เรามีเรื่องอยากจะเล่า ถึงเรื่องราวเล็กๆ ของเรา

เราเป็นเด็กคนนึง ที่มีภาวะซึมเศร้าตอนวัยเรียน มาจากการที่เราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมห้องและครูที่ปรึกษาได้  เรืองน่าจะมาจากการที่เรามาสายเป็นประจำ เพราะที่บ้านเปิดร้านค้า และจะมาโรงเรียนได้ก็หลังจากที่ลูกค้าเริ่มซา เข้าแถว 7:30 บางทีก็ไปถึง 7:31 7:40 7:10 เร็วบ้างช้าบ้างตามแต่วัน

เราเคยคุยกับฝ่ายปกครอง เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ต้องทำโทษตามปกติ มาสาย เข้าแถวสายบำเพ็ญประโยชน์ (เก็บขยะ) ปล่อยเข้าชั้นเรียน ไม่มีปัญหา ครูเขาบอกอยู่ว่าถ้าเหตุผลนี้คุยได้เขาไม่ว่าอะไร แต่ก็ต้องโดนโทษตามกฎ ซึ่งเราก็ไม่ได้อะไร 

ปัญหาเหมือนจะอยู่ตรงที่เราไม่เคยคุยกับครูที่ปรึกษา เขาก็เข้าใจว่าเรามาสายตลอด นานวันเข้า ก็ขอไปเยี่ยมบ้าน ด้วยความที่บ้านเราอยู่ที่นึง แกเข้าใจผิดว่าอยู่อีกที ไปผิดที่ก็ว่า  พอไปถึงเขาก็แจ้งกับพ่อแม่เราปกติ ว่าเออเรามาสายบ่อย แม่เราก็บอกเขา ว่าที่บ้านขายของเราช่วยงานบางทีมันก็ไปสายบ้าง ครูแกก็คงโมโห ก็พูดมาว่าถ้าจะให้ช่วยงานก็ให้ลูกลาออกไม่ต้องเรียน

หลังจากนั้นแม่เราก็ขึ้น (ขอเกริ่นถึงคุณแม่ผู้โตมากับ บ้านไม้ติดแม่น้ำ ตจว บ้านจะอยู่ห่างๆ การด่ากันก็จะด่ากันข้ามแม่น้ำ ระยะประมาณ ถนนสี่เลน เสียงด่าก็จะดังจากต้นซอยไปท้ายซอย) แม่เราก็ด่ากลับเลย แม่เรามองว่าครูไม่ควรจะพูดจาแบบนี้ แล้วแม่ก็เสียเงินส่งเราเรียนปกติ ทำไมจะต้องให้เราลาออก แม่เราด่าไปเยอะ ครูเถียงไม่ทัน ไม่ได้มีคำหยาบนะ แต่เราคิดว่าแกก็คงอายระดับหนึ่ง ด้วยบ้านเราเป็นร้านค้าด้วย ลูกค้าเขาเห็น ได้ยินกันหมด แล้ววันนั้นก็มีเด็กโรงเรียนเราคนอื่นมาด้วย

เรื่องนี้ขอเสริมนิดนึง เราเข้าใจว่าครูเข้าใจผิดคิดว่าเรามา 8:30 เนื่องจาก การบำเพ็ญประโยชน์เก็บขยะของฝ่ายปกครองจะทำหลังจากเลิกแถว เราก็จะอยู่ช่วยจนประมาณ 8:20 แล้วขึ้นห้องเรียน คาบแรกประมาณ 8:30  แต่ช่วง 8:00 - 8:30 ครูที่ปรึกษาเราเอาคาบโฮมรูมมาทำเป็นคาบเรียน พอไม่เจอเราก็เลยคิดว่าเรามาสาย ไม่ตั้งใจเรียน แต่นั่นเป็นเรื่องที่ครูไม่เคยบอกเรา แล้วเรามารู้หลายปีหลังจากนั้น 

วันรุ่งขึ้นเราก็มาโรงเรียนเช้าขึ้น ครูที่ปรึกษาเราก็คุยกับนักเรียนในห้อง ชี้แจงเงินค่าเทอมมาจากอะไร แล้วบอกว่าเงินแค่นี้มันไม่แพงเลย คาบเรียนของแกแกก็พูดในคาบว่าถ้ามีเราอยู่แกจะไม่สอน เขาไม่ไหวกับเราแล้ว อยากทำอะไรเราให้เราทำ

