คนที่พูดคำหยาบแต่บอกว่าตัวเองเป็นคนดี คนดีที่พูดคำหยาบ ไม่มีในโลกนี้

ทุกวันนี้ คนไทยเรา ยิ่งโดยเฉพาะเด็กๆ พูดคำหยาบกันเป็นเรื่องปกติ

คนที่อายุไม่เกิน 40 ปี อาจจะเติบโตขึ้นมากับการเลี้ยงดูด้วยคำหยาบคาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พ่อแม่ เพื่อนฝูง ฯลฯ

เด็กเหล่านี้ไม่รู้เลยว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ไม่ถือว่านานมากนัก ประเทศไทยเราไม่ได้พูดคำหยาบขนาดนี้ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราเป็นเมืองพุทธ

แม้แต่คำว่า กู เมิง เป็นคำที่ต้องห้ามที่ไม่สามารถออกสื่อได้ แม้แต่ในละคร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ใดๆ

ผมจำได้ว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไปดูหนังกับภรรยาในปัจจุบัน (ตอนนั้นเพิ่งคบกัน) ปกติผมแทบไม่ได้เข้าโรงหนังเลย

ก่อนที่หนังจะเริ่มฉาย ก็จะมีหนังเรื่องอื่นที่จะเข้าฉายมาโฆษณา

พอผมได้ดูหนังตัวอย่างในวันนั้น ซึ่งเป็นหนังของชีวิตเด็กนักเรียน จากผู้สร้างหนังรายใหม่ในตอนนั้น (และโด่งดังในเวลาต่อมา แต่ปัจจุบันเลิกสร้างไปแล้ว)

ตอนนั้นผมถึงกับช็อค ไม่เชื่อว่าจะพูดคำหยาบกันขนาดนี้ (เหมือนที่เด็กๆ พูดกันในปัจจุบัน) และทำไม กบว. ถึงปล่อยให้ฉายออกมา

เท่านั้นยังไม่พอ หนังโฆษณาต่อไปเป็นหนังตลก แสดงโดยนักแสดงตลกที่เรารู้จักกันดี คำพูดก็ประมาณทุกวันนี้

นับจากวันนั้น ผมคิดในใจว่า ต่อไปประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ทุกวันนี้ เวลาที่ผมดูข่าวเด็กวัยรุ่นมีเรื่องทะเลาะกัน ทำร้ายกัน สิ่งที่ได้ยินจากพ่อแม่เด็กก็คือ ลูกฉันเป็นคนดี

คนที่พูดคำหยาบ สามารถ "ทำความดี" ได้ แต่ไม่สามารถเป็นคนดีได้ หรือไม่ใช่คนดีจริงแน่นอน

คำว่า "คนดี" ในความเห็นของผม ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่ทำความดีเท่านั้น แต่ต้องรวมถึง "ละเว้นความชั่ว" ด้วย

โจร ถึงแม้จะทำความชั่ว แต่ก็สามารถทำความดีได้ เช่น เอาเงินที่ปล้นมาไปทำบุญทำทานได้ เป็นต้น

ผมคงไม่พูดถึงเรื่องนี้ตอนนี้ แต่คนที่สามารถยืนยันสิ่งที่ผมเขียนนี้ได้ ก็คือตัวคนที่พูดคำหยาบเอง ลองตอบตัวเองนะครับว่า ยังทำความชั่วบ้างหรือไม่ (ตอบตัวเอง ไม่ต้องตอบผม)

ถามว่า ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับการพูดคำหยาบ?

