อยากทราบว่าตำแหน่งราชเลขาเทียบเท่ากับตำแหน่งใหนในขุนนางจีนค่ะ

ตามหัวข้อกระทู้เลยค่ะ

เราเป็นคนชอบอ่านนิยายแนวพีเรียดจีย้อนยุคกับพวกนิยายตะวันตกที่เกี่ยวกับพวกขุนนางอะไรทำนองนี้อ่ะค่ะ เลยเกิดความสงสัยว่าเอ๊ะ ตำแหน่งราชเลขาคนสนิทของจักรพรรดิราชาเนี่ยมันเทียบเท่ากับตำแหน่งไหนของขุนนางในราชสำนักของฮ่องเต้จีนเหรอคะ

คือเราพยายามหาข้อมูลแล้วแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ง่ายๆ คือนึกภาพไม่ออกค่ะ ตอนนี้เราเลยเข้าใจว่าราชครู(ที่เป็นอาจารย์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์ของจีน)กับราชเลขาคนสนิทของจักรพรรดิราชามีตำแหน่งเทียบเท่ากัน ในความคิดของเรานะคะ

หากถูกผิดยังไงวอนผู้รู้ช่วยตอบหน่อยนะคะคือมันคาใจมานานมากๆ (เราเป็นคนขี้สงสัยค่ะ) ขอบคุณในคำตอบล่วงหน้านะคะ โคมาวอโคมาวอ
ความคิดเห็นจาก Expert Account
ความคิดเห็นที่ 4
จริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าต้นฉบับนิยายที่คุณเจ้าของกระทู้อ่านอยู่ในสมัยไหนและแปลมาจากคำว่าอะไรด้วย เพราะตำแหน่งที่ทำหน้าที่เป็นราชเลขาของจีนในแต่ละยุคไม่เหมือนกันครับ


ตำแหน่งราชเลขานุการหรืออาลักษณ์ของราชสำนักในภาษาจีน เดิมเรียกว่า ซ่างซู (尚書) แปลตรงตัวว่า "ผู้รับใช้ด้านหนังสือหรือเอกสาร"  เริ่มปรากฏตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน ในสมัยต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตกยังไม่มีอำนาจมากนัก เป็นแค่ข้าราชการอาลักษณ์ในสังกัดของขุนนางตำแหน่ง เซ่าฝู่ (少府) หรือเสนาบดีกรมวังและพระคลังมหาสมบัติ  หัวหน้าเรียกว่าซ่างซูลิ่ง (尚書令)     รองหัวหน้าเรียกว่าซ่างซูผูเย่ (尚書僕射)


สมัยฮั่นอู่ตี้ (漢武帝) ได้เพิ่มความสำคัญให้ตำแหน่งซ่างซูมากขึ้นเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับเสนาบดีระดับสูงได้แก่เฉิงเซี่ยง (丞相 อัครมหาเสนาบดี) และอวี้สื่อต้าฟู (御史大夫) ซึ่งเป็นตำแหน่งซานกง (三公) หรือสามตำแหน่งบริหารสูงสุด  โดยทรงใช้ขันทีทำหน้าที่เป็นเลขานุการ มีตำแหน่งหัวหน้าเช่น จงซูเย่เจ่อ (中書謁者) จี้ลิ่ง (置令) ผูเย่ (僕射)

ตั้งแต่สมัยฮั่นอู่ตี้ ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนได้รับอำนาจว่าราชการเลขานุการ เรียกว่าลิ่งซ่างซูซื่อ (領尚書事) หรือลู่ซ่างซูซื่อ (錄尚書事) ควบคู่กับตำแหน่งที่ตนเองมีไปด้วย เช่น ฮั่วกวง (霍光) ขุนพลใหญ่ในสมัยฮั่นตะวันตกซึ่งมีตำแหน่งเป็น ต้าซือหม่าต้าเจียงจวิน (大司馬大將軍) ที่สมุหพระกลาโหมผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับอำนาจว่าราชการเลขานุการด้วย


สมัยฮั่นเฉิงตี้ (漢成帝) เปลี่ยนเป็นจงเย่เจ่อลิ่ง (中謁者令) เลิกผูเย่   แต่ต่อมาเลิกใช้ขันทึปลี่ยนมาใช้ขุนนางบัณฑิต เปลี่ยนตำแหน่งกลับเป็นเหมือนเดิม แบ่งหน่วยงานด้านเลขานุการเป็น 5 แผนก แต่ละแผนกมีหัวหน้าเรียกว่า ซ่างซู (尚書) ได้แก่