ไล่ให้เราไปนั่งหลังห้อง เราก็ไป ให้เราอยู่คนเดียวเราก็อยู่ ก็ตามนั้น แต่เราไม่ยอมออกจากห้องเรียน แกไม่อยากสอนเราก็เรื่องของแก แต่เรื่องนี้ เพ่ือนในห้องก็ไม่พอใจเราอยู่ เพราะเราเริ่มไม่คุยกับเพื่อนใน้องตั้งแต่ตอนนั้น เว้นเรื่องงานที่กลายเป็นเศษนะ

เราก็อยู่กับมันโดยการหนีไปอยู่ห้องสมุด คุยกับพี่คนอื่น เพื่อนคนอื่น แต่ทุครั้งที่กลับห้องมันก็มีอีกความรู้สึกนึง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่ได้คุยเรื่องนี้กับที่บ้าน แค่ครูโดนว่าครั้งนั้นเรื่องยังลากยาวมาขนาดนี้  ถ้าเล่าให้ที่บ้านฟัง เรื่องคงไม่จบ แล้วสุดท้าย เราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรที่เลวร้ายกว่าเดิมขึ้นอีกไหม

แต่เราหายจากอาการนี้ด้วยการสร้างโลกขึ้นมาอีกใบ เราคุยกับตัวเองเสมือนว่าเราคุยกับเพื่อนอีกคนตลอดเวลาที่เรียนในห้อง และทุกครั้งที่เรารู้สึกไม่ดี เราอ่านหนังสือบ่อยขึ้นทุกครั้งที่เรารู้สึกแย่ก็อยู่แบบนี้จนครบ 1 ปี  การเรียนเราก็ตกลงด้วย

พอปีถัดไป เราได้ย้ายห้องเรียน ไปอยู่ห้องอื่น ซึ่งแบ่งเกรดห้องเรียนตามลำดับการสอบ  จริงๆ เราได้ยินครูที่ปรึกษาเราคุยอยู่นะ ว่าเขาห่วงเราดูเกรดเราล่วงไปเยอะ เด็กในห้องเรียนเราก็มีเด็กเกบ้าง สก๊อยบ้าง แต่เรามีความสุขมากกว่าอยู่ในห้องๆ เดิมเยอะ  พี่ที่เป็นสก๊อย ซ้ำชั้นมาปีสองปี โดดเรียน ขโมยของ หนีเที่ยว เบี้ยวแชร์ แต่เชื่อไหมสิ่งหึ่งที่เราเรียนรู้จักเขา เขาไม่เคยยิ้ม ชอบก็ชอบไม่ชอบก็ไม่ชอบ ไม่เคยใส่หน้ากากเข้าหาเรา อารมณ์มันต่างจากการอยู่ห้องคิงปีที่แล้วลิบลับเลย ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง แอบนินทากัน

การเรียนเราดีขึ้นนะ เป็นตัวแทน ไปแข่งของระดับชั้น เกรดขึ้นมาเป็น 3.7 3.8 จากเดิมที่อยู่ 2.7  ส่วนอาการสร้างโลกอีกในก็ยังคงมีบ้าง แต่น้อยลง อาการมีมาเรื่อยๆ มากขึ้นน้อยลง แล้วแต่ช่วง แล้วเริ่มหายไปตอนเราอยู่ ม.6 

------------------------

ขออนุญาตตัดวาร์ปมาตอนเราเริ่มทำงาน 

บริษัทที่เราทำอยู่เป็นบริษัทที่ดี มีความรู้ให้เยอะ มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของโลก

แต่ด้วยลักษณะของงานที่มีความกดดันสูง เราป่วยเป็นโรคเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว จริงๆต้องบอกว่าเรารู้ตัว แต่ด้วยความอวดเก่งของเราเองที่เราคิดว่าเรารับมือมันไหว กลายเป็นวันนึงเราไม่สามารถรับมือกับมันได้

บริษัทเราด้วยความที่เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง ฐานเงินเดือนสูง เป็นที่รู้กันดีของบุคคลภายนอก และบุคคลภายในก็รู้กันดีกว่างานหนัก OT ไม่ได้มีคำว่าจ่ายจริง  (เราขอคุยก่อนเรื่องนี้เราเพิ่งบังเอิญรู้มาจากน้องคนนึงที่ลาออกไปว่า HR ไม่เคยรู้เรื่องเลยว่าบริษัทไม่ได้จ่าย OT ตามจริง จนกระทั่งน้องคนนี้ไปโวยวาย) สิ่งหนึ่งที่ถูกปลูกฝังมาก่อนคือเราทำงานจะไม่ได้ OT นะ  จริงๆ เราเริ่มรู้สึกช่วงหลังๆ ว่าเอ้อ มันไม่ใช่ความคิดที่ควรจะมีนะการทำงานแล้วไม่ได้ OT แต่เพราะเราโตมันกับสิ่งๆ นี้ บริษัทที่คนในองค์กรเป็นแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกว่ามันปกติ ทั้งๆ ที่ตามจริงมันไม่ปกติ //อยู่ๆ เรานึกถึงเคส black company ที่ญี่ปุ่นขึ้นมาเลย พนักงานคงมีความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะการปลูกฝังจากสิ่งที่รับรู้มาจากสังคมที่อยู่

