เรื่องสั้นชุด ต่างแดน โดย...."ตุ๊กดุ๋ย เลิฟลี่"





                                                                                            เมื่อฟ้าได้ลิขิต (1)     



“You’re arrested“      คุณถูกจับแล้ว

เจ้าหน้าที่หน่วย  ICE  ของอเมริกาพูด


“Do you have anything to say ?“      คุณมีอะไรจะพูดมั๊ย?

“No“      ผมตอบสั้น ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เราจะพาคุณไปที่  Batavia ห่างจากที่นี่ 2 ชั่วโมง“


ผมไม่พูดอะไร  สีหน้ายังคงเฉยเมยเหมือนเดิม  หากจิตใจนั้นสับสนวุ่นวายไปหมด  คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เหมือนตั้งตัว  แต่ไม่ทันได้ตั้งใจ  และไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง  ทั้งที่เราก็ระวังตัวแล้วนะ


เพราะเหตุการณ์เมื่อ  2  อาทิตย์ก่อนหน้านี้ ยังร้อนๆ กรุ่นๆ ควันไม่ทันได้จางหาย 


ผมยังระลึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นได้ดี.




กำลังเจ้าหน้าที่หน่วย  ICE หรือ Immigration and Customs Enforcement 


หรือเข้าใจง่ายๆ ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ประมาณ  5-6  คน

มาตามจับกุมตัวแพท และต้าร์  2 หนุ่มคนไทยที่ร้านอาหารไทยในเมือง  Ithaca รัฐ  New York


ในข้อหาอยู่ในประเทศเกินกำหนด  (Overstay)

โดยมีผู้หวังดีประสงค์ร้ายไปแจ้งต่อจนท.ICE  และให้ข้อมูลทั้งหมด


ICE ได้ตัวแพท และต้าร์ไปในวันนั้น


โดยแพท จนท.ICE.ได้ตัวที่บ้านพักหลังร้านอาหารไทยร้านหนึ่งในเมือง


ส่วนต้าร์นั้น พวก ICE อีกชุดหนึ่งได้มาตามที่ร้านอาหารไทยอีกร้านหนึ่งในเมือง  ซึ่งเป็นร้านเดียวกับที่ผมทำงานอยู่


“พี่ไมค์...ไม่รู้ใครมาด้อมๆ มองๆ
ที่หน้าร้านเราน่ะ“       ต้าร์พูดอย่างร้อนรน

“เฮ่ย..ไม่มีอะไรหรอกน่า“     ผมตอบ พลางเดินออกมาจากประตูห้องครัว 
มองไปที่ประตูหน้าร้าน ซึ่งห่างจากครัวประมาณ 20 เมตร

“ไม่มีอะไรนี่หว่า”       ผมพูดแล้วก็กลับเข้าห้องครัว เพื่อเตรียมอุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆ  สำหรับการเปิดขายในช่วงเช้า


2-3 นาทีผ่านไป  ต้าร์ละล่ำละลักอีกครั้ง


“พี่ๆ  พี่ไมค์ มันเข้ามาแล้ว“


ผมหันขวับไปที่ประตูห้องครัว  เห็นไอ้ต้าร์คุยโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้


แต่ข้างๆ มันนั้น  เป็นมนุษย์ฝรั่งคนหนึ่ง รูปร่างไม่สูงนัก แต่หน้าตาดูเคร่งขรึม 


พยายามที่จะคุยกับต้าร์ และยืนห่างต้าร์แค่คืบ  แต่ไอ้ต้าร์มีท่าทางที่ไม่อยากคุยด้วย  เข้าใจว่ามันอยากคุยกับคนในโทรศัพท์มากกว่า


“ให้ผมทำยังไงอ่ะ  ให้พี่ไมค์ไปก่อนเหรอ?“        ผมได้ยินเสียงไอ้ต้าร์พูดอย่างนี้จริงๆ


