นเลยค่ะ ส่วนใครที่พึ่งทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีประวัติการเดินทาง แนบเล่มเก่าไปด้วยก็จะอุ่นใจกว่าค่ะ
ไปทริปยุโรป ควรพกอะไรไปบ้าง?
นอกจากเสื้อผ้า และของใช้ต่างๆ ของที่บิ๊วแนะนำว่าควรพกไปด้วยสำหรับทริปยุโรปคือ
1. ซิมมือถือพร้อมเน็ต
การเดินทางด้วยตัวเองนั้น อินเตอร์เน็ตสำคัญมากในการใช้ดู Google Maps ซื้อตั๋วต่างๆ และหาข้อมูลในยามจำเป็น ก่อนจะเดินทางต้องเช็คว่าซิม activate เรียบร้อยใช้งานได้นะคะ ลองสอบถามตอนซื้อ เพราะไปซื้อที่นู่นจะค่อนข้างแพง และเสียเวลาทำความเข้าใจในการติดตั้งค่ะ
2. บัตรเครดิตพร้อม Pin code
ในการใช้บัตรเครดิตในยุโรปส่วนมากเค้าจะขอรหัส Pin code 4 หลักของบัตรค่ะ โดยเฉพาะเวลาซื้อตั๋วกับตู้อัตโนมัติ เลข 4 หลักอันนี้จะไม่ใช้เลข cvv หลังบัตรนะคะ มันจะเป็นเลขที่ธนาคารส่งมาให้พร้อมบัตร หากใครยังไม่ทราบอาจจะต้องสอบถามธนาคารดูก่อนเดินทางนะคะ
3. บัตรนักเรียน นักศึกษา
เนื่องจากบิ๊วยังเป็นนักศึกษาอยู่ ทุกครั้งบิ๊วจะพกบัตรนักศึกษาไปเที่ยวด้วยค่ะ เพราะว่าในหลายสถานที่ท่องเที่ยวในยุโรปจะมีราคาพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา โดยเราจะต้องโชว์บัตรให้เค้าดู ซึ่งจะสามารถช่วยประหยัดไปได้เยอะเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครยังเรียนอยู่ก็อย่าลืมพกบัตรไปด้วยนะคะ
4. ถุงผ้า
อ่านแล้วอาจจะงงว่า เอ๊ะ ทำไมต้องเอาถุงผ้าไปด้วยล่ะ คือที่ยุโรปหลายประเทศ เราจะต้องเสียตังซื้อถุงพลาสติกค่ะ เค้าจะไม่แจกถุงฟรีเหมือนบ้านเรา ถุงพลาสติกบ้านเค้าถึงจะซื้อก็จะบางมากกกก แบบมากกจริงๆ แบกอะไรก็ขาดอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น บิ๊วแนะนำให้พกถุงผ้าแบบพับได้เบาๆติดกระเป๋าไว้เวลาช้อปค่ะ
เอาหล่ะ เตรียมตัวพร้อมแล้วทีนี้มาเริ่มออกเดินทางกันเลยค่ะ Let's go!!!
Day 1: Ghent - Bruges
ในวันแรกเริ่มออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่สนามบินบรัสเซลส์ บินตรงใช้เวลาเดินทางประมาณ 11 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายค่ะ สำหรับเบลเยี่ยมเป็นทริปที่บิ๊วพาแม่เที่ยวกันเอง 2 คนก่อนที่จะต่อไฟล์ทไปเจอพี่กับพ่อที่จุดหมายหลักของทริปนั่นก็คือ โครเอเชีย ที่ยังไม่มีไฟล์ทบินตรงจากประเทศไทย เลยได้ถือโอกาสแวะเที่ยวเบลเยี่ยมกันก่อนซะเลย โดยรอบนี้เราจะเก็บ 3 เมืองภายใน 2 วันกันค่ะ! แผนที่วางไว้คือวันแรกเราจะนั่งรถไฟจากสนามบินไปเที่ยวเมือง Ghent ครึ่งวันแล้วต่อไปค้างคืนที่เมือง Bruges แล้วกลับมาเก็บเมือง Brussels เต็มวันในวันที่ 2 เพื่อเตรียมขึ้นเครื่องไป Dubrovnik ในวันถัดไปค่ะ
เมื่อมาถึงที่สนามบิน เนื่องจากเราจองโรงแรม Park Inn by Radisson Brussels ไว้ใกล้ๆสนามบินสำหรับคืนที่ 2 เราเลยไปฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรมก่อนค่ะ ซึ่งทางโรงแรมเค้าก็มีรถ Shuttle bus รับไปส่งที่โรงแรม ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ถึง รร ค่ะ พอถึงก็ทำการฝากกระเป๋าเรียบร้อย ในตอนแรกกะว่าจะกลับมาขึ้นรถไฟจากสนามบินไปเมือง Ghent แต่พอถาม Reception เค้าบอกว่าสามารถขึ้นรถไฟจากสถานี Diegem ใกล้ๆโรงแรมไปถึง Ghent ได้เลย พร้อมหาเที่ยวรถไฟ และแนะนำทางไปสถานีเรียบร้อย เดินจาก รร พอเหงื่อตกก็ถึงสถานีค่ะ พอถึงก็รีบไปที่ตู้ขายตั๋วทันทีเพราะเหลือบไปเห็นนาฬิกาว่ามันใกล้ถึงเวลารถไฟแล้วนี่หน่า!

