ตอนนั้นที่ผมตั้งกระทู้ถามว่าผู้หญิงจะรับได้ไหมถ้าผู้ชายขับรถไม่ได้เพราะมีโรคประจำตัวหรือปัญหาทางสุขภาพ เนื่องจากเห็นคนวิจารณ์ผู้ชายที่ขับรถไม่เป็นพอสมควร วันนี้เลยอยากถามแนววิชาการสักหน่อยว่าอาการอย่างผมนี่ยังสามารถขับรถได้อยู่ไหม แล้วถ้าไปขับรถจริงๆ จะเกิดอันตรายแค่ไหนครับ
อาการของผมมันยังไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นโรคประจำตัวนะครับ เอาเป็นว่าเป็นภาวะทางสุขภาพก็แล้วกัน แต่หลายคนคิดว่ามันมีผลเวลาขับรถค่อนข้างมาก อันแรกคือปัญหาเรื่องการมองเห็น ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร แต่ผมคิดว่าการมองเห็นของผมไม่เหมือนคนปกติแน่ๆ คือเวลามองอะไรผมจะต้องมองแบบโฟกัสเฉพาะจุด ต่างจากเวลาขับรถซึ่งมันต้องมองให้ได้ทั่วถึง เอาง่ายๆ แค่เดินผมก็มองได้แต่ทางข้างหน้า คือมองเห็นแต่ทางอย่างเดียว บางทียังมองไม่เห็นอะไรที่ขวางทางอยู่จนเกือบสะดุดหลายครั้งเลย ถ้าจะมองอย่างอื่นก็ต้องชำเลืองมองเอา แต่ผมก็ใช้วิธีชำเลืองไม่ได้ ต้องหันหน้าไปมองจนไม่ได้มองทาง ก็เกือบโดนรถชนหลายครั้งแล้วครับ ยังดีที่เอาตัวรอดมาได้ไม่งั้นไม่ตายก็พิการ นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมองเห็นระยะไกลได้ไม่ดี บางทีเห็นอะไรอยู่ไกลๆ พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ปรากฏว่าไอ้ที่เห็นในระยะใกล้มันไม่ใช่ของที่เห็นเวลามองจากระยะไกล บางทีก็เห็นภาพซ้อน แล้วก็มีเรื่องตาเอียงที่ไม่รู้ว่ามีผลมากน้อยแค่ไหน คนที่บอกว่าผมตาเอียงไม่แน่ใจว่าเป็นหมอหรือพยาบาล แต่ผมรู้สึกได้ว่าผมเป็นจริงๆ เพราะเวลานั่งเรียนต้องนั่งแถวกลางๆ ถ้าไปนั่งริมก็เห็นที่อาจารย์สอนผิดปกติอีก
นอกจากปัญหาเรื่องการมองเห็นแล้วก็ยังมีเรื่องอาการทางสมองอีกครับ คือผมเป็นคนอารมณ์ร้อน สมาธิก็ไม่ค่อยดี เหม่อง่าย การตัดสินใจช้า สมองสั่งให้ร่างกายทำอะไรได้ทีละอย่างเหมือนระบบประสาทไม่สัมพันธ์กัน ผิดกับเวลาขับรถที่ต้องใช้อวัยวะหลายส่วนประกอบกัน ถามว่าสมาธิผมแย่แค่ไหน ตอนเด็กๆ ผมนั่งเรียนในห้องก็เอางานอื่นมาทำแทบทุกวิชา คือสมาธิไม่อยู่กับเรื่องเรียน พอเข้ามหาลัยก็ยังเหมือนเดิม แถมยังเป็นคนใจลอย ชอบคิดอะไรเรื่อยเปื่อยได้ตลอดเวลาไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางทีเดินอยู่ก็ไม่คิดถึงจุดหมายปลายทาง แต่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยระหว่างที่กำลังเดินจนเกือบจะโดนรถชนก็เคยมาแล้ว