- ฉางซื่อเฉา (常侍曹) รับผิดชอบเกี่ยวกับขุนนางผู้ใหญ่
- เอ้อเชียนต้านเฉา (二千石曹) รับผิดชอบเกี่ยวกับหัวเมืองและขุนนางระดับสองพันต้าน
- หมินเฉา (民曹) รับผิดชอบหนังสือฎีกาที่ถูกถวายขึ้นมา
- เค่อเฉา (客曹) รับผิดชอบเรื่องการต่างประเทศและชนเผ่าต่างๆ
- ซานกงเฉา (三公曹) รับผิดชอบการพิจารณาคดีความ  (ตั้งเพิ่มภายหลัง)



สมัยฮั่นตะวันออก รัชสมัยฮั่นกวงอู่ตี้ (漢光武帝) ได้ลดอำนาจของเสนาบดีตำแหน่งซานกงลง  หน้าที่ฝ่ายบริหารถูกโอนไปให้ซ่างซู   ก่อตั้งซ่างซูไถ (尚書臺) คือสำนักราชเลขาธิการ มีหัวหน้าคือ ซ่างซูลิ่งคือราชเลขาธิการ   ซ่างซูผูเย่คือรองราชเลขาธิการ    มีผู้ช่วย (丞) ซ้ายขวา    แบ่งหน่วยงานเป็น 6 แผนกบัญชาโดยซ่างซู   มีการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นมี

- ซันกงเฉา (三公曹) ทำหน้าที่ประเมินผลการทำงาน ของเจ้าเมืองและขุนนางตามหัวเมืองต่างๆ เมื่อสิ้นปี
- ฉางซื่อเฉา (常侍曹) เปลี่ยนเป็น ลี่ปู้เฉา (吏部曹) รับผิดชอบการคัดเลือกขุนนางและดูแลพิธีบวงสรวง
- หมินเฉา (民曹) ทำหน้าที่ดูแลงานก่อสร้าง ซ่อมแซม รวมถึงการบริหารจัดการนาเกลือและสวนหลวง
- เค่อเฉา (客曹) ทำหน้าที่ต้อนรับดูแลขบวนเสด็จ และรับรองการเข้าเฝ้าถวายคำนับของชนเผ่าเชียงและหู
- เอ้อเชียนตั้นเฉา (二千石曹) ทำหน้าที่พิจารณาคดีความและข้อร้องเรียนต่างๆ
- จงตูกวนเฉา (中都官曹) ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ป้องกันอัคคีภัย ภัยพิบัติทางน้ำ และปราบปรามโจรผู้ร้าย

แต่ละแผนกมี ซ่างซูหลาง (尚書郎) 6 คน รวม 36 คน เป็นเลขานุการร่างหนังสือ ตำแหน่งนี้เมื่อถูกคัดเลือกมาทำงานจะเรียกว่าว่าที่ซ่างซูหลาง เมื่อครบปีจะเรียกซ่างซูหลาง สามปีจะเรียกซื่อหลาง (侍郎)        มีลิ่งสื่อ (令史) คือเสมียน 18 คน


ซ่างซูลิ่ง หรือ ราชเลขานุการ ยังคงอยู่ในสังกัดของเซ่าฝู่ มีศักดินาไม่สูงนัก แต่เป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก เพราะได้รับผิดชอบราชการฝ่ายบริหารรวมถึงหนังสือราชการและฎีกาที่จะถวายจักรพรรดิ  ในขณะที่ซานกงกลายเป็นตำแหน่งเกียรติยศที่ไม่มีอำนาจจริง

ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นเมื่อโจโฉได้เป็นเฉิงเซี่ยง ได้ย้ายหน่วยงานของซ่างซูมาขึ้นกับเฉิงเซี่ยงโดยตรง  แต่งตั้งซุนฮก (荀彧 สวินอวี้) ที่ปรึกษาคนสนิทว่าที่ซ่างซูลิ่ง ไว้วางใจให้ดูแลราชการฝ่ายบริหารราชสำนักแทบทุกอย่าง