วิธีซื้อตั๋วที่นี่ไม่ยากเลยค่ะ มีภาษาอังกฤษให้เลือก เข้าใจง่าย ขั้นแรกกดเลือกประเภทบัตร โดยกดเลือก Standard ticket ได้เลยค่ะ ราคาบัตรจะคิดตามระยะทาง แต่สำหรับคนอายุต่ำกว่า 26 ปี (แบบบิ๊ว > <) จะสามารถเลือกตั๋วประเภท Go Pass 1 ซึ่งจะราคา 6.60 ยูโรทุกเที่ยว ทุกปลายทางได้ค่ะ หลังจากเลือกประเภทตั๋วแล้วก็เลือกสถานีปลายทาง หรือ Arrival station ซึ่งมีอยู่ไม่กี่สถานีเพราะประเทศเค้าค่อนข้างเล็ก ในครั้งนี้ก็จิ้มไปที่ Gent-Sint-Pieters เลยค่ะ สำหรับตั๋วจาก Diegem ไป Ghent ของ Standard ticket ราคาตกอยู่ที่ 9.50 ยูโรค่ะ (แอบประหยัดไปได้เยอะอยู่สำหรับ Go Pass 1 เป็นวัยรุ่นมันดีอย่างงี้นี่เอง :p) อย่างไรก็ตามเรื่องมันมาสะดุดเอาตอนจ่ายตังค์ การซื้อตั๋วกับตู้ที่นี่ตามสถานีเล็กๆจะรับแค่เหรียญกับบัตรเดบิต หรือเครดิตค่ะ ซึ่งบัตรเดรดิตพอเสียบเข้าไปแล้วเครื่องจะขอ Pin code 4 หลัก ไอเราก็จำไม่ได้ เหรียญก็ไม่มี รถไฟก็ใกล้จะมา คิดในใจว่าต้องพลาดเที่ยวนี้แน่ๆ โชคดีที่จำได้ว่าเคยจดไว้ในมือถือ สุดท้ายเลยได้ตั๋วมาทันขึ้นรถไฟอย่างเฉียดฉิวค่ะ เพราะฉะนั้น Pin code สำคัญมากๆเลยในการซื้อของกับเครื่องอัตโนมัติต่างๆที่นี่ ขอย้ำอีกทีนะคะ