ในศาสนาพุทธเรา มีข้อปฏิบัติที่เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด"

หากไม่นับรวมเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา สิ่งแรกที่เป็นข้อปฏิบัติและนำไปสู่การปฏิบัติข้อต่อไป คือ "สัมมาวาจา"

หากขาดสัมมาวาจา มรรคข้อถัดไป ได้แก่ สัมมากัมมันตะ (ทำดี ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) สัมมาอาชีวะ (ประกอบอาชีพชอบ อาชีพที่ดี ประกอบอาชีพอย่างสุจริต) และสัมมาวายามะ (พยายามทำแต่สิ่งที่เป็นกุศล ละสิ่งที่เป็นอกุศล) จะไม่เกิดขึ้นหรือไม่สมบูรณ์

อย่างที่บอกก่อนหน้านี้นะครับ ไม่จำเป็นต้องตอบผมว่าจริงหรือไม่ ถามใจตัวเองและตอบตัวเองนะครับว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่

เวลาที่พ่อแม่บอกว่าลูกตัวเองเป็นคนดี แต่ที่ทำความผิดเพราะคบเพื่อนไม่ดี ก็ขอให้คิดด้วยว่า การที่เราพูดคำหยาบ ส่วนหนึ่งก็เริมจากเพื่อนเช่นกัน เช่น เพื่อนพูดกันก็ต้องพูดด้วย

ถ้าเป็นเพื่อนที่ดี เป็นกัลยาณมิตรกัน ควรจะต้องทำความตกลงกัน ตักเตือนหรือชักชวนกัน

ผมตั้งใจว่าหากมีโอกาส ผมอยากจะรณรงค์เรื่องการพูดคำหยาบนี้นะครับ เพราะถือเป็นข้อปฏิบัติแรกๆ ของชาวพุทธก็ว่าได้

ในประเทศไทย คนที่พูดจาเพราะ สุภาพ ไม่พูดคำหยาบ ผมเชื่อว่ามีมากกว่าคนที่พูดคำหยาบ เพียงแต่ปัจจุบันเป็นสังคมโซเชียล และส่วนใหญ่ เด็กๆ จะเข้ามาแสดงความเห็นกันมาก

ผมพูดแบบนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนรู้ว่าควรจะทำอย่างไรนะครับ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 32
สิ่งที่ จขกท. กล่าวมาเมื่อสมัยสัก 20 ปีก่อนนั้น คือเรื่องจริง

ผมเองก็รู้สึกแบบนั้น และเห็นด้วยเลย

นั่นคือ สังคมกำลังเสื่อมทรามลงไป เริ่มจากการพูดคำหยาบนี่แหละ คนสมัยก่อน ยกตัวอย่าง เรื่องการเมือง ไม่ได้ใช้คำรุนแรงขนาดนี้ พวกดารานักร้องต่างๆ ไม่มีหรอกที่จะกล้าพูดคำหยาบ สังคมไม่ยอมรับ จะถูกประนาม นี่คือเรื่องจริง

คำหยาบ ด่าทอ อะไรพวกนี้ นำไปสู่ความรุนแรง
เวลาผมมีแฟน ผมจะตกลงกันกับแฟนเลยว่า อย่าพูดคำหยาบใส่กัน เพราะถ้าทะเลาะกันขึ้นมา แล้วถ้าเคยพูดคำหยาบใส่กัน มันจะนำไปสู่ความรุนแรงทวีคูณ เรื่องพวกนี้พบเห็นได้รอบตัวเรา คงไม่ต้องมาถกกัน

คำหยาบนี่ บ่งบอกได้เลยว่า โตมาแบบไหน ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร อยู่สังคมประมาณไหนมาบ้าง
แต่ยุคนี้ เป็นยุคที่ อย่างที่บอก สังคมเสื่อมทราม อะไรที่เคยสมมติว่า ไม่ดี(คำหยาบคาย) ก็กลายเป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆ ก็พูดกัน
ผมว่าแก้ไม่ได้หรอกครับ คุณ จขกท. รณรงค์ยังไงก็ลำบาก ได้แค่ปล่อย เฝ้าดู แล้วแต่เวรแต่กรรม
อย่างที่ จขกท.บอกนั่นแหละ ดูตนก็พอครับ เป็นทุกข์เปล่าๆ เราทำได้แค่พูดด้วยสัมมาวาจากับคนรอบข้าง เหมือนความเห็นที่ 27 ผมว่าแค่น้ันก็พอละ ทำได้แค่นั้นจริงๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่