นาทีนั้น ผมไม่อยากรู้แล้วว่า ไอ้มนุษย์ฝรั่งคนนั้นมันเป็นใคร


และก็ไม่อยากรู้แล้วว่า  มันเข้ามาภายในร้านได้ยังไง  เข้าหน้าร้านหรือหลังร้าน หรือใครเป็นคนเปิดประตูให้


ผมเดินผ่านหน้าไอ้มนุษย์ฝรั่งคนนั้นไปในระยะแค่  2 ฟุต พร้อมส่งสายตาให้ไอ้ต้าร์เดินตามผมมา


ผมถอดผ้ากันเปื้อนออก  หยิบเสื้อกันหนาวที่แขวนอยู่ราวหลังร้าน และเดินอย่างระทึกออกมาทางประตูด้านหลัง


มองซ้ายมองขวาไม่เห็นมนุษย์ฝรั่งที่น่าสงสัยว่าจะเป็นพวกเดียวกันกับที่อยู่ในร้าน


แต่ขณะเดียวกัน พอมองไปด้านหลัง ก็ไม่เห็นไอ้ต้าร์เดินตามมา


ผมเดินมาเรื่อยๆ ผ่านหน้า  M&T Bank  โล่งใจขึ้นมาหน่อยว่า งานนี้เราคงจะรอดแล้ว


แต่ก็หวั่นใจอยู่ว่า  ไอ้ต้าร์คงจะโดนไอ้มนุษย์ฝรั่งหน้าเข้มคนนั้นควบคุมตัวไว้

ผมเดินเลยมาที่ย่าน The Commons ซึ่งจะถือว่าเป็น  Downtown  หรือใจกลางเมืองก็ว่าได้


มีร้านค้าขายของต่างๆ เต็มไปหมด  ทั้งร้านอาหารสารพัดสัญชาติ ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ 


ผมเดินเข้าร้านหนังสือมือสอง (Used Book)  ผมรู้ว่าร้านนี้มันมีที่นั่ง  มีเก้าอี้ให้อ่านหนังสือ


มันคงเหมาะกับการนั่งพัก  เพื่อชโลมจิตใจจากนาทีระทึกขวัญเมื่อสักครู่นี้

ผมรู้ว่า ตอนนี้ผมรอดแน่ 


แต่เพื่อนสิ..ไม่รู้จะเป็นอย่างไร


ผมภาวนาให้ไอ้มนุษย์ฝรั่งในร้านคนนั้นเป็นจนท.เฮลท์  (Health Officer) ที่จะมาตรวจสอบคุณภาพของร้านอาหาร


แต่มันจะใช่เรอะ   ทำไมมันหน้าตาขึงขังอะไรขนาดนั้น !! 


เฮ่ย...แต่พวกเฮลท์หน้าตาซีเรียสแบบนั้นก็มีเยอะ  พวกเราชาวคนครัวคุ้นเคยกับคนเหล่านี้เป็นอย่างดี


พวกนี้จะมา 1 คนบ้าง 2 คนบ้าง แล้วแต่ร้านอาหารที่จะตรวจเป็นร้านเล็กหรือร้านใหญ่  มีอะไรให้ตรวจเยอะมั๊ย เขามีอำนาจที่จะสั่งปิดร้านเราได้


หากเห็นว่าร้านอาหารนั้นมีระบบสุขอนามัยไม่ดีพอตามระเบียบที่กำหนด  และมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค


พวกนี้จะเข้าร้านมาแบบไม่บอกกล่าว  และไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า


มาแล้วก็จะตรงดิ่งไปหาหมู เห็ด เป็ด  ไก่ และผักทั้งหลายแหล่  พร้อมอาวุธคือเทอร์โมมิเตอร์  เสียบเข้าไปในช่องเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่มันต้องการ


หากไม่ได้อุณหภูมิที่เย็นเพียงพอ  มันก็จะจดบันทึกข้อบกพร่องลงไป  และร้านก็เตรียมตอบคำถาม (แก้ตัว)  ได้เลย