นี่ได้ตั๋วรถไฟมาแล้ว.... หน้าตามันจะเป็นแบบนี้ค่ะ พอขึ้นรถไฟแล้วอย่าพึ่งทิ้งตั๋วนะคะ นั่งไปสักพักบางเที่ยวจะมีพนักงานมาเดินตรวจตั๋วค่ะ ส่วนที่นั่งในรถไฟหน้าตาแบบรูปด้านล่างเลย (แถมนางแบบให้ด้วย คุณแม่หน้าตาเริงร่า พร้อมลุยมาก 555555)

จาก Diegem ไป Ghent ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที รถไฟที่เบลเยียมเค้าสะอาดนั่งสบายมากค่ะ นี่ขนาดเป็น Second class นะเนี่ย นั่งรถไฟดูวิวไปเพลินๆเผลอแปปเดียวก็ถึงแล้วค่ะ พอถึงเราก็เอากระเป๋าไปฝากที่ตู้ Locker ในสถานีก่อนเลย ค่าฝากอยู่ที่ 4.50 ยูโรต่อวันสำหรับช่องเล็กสุดที่ยัดเป้ใบใหญ่เข้าไปได้ 2 ใบสบายๆ

พอตัวเบาแล้วก็เกือบพร้อมเดินค่ะ เหลือแค่ต้องเติมน้ำตาลเข้าตัวซะหน่อย เลยแวะชิมวาฟเฟิลที่ร้าน Yoghito ในสถานีซะเลย อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ วาฟเฟิลเบลเยี่ยมเนี่ย…

และนี่เป็นภาพสถานีรถไฟ Gent-Sint-Pieters ค่ะ

พอท้องอิ่มก็พร้อมลุย! เนื่องจากสถานีรถไฟอยูห่างจากตัวเมืองออกมา การเดินทางเข้าตัวเมือง ใช้รถรางจะสะดวกที่สุดค่ะ ไม่รอช้าเราก็พุ่งไปซื้อตั๋ว โดยตั๋วรถราง Single ticket ราคาเที่ยวละ 1.50 ยูโรซื้อได้จากตู้ขายตั๋วสีเหลืองใกล้ๆป้ายรถรางค่ะ พอได้ตั๋วเราก็โดดขึ้นรถรางสาย 2 ไปลงป้าย Gent Vogelmarkt ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ข้อสำคัญในการขึ้นรถรางที่นี่คือเราต้องอย่าลืมตอกบัตรนะคะ พอขึ้นไปให้เราสังเกตุหากล่องสีเหลืองในตัวรถ แล้วหย่อนบัตรเข้าไปเลยค่า เครื่องจะประทับเวลาที่เราขึ้น โดยบัตรจะมีอายุ 60 นาที ขึ้นลงได้อีกภายใน 1 ชั่วโมงหลังตอกค่ะ

เมื่อลงจากรถรางเราก็เดินตามแผนที่มุ่งหน้าไปยัง St.Bavo’s Cathedral เป็นที่แรก ซึ่งโบสถ์นี้โด่งดังในเรื่องของบานพับภาพเขียนที่เรียกว่า Ghent Altarpiece หรือภาพ The Adoration of the Mystic Lamb โดย Hubert and Jan van Eyck จากศตวรรษที่ 15 เราสามารถเข้าชมโบสถ์ได้โดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม แต่ในส่วนภาพเขียนจะต้องเสียค่าเข้าชม 4 ยูโรค่ะ นอกจากภาพเขียนแล้ว กระจกสีขนาดใหญ่หลายบานภายในโบสถ์ก็สวยงามไม่น้อยแต่เสียดายที่เค้าไม่ให้ถ่ายภาพด้านใน เลยมีแค่รูปภายนอกโบสถ์มาให้ชมกันค่ะ

