.....เรื่องสั้น........ เรื่อง.......เงาโจร........@@ โดย ลุงแผน

กระทู้สนทนา
                 

                                                                   







                                                                                         ..........( เงาโจร )..........

..........ผมจะเล่าเสี้ยวหนึ่งของชีวิตผม ให้ทุกคนฟัง ฝากเสียงไว้กับท่านผู้หนึ่ง ตรงหน้าผมขณะนี้ เพราะว่าที่ที่ผมอยู่ไม่มีสมุด และปากกา ส่วนการถ่ายทอดจะออกมาในรูปแบบใด แล้วแต่ท่านผู้นี้จะกรุณา และถ้าผู้ใดมีข้อสงสัย ต้องการถามผม เมื่อผมได้มาที่นี่ ผมจะอธิบายให้ฟัง แต่ถ้าไม่มีโอกาสมา ก็ต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย

       ผมชื่อ เอก อายุยี่สิบหกปี ผมจะเริ่มเรื่องตอนเรียนหนังสืออยู่ ม. ปลาย ตอนนั้นพ่อ บอกว่า ตัวผมโตขึ้น ไม่แคล้วต้องเป็นโจร ผมไม่เข้าใจ จะเป็นได้ยังไงล่ะ มดตัวนึง ผมยังไม่เคยฆ่ามันเลย ประสาอะไร จะให้ผมไปเที่ยวปล้นเที่ยวจี้ใครเค้า ผมเป็นโจรกับใครไม่ได้หรอก ท่านไม่ว่าอะไร เดินหนีไปเฉย ๆ ปล่อยผมคิดวุ่นวาย อยู่ในใจคนเดียว

       แค่สูบบุหรี่ในห้องน้ำ ไม่ค่อยเข้าเรียน หลับในห้อง แล้วจะเป็นโจรไปได้ยังไง อ้อ หรือว่าเข้าห้องปกครองบ่อย เกี่ยวหรือเปล่านะ กี่ครั้งผมไม่ได้นับ ที่จดหมายเชิญผู้ปกครองส่งถึงบ้าน มันนับไม่ไหว เลยจำเอาว่า จันทร์ พุธ ศุกร์ เชิญที่ห้องฝ่ายปกครอง ส่วนทางบ้าน ใครว่างก็มา ส่วนมากจะเป็นแม่ เพราะแม่อยู่ใกล้ เดินข้ามถนนมานิดนึง ก็ถึงโรงเรียน พ่อไปต่างจังหวัดบ่อย ไม่ค่อยอยู่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ จริง ๆ แล้ว พ่อกับแม่ผม อยู่กันคนละบ้าน อย่า งง นะครับ เพราะท่านแยกทางกันนานแล้ว ตั้งแต่ผมยังแบเบาะนู่น

       หลัง ๆ แม่ก็ไม่มา บอกคุณครูว่า จะต้มยำทำแกงยังไงกับมันก็เชิญ เพราะที่บ้านก็เหลือจะทนแล้วเหมือนกัน อ้าว ไปยังไงล่ะผม พ่อก็ไม่มี แม่ก็ไม่มา นั่งมองหน้ากันไปมากับครูฝ่ายปกครอง สักเดี๋ยวคุณครูส่ายหน้า ถอนหายใจ แล้วลุกออกจากห้องไปอีกคน

       เหมือนไม่มีใครต้องการยังไงไม่รู้ ไปอยู่บ้านพ่อ ก็เข้ากับลูกอีกแม่ไม่ได้ ย้ายมาอยู่กับแม่ แฟนใหม่แม่ก็แปลก ๆ ไม่ค่อยจะลงรอยกับผมเท่าไร เลิกเรียนเลยไม่อยากเข้าบ้าน ไปอยู่บ้านเพื่อนมั่ง นั่งตามราวสะพานกับเด็กโต ๆ มั่ง รอดึกหน่อย แม่เข้านอนแล้วจึงเข้าบ้าน