มันไม่สนใจที่จะมาสนทนากับคนในครัวหรอก  บัตรประจำตัว ไอดี  หรือพาสปอร์ตอะไรก็แล้วแต่ มันก็ไม่สนที่จะดู


ยูจะเป็น  Citizen, Green Card หรือ  Robin Hood  ฉันก็ไม่แคร์ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของฉัน


แต่ภาพที่เห็น...โธ่..ไอ้ต้าร์น้องเลิฟ


บุแรด..เอ๊ย..บุรุษจากตอนเหนือของประเทศไทย


มนุษย์ฝรั่งตัวนั้น  มันไม่ใช่เฮลท์แน่ๆ 


มันยืนประกบชิดไอ้ต้าร์ยังกะคู่รักที่เพิ่งฮันนี่มูน  มันไม่สนใจที่จะเข้ามาหา หมู  หมา  กา ไก่  ในครัวเลย


ผมเดินผ่านหน้ามันออกมา  มันสบตาผม  แต่ก็ยังไม่ยอมห่างกายจากไอ้ต้าร์


ต้าร์เอ๋ย...โดนมันทะลวงประตูแน่ๆ !!


คิดแล้วก็สงสารไอ้ต้าร์มัน  พร้อมกับสงสารตัวเองไปด้วย


ผมคิดไปคิดมา    วกวนอยู่อย่างนั้นจนคิดอะไรไม่ออก


ผมหยิบหนังสือในหิ้งออกมาดู


เป็นประวัติของ  Ozzy Osbourne  อดีตนักร้องนำวง  Black Sabbath วงร็อคที่โด่งดังของอังกฤษในยุค  ‘70


ผมเปิดอ่านเท่าที่อ่านได้  และดูรูปไปเรื่อยๆ


ผมพบว่า ไอ้  Ozzy นี่  มันตุ้ยนุ้ยตั้งแต่ยังเด็ก หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แถมกวนตีน ปนโรคจิตนิดๆด้วย 


ผมชอบมุมนี้ของร้าน  เพราะมันเป็นมุมหนังสือเกี่ยวกับพวกนักร้องนักดนตรี อัตชีวประวัติของแต่ละคน แต่ละวง

เคยซื้อหนังสือจากที่นี่ไป  2 เล่ม


เล่มหนึ่งเป็นประวัติและผลงานของ The Beatles วงร็อคอันดับหนึ่งของโลกตลอดกาล


อีกเล่มหนึ่งเป็น Van Halen วงเฮฟวี่ เมทัลสุดยอดอีกวงหนึ่ง  คอเพลงเฮฟวี่ เมทัลยุค ’80 คงจะรู้จักกันดี


กำลังคิดว่าจะซื้อไอ้  Ozzy Osbourne นี่แหละอีกสักเล่ม  เพราะก็เป็นแฟนเพลง  “Changes”  อันโหยหวนของมันเหมือนกัน 


แต่นาทีนั้น


คิดถึงชะตาชีวิตความอยู่รอดของตัวเองก่อนเถอะวะ !!


กูจะกลับบ้านยังไง  กลับตอนไหน  ไอ้มนุษย์ฝรั่งมันจะรอจับเราอยู่ที่ร้านหรือเปล่า


เอ๊ะ..มันไม่รู้จักเรานี่หว่า


มันไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร


เราอยู่ในประเทศนี้แบบถูกกฎหมาย  หรือผิดกฎหมาย มันก็ไม่รู้


มันมีแต่ข้อมูลของ 2 คนนั้น แพท กับ ต้าร์


หรือเราจะเข้าไปที่ร้านเพื่อสืบข่าว  ว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น  มันไม่ใช่  มันไม่จริงอย่างที่เราคิดหรอก