พอออกมาจากโบสถ์ก็จะเห็นหอนาฬิกาของเมืองที่เรียกว่า Het Belfort Van Gent ค่ะ ซึ่งเราจะขึ้นไปชมวิวของเมือง Ghent กันด้านบน ก่อนจะขึ้นก็ต้องเสียค่าเข้ากันคนละ 8 ยูโรค่ะ ภายในหอนาฬิกาจะมี 4 ชั้นให้เราเยี่ยมชม ในชั้น 1-3 จะจัดแสดงความเป็นมาของหอนาฬิกาเราจะต้องเดินขึ้นบันไดเล็กน้อย ไปขึ้นลิฟต์จากชั้น 2 ไปชมวิวเมืองที่ชั้น 4 ค่ะ ทางเดินด้านนอกจะเป็นเหมือนระเบียงที่ค่อนข้างแคบ คนจะเดินสวนกันลำบาก ถ้าคนเยอะอาจจะต้องหยุดรอบ้างเป็นบางช่วงนะคะ ด้านบนเราก็จะเห็นอาคารบ้านเรือน และโบสถ์สำคัญของเมือง 2 หลัง นั่นก็คือ โบสถ์ St.Bavos ที่เราพึ่งไปมา และ โบสถ์ St.Nicholas ที่เรากำลังจะไปเป็นที่ต่อไปค่ะ



ถ้าถ่ายคนด้วยก็จะได้รูปแนวนี้ค่ะ ชมวิวจากระเบียงเผลอๆ สวยๆ (?!) >.<

ลงมาจากหอนาฬิกา มุ่งหน้าต่อไปยังโบสถ์ St.Nicholas ระหว่างทางเราจะผ่าน City Pavillion ที่หน้าตาค่อนข้างประหลาดขัดกับอาคารรอบข้าง ซึ่งด้านล่างตรงที่มีสวนหย่อมเล็กๆจะมีห้องน้ำสาธารณะให้แวะเข้าได้ค่ะ มาถึงโบสถ์ St.Nicholas นับว่าเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ภายในจะเป็นโบสถ์เพดานสูง ประดับด้วยกระจกสี ตกแต่งแบบเรียบๆสไตล์ Gothic ค่ะ