       เด็กกับเด็ก สุมหัวกันเป็นกลุ่มจะคิดอะไรได้ อยากทำอะไรก็ทำ อยากลองอะไรก็ลอง สุดท้ายลงเอยที่เหล้า และบุหรี่ เพราะยาเสพติดอย่างอื่นแพงเกินไป และสถานที่แถวนี้ก็ไม่อำนวย แต่แค่สองอย่างนี้ ก็ฉุดเด็กอย่างผมลงต่ำกว่าดินได้พอแรงเลยละ

       ผมไปเรียนมั่ง ไม่ไปมั่ง ส่วนมากจะลุกไม่ไหว พอลุกไม่ไหวก็ไม่อยากไปเรียน วันไหนฝืนใจไปได้ ก็ฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ ครูสอนอะไรไม่รู้เรื่อง เป็นอย่างนี้จนจบ ม ๖ มาอย่างไม่น่าจะรอด ท่ามกลางความโล่งใจของครูทั้งโรงเรียน

       พ่อพาผมกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ที่บ้านค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่คนอยู่รวมกันมาก ตึกห้องเดียวสามชั้น มีพี่สาว กับลูกเค้าสามคน พี่ชายคนโต กับพี่สะใภ้ ลูกอีกสามเหมือนกัน พี่ชายคนรอง ลูกหนึ่ง ตัวผม พ่อ และ สีสันของครอบครัว คือเมียใหม่พ่อ ที่มีอายุมากกว่าผม สองปี

       ผมไปสมัครเรียนโรงเรียนช่าง ก็ตามเคย เรียนไปเมาไป เลิกเรียนกลับบ้านก็มีแต่ความวุ่นวาย คนนั้นทะเลาะกับคนนี้ คนนี้เถียงกับคนนั้น สลับคู่กันไปมา ไม่มีวันหยุด ยกเว้น เมียคนสุดท้องของพ่อ เธอลุยกับคนทั้งบ้านทีละคน ไม่เว้นแม้กระทั่งผม

       การตอบโต้น่าจะรุนแรงไปนิด พ่อไล่ผมออกจากบ้าน พร้อมคำพูดตามหลัง “อย่างแก มันต้องเป็นโจร”

       ผมออกบ้านทั้งที่เรียนไม่จบ จากวันนั้น มาถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบสิบปี ชีวิตผมยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ทำงานที่ไหน ไม่นานก็ออก อยู่บ้านใครไม่นานก็ย้าย ลงทุนค้าขายอะไรก็ขายไม่ได้ แปลกจริง ทั้งที่ผมทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ และเต็มใจ แต่ทำไมอยู่กับใครไม่ได้ ชักสงสัยตัวเองเหมือนกัน

       ล่าสุดผมอาศัยที่ว่างข้างบ้านคนรู้จัก ปลูกเพิงเล็ก ๆ อยู่ เค้าให้ผมทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วให้เงินใช้บ้าง แต่มีไม่บ่อย เลยต้องหารับจ้างทั่ว ๆ ไป ดายหญ้ามั่ง ตัดต้นไม้มั่ง ทำนู่นนิดนี่หน่อย เพราะความรู้ไม่มาก เครื่องไม้เครื่องมือก็มีไม่กี่ชิ้น งานเลยมีเป็นบางวัน แต่ละเดือน แค่อาทิตย์ สองอาทิตย์ งานก็หมดแล้ว ยิ่งฝนเริ่มตกวันเว้นวัน แทบจะไม่มีใครจ้างไปทำอะไรเลย