ซึ่งบางครั้งเราก็ได้ ถ้ามีการคุยกับพี่ แต่บางทีคุยแล้วก็ไม่ได้ เรามักจะเห็นเพื่อนทำงานกันยันสว่างแต่ไม่ได้เงิน หรือได้ OT มาไม่กี่ชั่วโมง เราไม่เคยมีปัญหาในเรื่องของการไม่ได้ OT เลย แต่ปัญหาที่ติดคือเรื่องของเวลา

บริษัทมีนโยบาบ work smart พยายามหาวิธีต่างๆ มาทำให้เราทำงานง่ายขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าใช้ไม่ได้จริง งานหนักขึ้น เวลาทำงานน้อยลง

นานวันเข้าเราเริ่มลำบาก จากอาการป่วยของเรา เราเริ่มเครียด ทำงานได้ช้าลง กินเยอะขึ้น ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยขึ้น เป้นมาตั้งแต่เราเริ่มทำงาน จากสมัยเรียน มหาวิทยาลัย เดือนนึงเราใช้ไม่ถึง 4000 รวมค่ารถไปกลับและค่ากิน พอทำงาน เดือนหนึง 20k ยังไม่พอใช้เลย  จริงๆ เรารู้ว่ามันเป็นการการของโรคเบื้องต้น แต่เราก็เมินเฉย ปล่อยมันไป ด้วยความอวดดีของเรา  จนกระทั่งวันนึงมันระเบิดออกมา

เราไม่สามารถทำงานได้เลย คือทุกครั้งที่อยู่หน้าจอ ก็ร้องไห้มาอย่างไม่มีเหตุผล ร้องไห้ทุกครั้งที่ไปทำงาน ทุกครั้งที่กลับบ้าน นั่งทำงานไปร้องไห้ไป มันเป้นความกดดันอย่างหนึ่ง แต่กดดันมากกว่าเพราะเราต้องทำทุกอย่างโดยไม่ให้ใครเห็น ร้องไห้เสร็จกลบคอนซีลเลอร์บ้าง ใส่แมสบ้างบอกเป็นภูมิแพ้ และอื่นๆ สารพัดข้ออ้างที่ต้องอ้างมา เป็นอย่างงั้อยู่หลายเดือน จนกระทั่งที่บ้านเริ่มจับได้จากพฤติกรรมบางอย่างที่แปลกไป  และเรื่องที่เราล้างท้องไปครั้งนึงเพราะกินยาเกินขนาด 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น คือเมื่อปีที่แล้ว มีคนในสายอาชีพของเราฆ่าตัวตาย ตอนนั้นเราก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า เราควรจะออกจากงาน เราตัดสินใจไปทำประกันชีวิตไว้ จริงๆ เราขอบคุณคนคนนั้นมาก เพราะประกันชีวิตที่เราตัดสินใจทำในวันนั้น คือสิ่งที่ทำให้เราอยู่ต่อ เพราะยังอยากได้เงินประกัน (ประกันใกล้จะครบ 1 ปีละ และเราตั้งใจจะออกจากงานก่อนประกันครบ)  แต่ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ถ้าเราตัดสินใจลาออกตั้งแต่ปีที่แล้ว

-------------------------------------------

เราแค่อยากระบายเพราะบางทีอาการมันก็มีขึ้นมีลง เรายังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง โดยเฉพาะครอบครัว คือคนสุดท้ายที่เราจะเล่า เพราะเราเชื่อว่าถ้าเล่าให้ฟังแล้วเขาจะเครียด เราเองไม่อยากสบายใจที่มีคนรับฟังเราเข้าใจเรา แต่ทำให้คนที่รับฟังเราเครียดแทนเรา เรารับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ

ป.ล. เรื่องราววัยเด็ก แม่ไม่เคยรุ้เลยว่าเราโดนบูลลี่จากเพื่อนร่วมห้องจนกระทั่งโตขึ้นแล้วเราเล่าให้เขาฟัง แต่เราเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังวัยเด็กไม่ได้จริงๆ เราจำได้แค่ว่าปัญหาที่บ้านหนักพอแล้ว เราไม่ควรสร้างปัญหาเพิ่ม
ป.ล. 2 เราใกล้จะได้ลาออกจากงานแล้วดีใจกับเราหน่อย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่