เมื่อออกมาจากโบสถ์ก็จะเจอตึกที่มีรูปปั้นเหมือนคนเเต้นระบำอยู่บนยอดแบบนี้ ค่อนข้างจะโดดเด่น และแปลกตาทีเดียวค่ะ เลยแวะแชะภาพเก็บไว้ซะหน่อย...
[CR] <Bel-Cro-Ly Trip> PART 1 : แวะเยี่ยม เบลเยี่ยม 3 เมืองสวยกับเทศกาลสีรุ้งใน 2 วัน (Day 1)
สำหรับทริปนี้บิ๊วไปกับครอบครัวค่ะ แพลนเดินทางกันเอง เป็นทริปยุโรป 3 ประเทศ 12(+1) วัน เดินทางวันที่ 16 - 28 พ.ค. 2019 ซึ่งแบ่งเป็น เบลเยี่ยม 2 วัน โครเอเชีย 7 วัน อิตาลี 3 วัน โดยจุดหมายหลักคือโครเอเชียค่ะ ที่แวะเบลเยี่ยม กับอิตาลีเพื่อต่อไฟลท์เลยถือโอกาสเที่ยวไปด้วยเลย และยังมีแอบแถมอีก 1 วันท้ายทริป ในส่วนของวันแถมนั้นแอบกระซิบว่าเป็นรีวิวประสบการณ์ Flight Cancel ที่อิตาลีที่ทำให้ได้อยู่ต่อไปเต็มๆอีก 1 วัน จะเป็นยังไง เพราะอะไรนั้นรอติดตามกันนะคะ
เตรียมพร้อมก่อนเดินทาง
ยื่นวีซ่าทำยังไงบ้าง?
ก่อนอื่นเลย การที่จะไปเที่ยวยุโรปได้เราต้องผ่านขั้นตอนของการยื่นวีซ่าก่อน ในครั้งนี้บิ๊วต้องขอวีซ่าเชงเก้นประเภท Multiple entry ค่ะ โดยเราจะต้องยื่นผ่านตัวแทน vfs ของประเทศที่เราจะไปอยู่นานที่สุด ในการยื่นวีซ่าเราจะต้องเข้าไปเลือกวันนัดหมาย และกรอกรายละเอียดในเว็บไซต์ของ vfs ของประเทศนั้นๆก่อน รายละเอียดขั้นตอนการยื่นตามลิ้งค์นี้เลย (บิ๊วขออนุญาตแนบลิ้งค์ของประเทศเบลเยี่ยมเป็นตัวอย่างนะคะ) https://www.vfsglobal.com/belgium/thailand/Thai/index.html
หากใครที่ไม่อยากทำขั้นตอนเหล่านี้เองก็สามารถให้ Travel agency ช่วยทำเรื่องให้ได้เช่นกันค่ะ จะช่วยประหยัดเวลา และช่วยกันเอกสารตกหล่นไปได้เยอะ แต่จะมีค่าบริการเล็กน้อย โดยปกติบิ๊วจะใช้บริการของบริษัท Bravo Voyage เพื่อให้เค้าช่วยเตรียมและกรอกเอกสารให้ ติดต่อได้ทางเบอร์นี้เลยค่ะ 02-690-4726 แต่อย่างไรก็ตามเราจะต้องไปยื่นเอกสารในวัน และเวลาที่นัดหมายด้วยตัวเองนะคะ โดยในวันที่ไปยื่นนั้น ขั้นตอนคือเราจะยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เค้าจะถามเล็กน้อยว่าเราไปทำอะไร กับใครบ้าง หากเอกสารเราครบถ้วนไม่ผิดพลาด ก็จะต่อไปที่ขั้นตอนของการพิมพ์ลายนิ้วมือ และถ่ายรูปค่ะ ตอนบิ๊วไปใช้เวลาไม่เกินชั่วโมง วีซ่าของบิ๊วรอประมาณ 15 วันทำการค่ะ
*คำแนะนำ* ควรทำสำเนาหน้าพาสปอร์ตที่มีตราสแตมป์จากประเทศอื่นไปให้เจ้าหน้าที่ให้ครบทุกหน้าค่ะ เพราะบิ๊วเคยโดนให้ไปซีรอกซ์เพิ่มมาแล้วจากครั้งก่อน โดนไปแผ่นละ 5 บาท หมดไปเกือบ 200 ค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่หน้าแรกที่มีรูปเรานะคะ ทุกหน้าในพาสปอร์ตที่มีหลักฐานการเดินทางไปประเทศอื่นเลยค่ะ ส่วนใครที่พึ่งทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีประวัติการเดินทาง แนบเล่มเก่าไปด้วยก็จะอุ่นใจกว่าค่ะ
ไปทริปยุโรป ควรพกอะไรไปบ้าง?
นอกจากเสื้อผ้า และของใช้ต่างๆ ของที่บิ๊วแนะนำว่าควรพกไปด้วยสำหรับทริปยุโรปคือ
1. ซิมมือถือพร้อมเน็ต
