ในวันที่ฉันหมดไฟในการเรียนต่อป.โท และทำงาน Full-time

สวัสดีค่ะทุกคน
'ตอนนี้ชีวิตรู้สึกสับสนเหลือเกิน หมดไฟ ไร้ Passion ในการเรียน'

เราตัดสินใจเรียนป.โท ในสายงานที่เราจะได้เพิ่มทั้งองค์ความรู้ ความสามารถ และเงินเดือนในอาชีพ Full-time (จันทร์-ศุกร์)
หลังจากเราทำงานครบ 2 ปี ตามกฎเกณฑ์และความพร้อมต่างๆ จึงได้ลงสมัครสอบป.โทไว้
สอบครั้งแรกไม่ติด ไม่เป็นไร ลองใหม่อีกครั้งละกัน ปรากฏว่า "สอบติด"
เป็นความรู้สึกที่ดี มีความสุขมากที่จะได้เรียนที่นี่ (ไม่ขอเอ่ยชื่อคณะ และมหาวิทยาลัยนะคะ)
เราต้องแพลนชีวิตใหม่เกือบทั้งหมด เพราะต้องกู้เงินมาเรียน
ก่อนหน้าแพลนแค่ว่าจะเรียน แต่ไม่เคยนึกถึงเรื่องค่าใช้จ่าย (อันนี้เป็นข้อเสียสุดๆ ทำให้ต้องลำบากไปกู้ยืม)
สิ่งที่ต้องแพลนเมื่อรู้ว่าจะต้องเรียน ป.โท

1) เรื่องที่พัก เนื่องจากเราเรียนเสาร์-อาทิตย์  ระยะทางจากที่อยู่ปัจจุบันกับที่เรียนก็ราว 150 กิโลเมตร
แต่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สิ่งที่ทำได้คือ นั่งรถไฟ หรือไม่ก็รถตู้  และจำเป็นต้องมีหอพักใกล้ๆ มหาวิทยาลัย
เราแชร์ห้องกับเพื่อน เช่าห้องทิ้งไว้เลย ไว้ใช้เฉพาะคืนวันศุกร์และเสาร์  ก็ถือว่าโชคดีมากที่ได้หอพักค่อนข้างปลอดภัย
ราคาไม่แพง แถมคุณลุงเจ้าของหอก็ใจดีมากๆ

2) เรื่องที่ทำงาน ผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานก็เข้าใจว่าเราต้องเรียน งานหลายๆ อย่าง ที่ได้ทำแบบหนักหน่วงก่อนไปเรียนก็ลดลง
เห็นอกเห็นใจค่อนข้างมาก  ถ้ามีงานเสาร์อาทิตย์ ก็จะเลี่ยงไม่ให้เราทำ แต่บางครั้งมันก็เลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องยอมขาดเรียนไป
และไปตามเก็บ หรืออ่านภายหลัง

3) ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รายได้ลดลง  เนื่องจากต้องกู้ยืมเงินเรียน เงินเดือนแต่ละเดือนจึงต้องแบ่งไว้สำหรับใช้หนี้
การเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายสำหรับเรา เน้นไปที่ค่ากิน และกาแฟ คือเราต้องกระเบียดกระเสียรเพื่อใช้เงินเท่าที่จำเป็น
กาแฟสำหรับวัยทำงาน และต้องเรียนไปด้วยสำหรับเรา เป็นเรื่องที่ต้องยอมจ่าย โดยเฉพาะการหา Learning Space ดีๆ สักที่
เพื่อให้ท้องอิ่ม มีกาแฟดีๆ ดื่ม และที่ทำงานที่ support การทำงานและอ่านหนังสือของเรา ในขณะเดียวกัน รายได้ที่เคยได้จากการทำ Part-time 
คือการสอนหนังสือ ก็ลดลงไปด้วย ปกติเลิกงานปุ๊บ ไปสอนพิเศษยาวถึง 20.00 น. บางทีก็เลยไปเกือบ 21.00 น. 
เงินก็หายไปเยอะพอสมควร เพราะรับสอนได้น้อยลง เพื่อจะแบ่งเวลาไปทำงานป.โท และเตรียมงานในวันถัดไป