อาหารเช้าเป็นสิ่งจำเป็นมากนะ


แต่เช้านี้...แม้แต่กาแฟสักแก้ว  ขนมปังสักชิ้น ก็ยังไม่ตกถึงท้องเลย


นี่ก็บ่ายโมงกว่าๆ แล้ว


มนุษย์ฝรั่งพวกนั้นเข้ามาตอน 11โมงเศษ ๆ


ท้องร้องจ๊อกๆ ส่งสัญญาณเตือนความหิว


ผมวางหนังสือของ  Ozzy Osbourne ลง 


บอกกับมันว่า รอกูอยู่นี่นะ  Ozzy  ตอนนี้กูไม่สะดวกว่ะ  แล้วกูจะมาซื้อวันหลัง

ผมตัดสินใจจะไปขึ้นรถเมล์กลับบ้าน


แต่..อ้าว...นึกขึ้นได้ว่า


รถเมล์วิ่งไม่ถึงบ้านเรานี่หว่า !!


มันจอดแค่  Ithaca College  จากนั้นต้องเดินอีกราว  2-3 ไมล์


อืม...ดูไม่น่าปลอดภัยเท่าไหร่

เพราะเส้นทางไปบ้านนั้น


เป็นถนนสายเล็กๆ เชื่อมระหว่างเมืองเล็กๆ ด้วยกัน  ไม่มีฟุตบาทให้เดิน มีแต่ไหล่ทางเล็กๆ  กว้างแค่ครึ่งเมตรพอได้เดินเท่านั้น


ไม่ค่อยได้เห็นใครเขาเดินกัน 


นานๆ ทีจะเห็นสักครั้งหนึ่ง  อาจเป็นเพราะว่า มันมีรถยนต์กันทุกบ้านก็เป็นได้

ดังนั้น การเดินดุ่ยๆ  อย่างโดดเดี่ยวคนเดียวอย่างนี้ ย่อมเป็นที่สังเกตได้ง่าย


โอ๊ย..คิดมากจัง  มันจะตามเรามาทำไม ?


มันได้ตัวแพทและต้าร์ตามที่คนแจ้งรีพอร์ตไปแล้ว


แต่..เฮ่ย...ป้องกันไว้ก่อนก็ดีนะ


สองคนในร่างเดียวกันของผมถกเถียงกันอย่างคร่ำเคร่ง


ผมในฐานะคนกลางจึงตัดสินใจลงไปที่ชั้นใต้ดิน  (Basement) ของร้านหนังสือ


 เผื่อว่าจะเจอไอ้  Tenner เด็กเสริฟในร้าน  เพราะพี่ชายมันทำงานอยู่ที่นี่  และร้านนี้ผมก็ชอบมาเดินประจำเมื่อเวลาเบรกจากงาน


ชื่อร้าน  “Angry  Mom”  ผมตั้งชื่อภาษาไทยให้มันว่า


ร้าน  “คุณแม่เดือด !!!”


ซึ่งผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นญาติห่างๆ  กับ  “คุณแม่ขอร้อง“ ของน้องทราย


ร้านนี้มันขาย  CD  DVD  และแผ่นเสียงมือสอง


ผมได้  CD เพลง และแผ่นเสียงที่หายากๆ จากที่นี่ไปหลายชุด


แต่วันนี้ ผมไม่มีอารมณ์มาดู  CD แล้ว

 
โชคดีที่เจอพี่ชายไอ้  Tenner

 
แต่โชคร้ายที่ไอ้  Tenner ไม่ได้อยู่ที่นั่น  พี่ชายมันพยายามติดต่อมันทางโทรศัพท์  แต่ก็เหลว ไม่มีการรับสาย


ผมขอบคุณและบอกลาพี่ชาย Tenner  แล้วเดินขึ้นมาที่ร้าน  Used Book เหมือนเดิม


เฮ่ออ...Angry Mom  คุณแม่เดือดเอ๋ย....


วันนี้ แม่จะรู้มั๊ยว่า


กูเดือด(ร้อน)ยิ่งกว่าแม่อีก !!!

 

 

 
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่