การเดินทางด้วยตัวเองนั้น อินเตอร์เน็ตสำคัญมากในการใช้ดู Google Maps ซื้อตั๋วต่างๆ และหาข้อมูลในยามจำเป็น ก่อนจะเดินทางต้องเช็คว่าซิม activate เรียบร้อยใช้งานได้นะคะ ลองสอบถามตอนซื้อ เพราะไปซื้อที่นู่นจะค่อนข้างแพง และเสียเวลาทำความเข้าใจในการติดตั้งค่ะ
2. บัตรเครดิตพร้อม Pin code
ในการใช้บัตรเครดิตในยุโรปส่วนมากเค้าจะขอรหัส Pin code 4 หลักของบัตรค่ะ โดยเฉพาะเวลาซื้อตั๋วกับตู้อัตโนมัติ เลข 4 หลักอันนี้จะไม่ใช้เลข cvv หลังบัตรนะคะ มันจะเป็นเลขที่ธนาคารส่งมาให้พร้อมบัตร หากใครยังไม่ทราบอาจจะต้องสอบถามธนาคารดูก่อนเดินทางนะคะ
3. บัตรนักเรียน นักศึกษา
เนื่องจากบิ๊วยังเป็นนักศึกษาอยู่ ทุกครั้งบิ๊วจะพกบัตรนักศึกษาไปเที่ยวด้วยค่ะ เพราะว่าในหลายสถานที่ท่องเที่ยวในยุโรปจะมีราคาพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา โดยเราจะต้องโชว์บัตรให้เค้าดู ซึ่งจะสามารถช่วยประหยัดไปได้เยอะเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครยังเรียนอยู่ก็อย่าลืมพกบัตรไปด้วยนะคะ
4. ถุงผ้า
อ่านแล้วอาจจะงงว่า เอ๊ะ ทำไมต้องเอาถุงผ้าไปด้วยล่ะ คือที่ยุโรปหลายประเทศ เราจะต้องเสียตังซื้อถุงพลาสติกค่ะ เค้าจะไม่แจกถุงฟรีเหมือนบ้านเรา ถุงพลาสติกบ้านเค้าถึงจะซื้อก็จะบางมากกกก แบบมากกจริงๆ แบกอะไรก็ขาดอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น บิ๊วแนะนำให้พกถุงผ้าแบบพับได้เบาๆติดกระเป๋าไว้เวลาช้อปค่ะ
เอาหล่ะ เตรียมตัวพร้อมแล้วทีนี้มาเริ่มออกเดินทางกันเลยค่ะ Let's go!!!
Day 1: Ghent - Bruges
ในวันแรกเริ่มออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่สนามบินบรัสเซลส์ บินตรงใช้เวลาเดินทางประมาณ 11 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายค่ะ สำหรับเบลเยี่ยมเป็นทริปที่บิ๊วพาแม่เที่ยวกันเอง 2 คนก่อนที่จะต่อไฟล์ทไปเจอพี่กับพ่อที่จุดหมายหลักของทริปนั่นก็คือ โครเอเชีย ที่ยังไม่มีไฟล์ทบินตรงจากประเทศไทย เลยได้ถือโอกาสแวะเที่ยวเบลเยี่ยมกันก่อนซะเลย โดยรอบนี้เราจะเก็บ 3 เมืองภายใน 2 วันกันค่ะ! แผนที่วางไว้คือวันแรกเราจะนั่งรถไฟจากสนามบินไปเที่ยวเมือง Ghent ครึ่งวันแล้วต่อไปค้างคืนที่เมือง Bruges แล้วกลับมาเก็บเมือง Brussels เต็มวันในวันที่ 2 เพื่อเตรียมขึ้นเครื่องไป Dubrovnik ในวันถัดไปค่ะ
เมื่อมาถึงที่สนามบิน เนื่องจากเราจองโรงแรม Park Inn by Radisson Brussels ไว้ใกล้ๆสนามบินสำหรับคืนที่ 2 เราเลยไปฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรมก่อนค่ะ ซึ่งทางโรงแรมเค้าก็มีรถ Shuttle bus รับไปส่งที่โรงแรม ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ถึง รร ค่ะ พอถึงก็ทำการฝากกระเป๋าเรียบร้อย ในตอนแรกกะว่าจะกลับมาขึ้นรถไฟจากสนามบินไปเมือง Ghent แต่พอถาม Reception เค้าบอกว่าสามารถขึ้นรถไฟจากสถานี Diegem ใกล้ๆโรงแรมไปถึง Ghent ได้เลย พร้อมหาเที่ยวรถไฟ และแนะนำทางไปสถานีเรียบร้อย เดินจาก รร พอเหงื่อตกก็ถึงสถานีค่ะ พอถึงก็รีบไปที่ตู้ขายตั๋วทันทีเพราะเหลือบไปเห็นนาฬิกาว่ามันใกล้ถึงเวลารถไฟแล้วนี่หน่า!
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้