4) ครอบครัว ถ้าเป็นก่อนเรียน เราจะสามารถหาเวลากลับบ้านไปหาพ่อแม่ได้ (บ้านเกิดและที่ทำงานอยู่คนละจังหวัด) 
หนึ่งปีกลับไม่เกิน 5 ครั้ง ทั้งๆที่ถ้านั่งรถไปหาท่าน ก็แค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แต่ด้วยเวลาที่มีคือไม่สามารถไปไหนได้เลย

หลังจากแพลนแล้วว่า จะต้องเตรียมการอย่างไรกับชีวิต ก็คิดว่าพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้

เริ่มเรียนเทอมแรก ก็มีความสุขดี แต่มาเจอบางวิชาที่รู้สึกว่า ทำไมต้องเรียน เรียนแล้วได้อะไร
ตอนนั้นคือ เกลียดวิชานี้ไปเลย ขาดแรงบันดาลใจที่จะเรียน เราไม่ชอบวิธีการสอน
เวลามี Assignment หรือการบ้านใดๆ ก็ไม่อยากทำเลย ไม่อยากแตะ 
คือเข้าใจเลยว่าทำไมคนเราถึงมีวิชาที่ตัวเองทั้งชอบและไม่ชอบ ทั้งๆที่โดยปกติแล้ว สมัยเรียนมัธยม หรือปริญญาตรี
ก็แทบไม่เคยมีความรู้สึกเกลียดวิชาไหนเลย แค่รู้สึกว่า วิชานี้ทำได้ไม่ดี คือโทษตัวเองทั้งนั้น..
ในทางกลับกัน เป็นวิชาแรกที่ทำให้เราเกลียดการไปเรียน ไม่อยากให้ถึงวันที่มีเรียนวิชานี้
เราไม่ชอบแนวทาง ไม่ชอบวิธีการ และเราเองก็ไม่เห็นว่า วิธีการสอนแบบนี้ จะช่วยให้เราพัฒนาในสายงานอย่างไรบ้าง
มาทราบจากรุ่นพี่ในภายหลังว่า..
วิชานี้มีการเปลี่ยนอาจารย์ผู้สอน ก่อนหน้าคือสอนแน่น สอนเป๊ะ 
และเช่นเดิม ทุกครั้งที่มีการสั่งงาน เราจะรู้สึกไม่อยากทำ ไม่อยากแตะงานแม้แต่นิดเดียว
สุดท้าย อาจารย์ก็ค่อนข้าง Flexible พอ และยืดหยุ่น Deadline ให้
ตอนนั้นคือกัดฟันทำให้จบๆ ให้เสร็จๆไป  แล้วก็ผ่านมาได้หนึ่งเทอม...

ระหว่างเรียน เราก็พบปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเวลาของเราที่มันค่อนข้างแย่เอามากๆ
ลองแชร์กับเพื่อนๆที่เรียนด้วยกัน ก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน แต่สุดท้าย เราก็จัดการกับมันไปได้

เทอมนี้เป็นเทอมที่ 4 พอรู้ว่าได้เรียนกับอาจารย์ท่านเดิม
เราเริ่มได้กลิ่นลางๆ แล้วว่า... จะวน Loop เดิมไหม..
(เป็นอีกครั้งที่วิชานี้มีการเปลี่ยนผู้สอน ซึ่งหวยชอบมาลงตอนที่เราเรียนทุกครั้งไป
เดิมทีวิชานี้เป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่เคยพูดเอาไว้ว่า ดีมากจริงๆๆๆๆๆๆๆ)
โชคยังดี ที่วิธีการสอน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง 
แต่งานที่สั่งให้ทำ คือไม่ make sense ใหญ่โต ไม่สมเหตุสมผล..
....และก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้เรา หมดไฟ แบบสุดๆ.....