เมื่อโจโฉได้ครองรัฐเว่ย (วุยก๊ก) จึงตั้งตำแหน่งเลขานุการเรียกว่า มี่ซูลิ่ง (秘書令)


ในสมัยราชวงศ์เว่ย (วุย) จักรพรรดิเว่ยเหวินตี้ (魏文帝) หรือโจผี แยกซ่างซูไถออกมาเป็นหน่วยงานต่างหากดูแลการบริหาร  ภายหลังถูกเปลี่ยนมาเรียกว่า ซ่างซูเสิ่ง (尚書省)  

ในขณะเดียวกันเปลี่ยนมี่ซูเป็น จงซู (中書) คือสำนักเลขานุการพระราชวังสองคนคือ ภายหลังเรียกว่าจงซูเสิ่ง (中書省)  มีหัวหน้าคือจงซูเจี้ยน (中書監) และจงซูลิ่ง (中書令)  รับผิดชอบงานเรื่องเอกสารราชการต่างๆ  รวมถึงการร่างพระราชโองการ (詔令) ในขณะที่ซ่างซูเสิ่งดูแลเรื่องบริหารราชการแผ่นดินเป็นหลัก    จึงกลายเป็นว่างานด้านเลขานุการถูกโอนไปให้จงซูเสิ่งแทน

ถึงกระนั้น ตำแหน่งซ่างซูลิ่งยังคงเป็นตำแหน่งสูงสุดในงานฝ่ายราชเลขานุการ (แต่ดูแลงานบริหารแทน) ในสมัยหลังบางครั้งมีอำนาจเรียกได้ว่าเสมออัครมหาเสนาบดี แต่หลายครั้งตำแหน่งนี้ก็ถูกปล่อยว่าง   และในบางครั้งก็ยังมีการมอบตำแหน่งผู้ว่าราชการเลขานุการ (錄尚書事) ให้กับเสนาบดีผู้ใหญ่เหมือนกับในสมัยฮั่น


ในสมัยราชวงศ์จิ้นยังได้ก่อตั้ง เหมินเซี่ยเสิ่ง (門下省) หรือ "สำนักใต้ประตู"  เป็นหน่วยงานของข้าหลวงในพระราชวัง ทำหน้าที่ดูแลเขตพระราชฐาน เป็นที่ปรึกษาให้จักรพรรดิและตรวจสอบหนังสือราชการขึ้นอีกสถาบันหนึ่ง หัวหน้าเรียกว่าซื่อจง (侍中)  ทำให้โครงสร้างการปกครองของราชสำนักแยกออกเป็นสามสำนัก (三省)

ในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก หน้าที่การด้านเลขานุการยังอยู่ที่จงซูเสิ่ง แต่ในสมัยจิ้นตะวันออกงานเอกสารถูกโอนไปให้หน่วยงานของเหมินเซี่ยเสิ่ง คือ ซ่านจี้เสิ่ง (散騎省) และ ซีเสิ่ง (西省)



ระบบราชการมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้ง   ในราชวงศ์สุยและถัง ได้จัดการปกครองแบบสามสำนักหกกรม (三省六部) คือสำนักทั้งสามที่ได้กล่าวมา ประกอบด้วย

ซ่างซูเสิ่ง - สำนักเสนาบดี  ดูแลราชการฝ่ายบริหาร แบ่งเป็น 6 กรม 24 กอง แต่ละกรมบังคับบัญชาโดยซ่างซู (เสนาบดี) มีรองหัวหน้าคือซื่อหลาง (รองเสนาบดี) ประกอบด้วย

- ลี่ปู้ (吏部) คือ กรมมหาดไทย
- ฮู่ปู้ (戶部) คือ กรมสำมะโนครัวและการคลัง
- หลี่ปู้ (禮部) คือ กรมพิธีการ
- ปิงปู้ (兵部) คือ กรมกลาโหม
- สิงปู้ (刑部) คือ กรมยุติธรรม
- กงปู้ (工部) คือ กรมโยธาธิการ

จะเห็นได้ว่าคำว่า ซ่างซู ที่เดิมหมายถึงอาลักษณ์หรือเลขานุการได้เปลี่ยนความหมายเป็น "เสนาบดี" เจ้ากรมต่างๆ  ซ่างซูเสิ่งกลายเป็นหน่วยงานฝ่ายบริหารแบบเต็มตัว