       ผมกินเหล้านิดหน่อย มันเรื่องธรรมดา ใคร ๆ เค้าก็กินกัน เช้ามาผมจิบ ๆ พอให้ตาสว่าง สาย ๆ มาก็กระดกอีกนิด เที่ยงเติมอีกอึก บ่าย เย็น ค่ำ ก่อนนอน ผมกินทีละนิด ละนิด แค่นั้นเอง ถ้าจะถามว่าที่ไหนเค้าขายให้ มันน้อยขนาดนั้น แค่ทีละอึก ตอบง่าย ๆ ครับ ผมแบ่งใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง พกในกระเป๋ากางเกงไว้ นึกได้ตอนไหน ก็ล้วงออกมา กร๊วบ ตัวชาทั้งวัน ไม่มีเวลาสร่าง

       เมื่องานไม่มีทำแต่ท้องมันหิว ก็ต้องหาเงินให้ได้ แล้วจะไปทางไหนล่ะ ลักเล็กขโมยน้อยนี่ตัดออกไปเลย ไม่อยู่ในสมอง นอกจากจะไม่พอกิน มันยังน่าอาย แล้วจะเอายังไง

       มองเห็นรถขนเงินวิ่งผ่านหน้าทุกวัน มีอยู่คันหนึ่งจอดหน้าร้านสะดวกซื้อเป็นประจำ จุดนั้นมีตู้ ATM ของธนาคารตั้งอยู่ ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมา เอ หรือว่าคำพูดของพ่อจะเป็นความจริง

       ผมสลัดหน้าไล่ความมึนงงออกไป พร้อมไล่ความรู้สึกผิดในใจออกไปด้วย ถ้าปล้นรถขนเงินสำเร็จ คำพูดของพ่อจะเป็นความจริง ผมจะเป็นลูกที่เลว แต่ ตอนนี้ผมกำลังจะอดตาย และ ไม่มีใครช่วยผมได้ คิดพลางล้วงขวดเครื่องดื่มชูกำลังในกระเป๋ากางเกงออกมา ขวดเป็นยี่ห้อหนึ่ง เปิดฝาที่เป็นอีกยี่ห้อออก ยกขึ้นจ่อริมฝีปาก เหลือบตามองในนั้น น่าจะเหลือไม่ถึงอึก ช่างมัน ผมเงยหน้าขึ้นฟ้ายกขวดเทน้ำภายในนั้นเข้าลำคอ รอจนแน่ใจว่ามันไม่หยดลงมาอีกแล้ว จึงลดมือลง

       ยกขวดขึ้นส่องดู เขย่าเบา ๆ มองก้นขวด ไม่มีอะไรหลังแก้วหนาสีน้ำตาลเข้มนั้น ผมปิดฝาแล้วยัดเข้ากระเป๋ากางเกง เก็บไว้ก่อน เผื่อบางร้านไม่มีขวดสำหรับแบ่ง มองรถขนเงินฝั่งตรงข้าม ชายคนหนึ่ง ยืนกอดอกคุมเชิงอยู่หลังรถ อีกสองคนง่วนอยู่หน้าตู้ ATM ยกเงินเป็นฟ่อนใส่เข้าไป เสร็จแล้วหิ้วกระเป๋าใบใหญ่สีดำเดินมาท้ายรถ ชายที่ยืนอยู่รับแล้วช่วยยกขึ้นวางเข้าไปในตู้ ปิดประตู ล็อกกุญแจ พากันเดินไปด้านหน้า ขึ้นรถขับออกไป

       มันต้องวางแผนก่อน ผมคิดในใจ มองท้ายรถจนลับสายตา ล้วงมือเข้าในกระเป๋ากางเกง หยิบขวดดึงออกมายังไม่พ้น ความเบาของมันทำให้นึกออกว่าในนั้นว่างเปล่า จึงยัดกลับลงไปอย่างเดิม พร้อมถอนหายใจ

       อันดับแรกเรื่องเส้นทาง ส่วนรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ยืมใครก็ได้ แถวนี้มันถิ่นผม หลับตานึกภาพซอยเล็กซอยน้อยทะลุปรุโปร่ง รถไม่ต้องใช้ดีมาก ไม่ใช่ทางตรง และถึงจะเป็นทางตรงโอกาสรอดก็ยาก คดเคี้ยวอย่างนี้แหละ คนต่างถิ่นน้อยคนจะชำนาญ