บางทีเปิดสมุด เปิด Laptop เพื่อทำงาน ก็ค้างไว้อย่างนั้น นั่งมองเฉยๆ
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่า ถ้าไม่ลงมือทำ มันก็ยากมากๆ ที่จะผ่านไปได้..
อยากกัดฟันทำให้จบๆ ไป แต่ความรู้สึกคือ ไม่อยากทำแล้ว
อยากหยุดแล้ว เครียดในทุกๆ วัน ที่จะต้องมานั่งทำงานส่ง..
ทำให้เราไม่อยากพูด ไม่อยากคุยกับใคร
เพราะกลัวเป็นภาระของคนอื่น และก็กลัวคำว่า "สู้ๆ" ของคนรอบตัว
ตั้งแต่เรียนป.โท เรากลัวคำนี้มากๆ ไม่อยากได้ยิน รู้สึกไม่ชอบ
เพราะทำให้เรารู้สึกอยู่ตลอดว่า เราอยู่กับสิ่งที่น่ากลัว เราต้องสู้
คำๆ นี้ ฟังผ่านๆ ก็เป็นการให้กำลังใจอยู่นะ แต่พอมาพิจารณาแล้ว..
ไม่พูด หรือไม่ต้องให้กำลังใจเรายังดีเสียกว่า มาพร่ำบอกว่า "สู้ๆ"
เพื่อนร่วมงานชอบถาม ใกล้จบยัง จะจบยัง..
เราอยากจะพูดแรงๆ กลับไป ว่าเลิกถามได้แล้ว
บางคนถามเช้า ตกเย็นมาก็ถามอีก.. 

กลับห้องมา บ่อยครั้งที่ต้องนั่งร้องไห้คนเดียว เป็นทุกข์อยู่คนเดียว ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง
ทั้งๆ ที่โดยปกติ ภายนอกจะร่าเริงมากๆ ให้ความสุขกับเพื่อนร่วมงาน สนุกกับงาน
แต่ตอนนี้คือ ร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจมันหมองหม่นไปหมด ท้อแท้ ขาดแรงบันดาลใจ 
บางครั้งเราเคยคิดที่จะลงเรียนวิชานี้ใหม่ แต่มันก็แค่อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวจริงๆ...
เราไม่เคยมีความสุขเลย ตลอดเทอมนี้ 

เราพยายามเปลี่ยนวิธีคิด ปรับพฤติกรรมตัวเอง
เข้าหาสิ่งที่เป็นพลังบวก เพื่อเติมพลังใจให้เรา
เราพยายามมองคนที่มีภาระมากกว่าเรา และเขาสามารถทำได้  Manage ทุกอย่างได้ดี
แล้วสุดท้าย...
เราก็เป็นเหมือนเดิม 

ตอนนี้เราเองก็รู้อยู่แล้วว่า..
มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่ต้องพยายาม ต้องอดทน และมุ่งมั่นให้มากกว่านี้
พยายามเอาชนะความเหนื่อยหน่ายให้ได้..
มีหลายครั้ง ความคิดเดิมๆ อย่าง "ทำงานเดิมๆ ก็ดีอยู่แล้ว มาเรียน ป.โทให้เหนื่อยทำไม คนอื่นไม่เห็นเขาต้องดิ้นรนขนาดเรา"
แต่เราก็ต้องคอยตอบคำถามของตัวเอง ด้วยตัวเองว่า..

เธออยากจะพัฒนาตัวเองไม่ใช่หรอ อยากใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ไม่ใช่หรอ
ผลพลอยได้ เงินเดือนเธอก็เยอะขึ้นนะ เธอมี Connection เพิ่มอีกนะ
เธอได้เห็นโลกที่กว้างขึ้นนะ..

ตอบคำถามตัวเองเสร็จ..
ก็เป็นแบบเดิม

"หมดไฟ"

ที่เล่ามาข้างต้น เราต้องการจะแชร์ประสบการณ์ของเรา และอยากได้วิธีคิด วิธีจัดการตัวเอง เมื่อต้องทำงานและเรียนไปด้วย..
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน และแชร์ประสบการณ์
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่