ในสมัยถังเกาจู่ ตั้งถังไท่จงเป็นซ่างซูลิ่ง เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายบริหาร  ตั้งแต่สมัยถังไท่จงเป็นต้นมาขุนนางจึงไม่กล้ารับตำแหน่ง   ผูเย่ (僕射) สองคนซ้ายขวาซึ่งเป็นรองจึงกลายเป็นหัวหน้าสำนักแทน



จงซูเสิ่ง - สำนักเลขาธิการพระราชวัง  รับผิดชอบการร่างพระราชโองการประกาศหมายรับสั่งทั้งปวง

สมัยสุยเรียกว่า เน่ยสื่อเสิ่ง (內史省) หรือ เน่ยซูเสิ่ง (內書省)  สมัยถังเกาจู่เรียกเน่ยสื่อเสิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นจงซูเสิ่ง  สมัยถังเกาจงเรียกว่า ซีไถ (西臺 สำนักประจิม) สมัยอู่เจ๋อเทียนเรียกว่าเฟิ่งเก๋อ (鳳閣 หอหงส์)  สมัยถังจงจงเปลี่ยนกลับเป็นจงซูเสิ่ง  ในสมัยถังเสวียนจงเรียกว่า จื่อเวยเสิ่ง (紫微省 สำนักดาวเหนือ) แล้วเปลี่ยนกลับเป็นชื่อเดิม

หัวหน้าเรียกว่า จงซูลิ่ง (中書令) มีการเปลี่ยนชื่อตามหน่วยงานหลายครั้ง เช่น เน่ยสื่อลิ่ง (內史令)  จื่อเวยลิ่ง (紫微令)  โย่วเซี่ยง/เสนาบดีขวา (右相)  

รองหัวหน้าคือจงซูซื่อหลาง (中書侍郎)    มีราชเลขานุการผู้ร่างหนังสือคือจงซูเส่อเหริน (中書舍人)  นอกจากนี้ยังมีอาลักษณ์ เสมียน ผู้ดูแลรักษาเอกสารราชการ ที่ปรึกษาราชการ



เหมินเซี่ยเสิ่ง - สำนักองคมนตรี  เป็นที่ปรึกษาราชการ มีหน้าที่ตรวจสอบพิจารณาเอกสารราชการทั้งปวง ทั้งประกาศราชโองการหมายรับสั่งของจักรพรรดิ และหนังสือราชการหนังสือฎีกาจากเบื้องล่าง  ก่อนจะทำการอนุมัติ มีอำนาจยับยั้งตีกลับเอกสารต่างๆ ได้   เมื่อผ่านการอนุมัติจึงส่งให้ซ่างซูเสิ่งไปปฏิบัติ

สมัยถังเกาจงเรียก ตงไถ (東臺 หอบูรพา) ในสมัยอู่เจ๋อเทียนเรียกหลวนไถ (鸞臺 หอวิหค) สมัยถังจงจงกลับเป็นเหมินเซี่ยเสิ่ง ในสมัยถังเสวียนจงเรียกว่า หวงเหมินเสิ่ง (黃門省 สำนักประตูเหลือง) แล้วกลับเป็นชื่อเดิม

หัวหน้าเรียกว่า ซื่อจง (侍中) มีการเปลี่ยนชื่อตามหน่วยงานหลายครั้ง เช่น น่าเหยียน (納言) หวงเหมินเจี้ยน (黃門監)  จั่วเซี่ยง/เสนาบดีซ้าย (左相)

รองหัวหน้าคือเหมินเซี่ยซื่อหลาง (門下侍郎)   มีตำแหน่งจี่ซื่อจง (給事中) เป็นผู้อ่านและตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร  มีขุนนางตำแหน่งอาลักษณ์เสมียนเหมือนกัน และมีขุนนางหน้าที่อื่นๆ เช่น ที่ปรึกษาราชการ ขุนนางฝ่ายทัดทาน ผู้บันทึกจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน เจ้าพนักงานพิธีการ ผู้รักษาประตูวัง ผู้รักษาพระราชลัญจกร  บัณฑิตสำนักหงเหวิน