       จากตรงที่ผมยืนอยู่ตอนนี้ มองไปฝั่งตรงข้ามเป็นตำแหน่งที่รถขนเงินจอดประจำ ถัดไปซ้ายมือของผมประมาณยี่สิบเมตร เป็นสามแยก มีทางตรงไป และเลี้ยวซ้าย เลี้ยวไปสักสามสิบเมตร จะพบซอยด้านขวามือ ซอยนี้แหละที่จะเปลี่ยนชีวิตของผม ไปตลอดกาล

       เมื่อเข้าซอยไปแล้ว มีแยกซ้ายขวามากมายเป็นใยแมงมุม วนไปได้ตามต้องการ ไปโผล่ในที่ต่าง ๆ กัน ในเมือง หรือนอกเมืองได้ทั้งหมด

       วันนี้เป็นวันเริ่มงาน หลังจากซ้อมเส้นทางจนมั่นใจมาหลายครั้ง งานแบบนี้คนรู้น้อยเท่าไรยิ่งดี ผมจึงตัดสินใจทำคนเดียว อาวุธไม่ต้อง เพราะถ้าพลาดขึ้นมาข้อหาจะเบากว่ามีอาวุธมาก หลังจากซ่อนรถมอเตอร์ไซค์ และเครื่องมือตรงที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย ผมก็เดินย้อนมาตรงที่เคยยืนอยู่

       จังหวะที่ง่ายที่สุด ก็ตอนเจ้าหน้าที่ทั้งสามคน อยู่ท้ายรถ ช่วยกันยกถุงเงินขึ้นแล้วปิดประตูท้าย ตอนนี้แหละ ผมจะวิ่งข้ามไปขึ้นรถอย่างเร็ว เมื่อขึ้นรถได้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเป็นกระจกกันกระสุน และคงจะกันได้หมด ไม่ว่าจะเป็นกระสุนของฝ่ายใด

       แดดตอนบ่ายนี่แรงไม่ใช่เล่น ผมรู้สึกแสบตาเนื่องจากเพ่งมองถนนมาเป็นชั่วโมง ไอร้อนจากแสงตะวันกระทบร่างกายจนแสบไปทั่วแขนและท้ายทอย ควันรถที่ผ่านไปมาคลุ้งกระจายเพิ่มความอึดอัดทำให้หายใจยากเข้าไปอีก ผมยั้งใจไม่ดึงขวดออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันเหลืออีกไม่มาก เอาไว้ขึ้นไปบนรถขนเงินได้ก่อนค่อยว่ากัน ตอนนี้เริ่มมึนหัวจากการยืนอยู่ข้างถนนนานเกิน ตาและกระบอกตาปวดหนึบ ๆ เส้นเลือดตรงขมับทั้งสองข้างเต้น ตุบ ๆ ๆ จะหลบเข้าใต้ชายคาตึกแถวเพื่อให้ได้ร่มเงามากขึ้น กลัวจะมองเห็นเป้าหมายไม่ถนัด คิดว่าอีกไม่กี่อึดใจ อะไร ๆ จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน จึงอดทนรอ ต่อไป

       รถตู้สี่เหลี่ยมหนาหนักสีขาว เอกลักษณ์ของรถขนเงินบริษัทหนึ่ง เคลื่อนมาช้า ๆ ก่อนเข้าจอดห่างจากจุดเดิมเล็กน้อย เพราะมีรถหน้าร้านเต็มไปหมด ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม จ้องมองทุกการเคลื่อนไหว ชายสามคนลงจากรถไล่เลี่ยกัน คนหนึ่งสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ ก่อนเดินไปไขกุญแจประตูท้าย สองคนหันหน้าออก มองด้วยความระวัง ก่อนจะหันกลับเอื้อมมือเข้าไปลากกระเป๋าใส่เงินสีดำใบใหญ่ออกมา

       เงินในนั้นน่าจะเยอะอยู่ สังเกตจากชายรูปร่างกำยำสองคน หิ้วหูกระเป๋าคนละข้างยังเดินตัวเอียง แต่ผมไม่ต้องการทั้งหมดหรอก แค่สองแสนเท่านั้นที่ผมตั้งใจไว้ ย้ายไปต่างจังหวัด เลิกเหล้า แล้วลงทุนค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ กำไรได้กินได้ใช้นิดหน่อย ก็เพียงพอแล้ว

       ทั้งสองหิ้วกระเป๋าไปวางไว้หน้าตู้ ATM คนหนึ่งไขกุญแจเปิดช่องด้านหน้า ดึงกล่องเหล็กยาวสีดำออกมา เปิดฝาด้านบนออก อีกคนหนึ่งนำธนบัตรชนิดราคาหนึ่งพันบาทปึกใหญ่ ใส่ลงไปทีละปึก จนเต็ม แล้วยัดกลับเข้าไป และทำอย่างนี้กับธนบัตรชนิดราคาห้าร้อย และหนึ่งร้อยบาท จนครบทุกกล่อง เสร็จแล้วปิดฝาหน้าตู้ ล็อกกุญแจ หิ้วกระเป๋ากลับไปที่รถ และแล้ว เวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง เมื่อกระเป๋าถูกยกขึ้นวางในตู้เรียบร้อย

       เจ้าหน้าที่สามคนยืนรวมอยู่ท้ายรถ ตัวตู้บังด้านหน้ารถไว้สนิท ผมมีเวลา สิบวินาที ที่จะวิ่งข้ามถนนไปขึ้นรถแล้วขับหนี สิบวินาที ที่จะเปลี่ยนชีวิตผม สมองสั่งงานให้เท้าก้าวไปข้างหน้าทันที

       เอี๊ยด ๆ ๆ ๆ เสียงล้อรถยนต์ที่หยุดกะทันหัน ดังขึ้นพร้อมกับเสียง วี้ด ว้าย ประสานกันทั้งสองฝั่ง ด้านหน้าของรถเก๋งกระแทกตัวผมเสียงทึบ ๆ ความแรงทำร่างกระเด็นไปทางสามแยกอย่างไกล และรวดเร็ว

       แปลก ความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นกับผมแค่แวบเดียวเท่านั้น รู้สึกเหมือนตัวเบา ลอยไปในอากาศ ลมเย็นกระทบใบหน้า สดชื่นและสบายอย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่รู้สึกเจ็บ แม้ร่างตกมากระทบพื้น เห็นถนนอยู่ตรงปลายจมูก อย่างเลือนรางพร้อมเลือดสีแดงฉาน ผมยิ้มน้อย ๆ ให้กับความสุขนั้น ก่อนความรู้สึกทั้งหมด จะดับลง....................@@

                                                                                                                                                                     ลุงแผน

                                                                                                                                                           ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒

  ..........แด่ ทุกท่าน ที่เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่แตกแยก ขอให้ค้นพบหนทางที่ถูกต้อง ชอบธรรม และเลือกทางนั้นเป็นทางเดิน เพื่อผ่านพ้นมรสุมทั้งหมดไปได้ ด้วยดี..........

  ...........ขอบพระคุณ กำลังใจจากทุกท่าน ที่มีให้มาโดยตลอด ขอบคุณ ท่านที่เข้ามาพุดคุย และแนะนำในสิ่งต่าง ๆ ขอบคุณ ท่านที่ติดตามอ่านมาตลอด และให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง ขอบคุณทุกท่าน มาก ๆ ครับ..........

.................................................................



เม่าติดดอย
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่