หัวหน้าของสามสำนักถือเป็นอัครมหาเสนาบดี (宰相) ประชุมร่วมกันในหอประชุมเสนาบดี (政事堂)   แต่จักรพรรดิอาจให้ขุนนางตำแหน่งอื่นมาว่าราชการร่วมในฐานะอัครมหาเสนาบดีก็ได้ ช่วงต้นราชวงศ์ถังมีการเรียก เช่น ผู้ร่วมพิจารณาราชการราชสำนัก (參議朝政)  ผู้ร่วมพิจารณาข้อราชการทั่วไป (參議政事)        ตั้งแต่สมัยถังไท่จงให้มีตำแหน่ง  ถงจงซูเหมินเซี่ยซานผิน (同中書門下三品) หรือ ผู้เป็นขั้นสามร่วมกับสำนักจงซูและเหมินเซี่ย  (หัวหน้าของจงซูเสิ่งและเหมินเซี่ยเสิ่งเป็นขุนนางขั้นสาม)  นับแต่นั้นมา ตำแหน่งผูเย่ซ้ายขวาจะพ่วงตำแหน่งนี้ด้วย  

ในสมัยถังเกาจงตั้งตำแหน่ง ถงจงซูเหมินเซี่ยผิงจางซื่อ (同中書門下平章事) หรือ ผู้ว่าราชการเสมอขุนนางแห่งจงซู-เหมินเซี่ย มีสถานะเป็นอัครมหาเสนาบดีเหมือนกัน แต่สำหรับผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่าขั้นสาม     นับตั้งแต่สมัยอู่เจ๋อเทียนเป็นต้นมา จงซูลิ่ง ซื่อจง ถงจงซูเหมินเซี่ยซานผิน/ผิงจางซื่อ ถือเป็นอัครมหาเสนาบดี       หัวหน้าของจงซู-เหมินเซี่ยที่ไม่ได้เป็นจงซูลิ่ง-ซื่อจงจะให้ควบเป็นถงจงซูเหมินเซี่ยผิงจางซื่อด้วย

จงซูลิ่งกับซื่อจงเป็นเหมือนอัครมหาเสนาบดีสองคนร่วมกับกำกับดูแลราชการแผ่นดิน นอกเหนือไปจากหน้าที่หัวหน้าสำนัก     ผูเย่ซ้ายขวาที่ไม่ได้เป็นถงจงซูเหมินเซี่ยซานผินมีอำนาจดูแลเฉพาะซ่างซูเสิ่ง ไม่ถือเป็นอัครมหาเสนาบดี  ช่วงหลังมักเป็นตำแหน่งเกียรติยศ  


ชื่อตำแหน่งก็เปลี่ยนตามชื่อสำนักในแต่ละรัชกาล เช่น ในสมัยอู่เจ๋อเทียนจะเรียกว่า ถงเฟิ่งเก๋อหลวนไถซานผิน/ผิงจางซื่อ (同鳳閣鸞臺三品/平章事)   ตั้งแต่สมัยถังไต้จงให้เรียกว่ารวม ถงจงซูเหมินเซี่ยผิงจางซื่อ (เรียกย่อ ถงผิงจางซื่อ) อย่างเดียว



ตั้งแต่สมัยถังไท่จง มีการใช้บัณฑิตสำนักฮั่นหลิน (翰林院) ซึ่งมีความสามารถในด้านอักษรศาสตร์ทำหน้าที่ร่างเอกสาร  จนถึงช่วงยุคของอู่เจ๋อเทียนจึงตั้งชื่อเรียกว่า "บัณฑิตประตูเหนือ" (北門學士) และให้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับเอกสารทางราชการด้วย เป็นการดึงอำนาจจากสำนักจงซูมาสู่กลุ่มบัณฑิตที่ขึ้นกับจักรพรรดิโดยตรง

สมัยถังเสวียนจงตั้งตำแหน่ง "ฮั่นหลินไต้เจ้า" (翰林待詔) เพื่อตอบฎีกาและเขียนบทกวี ต่อมาทรงเห็นว่าจงซูเสิ่งมีงานล้นมือ จึงคัดเลือกบัณฑิตออกมาเรียกว่า "ฮั่นหลินกงเฟิ่ง" (翰林供奉) ร่วมกับบัณฑติสำนักจี๋เสียน (集賢院) เพื่อช่วยร่างราชโองการโดยเฉพาะ   ต่อมาจึงให้เรียกว่าบัณฑิตฮั่นหลิน แยกมาตั้งสำนักบัณฑิต (學士院) เพื่อรับผิดชอบราชโองการภายใน (內命) เช่น การแต่งตั้ง/ปลดขุนนางผู้ใหญ่ หรือการประกาศสงคราม  บัณฑิตเหล่านี้จึงมีอิทธิพลมากขึ้น จนถูกเรียกว่า "เสนาบดีใน" (內相) เป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด


หลังกบฏอันลู่ซาน ผู้บัญชาการทหารหัวเมือง (節度使) มีอำนาจสูงขึ้นมาก มักจะได้รับตำแหน่งสูงๆ อย่างจงซูลิ่ง ซื่อจง หรือถงผิงจางซื่อเป็นเกียรติยศโดยไม่ได้มีหน้าที่ในตำแหน่งนั้นเรียกว่า สื่อเซี่ยง (使相)


ในสมัยถังตอนกลางมีการตั้งซูมี่ย่วน (樞密院) หรือราชเลขานุการพระราชวังซึ่งเป็นขันที ซึ่งมีอำนาจบริหารราชการมาก ทำให้อำนาจของจงซูเสิ่งน้อยลงตามเวลา

ส่วนเหมินเซี่ยเสิ่ง ในช่วงปลายราชวงศ์ถังหน้าที่ด้านเลขานุการก็ถูกโอนกลับไปให้จงซูเสิ่ง เหลือแต่หน้าที่ดูแลด้านพระราชวังกับพระราชลัญจกร และด้านพิธีการ ยังมีงานดูแลเอกสารบางอย่างเช่น ฎีกาที่จะถวายซ้ำ (覆奏)  รายชื่อผู้เข้าสอบเป็นขุนนาง (考帳)  ตำแหน่งอาลักษณ์เรียกว่า จี้ลู่กวน (寄祿官) ซึ่งเป็นเพียงตำแหน่งลอย
ความคิดเห็นที่ 5
ส่วนตำแหน่งราชครู มักแปลมาจากสองตำแหน่งคือ ไท่ซือ (太師) และ ไท่ฟู่ (太傅) ซึ่งเป็นตำแหน่ง ซานกง (三公) หรือสามมหาเสนาบดีสูงสุดในสมัยโจว


ไท่ซือ (太師)  ไท่ฟู่ (太傅)  ไท่เป่า (太保) สามตำแหน่งนี้มีมาแตุ่ยคโบราณ  เป็นซานกงในสมัยโจว  เป็นผู้ช่วยเหลืออบรมชี้แนะวิถีการปกครองแผ่นดินจารีตศีลธรรมจรรยาแก่โอรสสวรรค์

ซือ (師) หมายถึง ผู้เป็นอาจารย์ผู้ให้โอรสยึดถือเป็นแบบอย่าง

ฟู่ (傅) หมายถึง ผู้เป็นครูผู้อบรมโอรสสวรรค์

เป่า (保) หมายถึง ผู้พิทักษ์โอรสสวรรค์ให้สงบสุขด้วยผู้มีคุณธรรม


ด้วยความที่ไท่ซือกับไท่ฟู่ความหมายคล้ายกัน เลยมักแปลว่า "ราชครู" เหมือนกันครับ


ในสมัยโจวเฉิงหวัง  ไท่กง (เจียงจื่อหยา) เป็นไท่ซือ โจวกงเป็นไท่ฟู่


พอถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น ยกเลิกตำแหน่งไท่ซือและไท่เป่า (มีตั้งขึ้นใหม่ชั่วคราวในสมัยฮั่นผิงตี้ 漢平帝) กำหนดให้ไท่ฟู่เป็นตำแหน่งขุนนางพลเรือนสูงสุดเหนือกว่าซานกง (สมัยฮั่นตะวันออกมี ไท่เว่ย ซือถู ซือคง) ไท่ฟู่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นถือว่ามีเกียรติยศสูงสุด แต่ไม่ได้มีอำนาจด้านบริหาร โดยปกติจะแต่งตั้งเมื่อจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์เพื่อทำหน้าที่ถวายแนะนำการปกครอง และตลอดรัชกาลมักจะแต่งตั้งเพียงคนเดียว

ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่น ตั๋งโต๊ะยึดอำนาจในราชสำนัก จึงตั้งตนเองเป็นไท่ซือ แต่อยู่ไม่นานก็โดนสังหาร



ในสมัยราชวงศ์จิ้น กลับมาใช้จารีตแบบโจว  โดยยกให้สูงกว่าซานกงสมัยฮั่น เปลี่ยนชื่อตำแหน่งไท่ซือเป็น ไท่จ่าย (太宰) แปลว่า มหานายก (เพราะคำว่า ซือ พ้องกับของกับนามเดิมของจิ้นจิ่งตี้ ซือหม่าซือ/สุมาสู) โดยจิ้นอู่ตี้ (晋武帝) ทรงตั้งซือหม่าฝู (司馬孚) หรือสุมาหูน้องชายสุมาอี้เป็นไท่จ่ายคนแรก  ทั้งสามตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชั้นผู้ใหญ่

แต่สมัยหลังก็แยกไท่ซือกับไท่จ่ายออกเป็นคนละตำแหน่งกัน และก็มีการแต่งตั้งเรื่อยมาจนถึงสมัยราชวงศ์ชิงครับ


ในพงศาวดารถังลิ่วเตี้ยน (唐六典) ระบุว่าตำแหน่งไท่ซือ ไท่ฟู่ ไท่เป่า ถูกยกให้สูงกว่าซานกงในปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตกจึงถูกเรียกว่า ซ่างกง (上公)  ในสมัยโฮ่วเว่ย (คือเป่ยเว่ย ตงเว่ย ซีเว่ย) เรียกว่า ซานซือ (三師)  ในสมัยเป่ยโจวเรียกว่าซานกง และกลับมาเรียกซานซือในสมัยสุยถัง ยุคหลังก็ก็เรียกซานกงอีก

ในราชวงศ์ต่างๆ ทั้งถัง ซ่ง หยวน หมิง ชิง  กำหนดว่า ไท่ซือ ไท่ฟู่ ไท่เป่า เป็นขุนนางขั้นหนึ่งระดับสูง (正一品) เป็นตำแหน่งระดับสูงสุดของขุนนาง

นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งที่เรียกว่าซานเซ่า (三少) หรือ ซานกู (三孤) คือ เซ่าซือ (少师) เซ่าฟู่ (少傅) เซ่าเป่า (少保) ซึ่งรองลงมาจากซานซือด้วย ถือเป็นรองมาจากซานกง  ในสมัยหมิงและชิงจัดเป็นขุนนางขั้นหนึ่งระดับล่าง (从一品)



โดยสรุปแล้วราชครูของจีนไม่ใช่ตำแหน่งเดียวกับราชเลขาครับ ราชครูถือเป็นตำแหน่งระดับสูงมีเกียรติยศเสมออัครมหาเสนาบดี  และตำแหน่งราชครูนี้ค่อนข้างตายตัวตั้งแต่โบราณ ไม่ได้เปลี่ยนไปมาเหมือนตำแหน่งราชเลขา

แต่อย่างที่กล่าวไว้ด้านบนคือในสมัยราชวงศ์หมิง ขุนนางบัณฑิตของเน่ยเก๋อซึ่งเปรียบเสมือนสำนักราชเลขาธิการอาจได้รับตำแหน่งระดับสูงควบคู่กันไปด้วยครับ

ตัวอย่างเช่น จางจวีเจิ้ง ซึ่งเป็นโสวฝู่หรือราชเลขาธิการ มีตำแหน่งสูงสุดในเน่ยเก๋อเป็นจงจี้เตี้ยนต้าเสวียซื่อ (中極殿大學士) หรือมหาบัณฑิตตำหนักจงจี้ เป็นขุนนางขั้นห้าระดับสูง (正五品) แต่ในเวลาเดียวกันยังได้รับตำแหน่งอื่นคือ เสนาบดีกรมมหาดไทย (吏部尚書 ลี่ปู้ซ่างซู) ขุนนางขั้นสองระดับสูง (正二品)  ตำแหน่งไท่ซือองค์รัชทายาท (太子太师 ไท่จื่อไท่ซือ) ขุนนางขั้นหนึ่งระดับล่าง และเป็นไท่ซือขุนนางขั้นหนึ่งระดับสูงสุดด้วยครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่