คือเพื่อนที่มหาลัยบางคนถามผมว่าทำไมไม่ขับรถมาเรียนเอง ผมไม่กล้าตอบว่าขับไม่เป็นเพราะอายเพื่อน แต่จะบอกว่าไม่สามารถขับได้เพราะอะไร อธิบายไปก็กลัวจะไม่มีใครเข้าใจ เพื่อนบางคนก็บอกว่าจริงๆ ผมขับรถได้นะ แต่ทางบ้านรู้ว่าถ้าให้ผมขับจะเกิดอะไรขึ้นเลยไม่ให้ผมแตะพวงมาลัยรถเลยครับ เคยไปหาหมอ ผมจำไม่ได้ว่าหมอห้ามไม่ให้ขับเลยหรือบอกแค่ว่าไม่ควรให้ขับ แต่พ่อแม่ผมเชื่อหมอเลยไม่ให้ขับครับ
ตอนตั้งกระทู้นั้นก็เห็นว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผมดีแล้วนะครับ เพราะรู้ว่าเป็นเหตุสุดวิสีย แต่ลึกๆ ผมก็ยังอยากจะขับรถเป็นอยู่เหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งผมก็เชื่อพ่อแม่ เชื่อหมอมากกว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง วันนี้ผมเลยอยากถามเป็นสาระหน่อยว่าอาการแบบผมนี่อยู่ในขั้นที่ไม่ควรให้ขับรถหรือมีความเสี่ยงสูงรึยัง ขอคำปรึกษาหน่อยครับ
ปรึกษาหน่อยครับ อาการแบบนี้ถ้าขับรถจะอันตรายแค่ไหนครับ
อาการของผมมันยังไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นโรคประจำตัวนะครับ เอาเป็นว่าเป็นภาวะทางสุขภาพก็แล้วกัน แต่หลายคนคิดว่ามันมีผลเวลาขับรถค่อนข้างมาก อันแรกคือปัญหาเรื่องการมองเห็น ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร แต่ผมคิดว่าการมองเห็นของผมไม่เหมือนคนปกติแน่ๆ คือเวลามองอะไรผมจะต้องมองแบบโฟกัสเฉพาะจุด ต่างจากเวลาขับรถซึ่งมันต้องมองให้ได้ทั่วถึง เอาง่ายๆ แค่เดินผมก็มองได้แต่ทางข้างหน้า คือมองเห็นแต่ทางอย่างเดียว บางทียังมองไม่เห็นอะไรที่ขวางทางอยู่จนเกือบสะดุดหลายครั้งเลย ถ้าจะมองอย่างอื่นก็ต้องชำเลืองมองเอา แต่ผมก็ใช้วิธีชำเลืองไม่ได้ ต้องหันหน้าไปมองจนไม่ได้มองทาง ก็เกือบโดนรถชนหลายครั้งแล้วครับ ยังดีที่เอาตัวรอดมาได้ไม่งั้นไม่ตายก็พิการ นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมองเห็นระยะไกลได้ไม่ดี บางทีเห็นอะไรอยู่ไกลๆ พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ปรากฏว่าไอ้ที่เห็นในระยะใกล้มันไม่ใช่ของที่เห็นเวลามองจากระยะไกล บางทีก็เห็นภาพซ้อน แล้วก็มีเรื่องตาเอียงที่ไม่รู้ว่ามีผลมากน้อยแค่ไหน คนที่บอกว่าผมตาเอียงไม่แน่ใจว่าเป็นหมอหรือพยาบาล แต่ผมรู้สึกได้ว่าผมเป็นจริงๆ เพราะเวลานั่งเรียนต้องนั่งแถวกลางๆ ถ้าไปนั่งริมก็เห็นที่อาจารย์สอนผิดปกติอีก
นอกจากปัญหาเรื่องการมองเห็นแล้วก็ยังมีเรื่องอาการทางสมองอีกครับ คือผมเป็นคนอารมณ์ร้อน สมาธิก็ไม่ค่อยดี เหม่อง่าย การตัดสินใจช้า สมองสั่งให้ร่างกายทำอะไรได้ทีละอย่างเหมือนระบบประสาทไม่สัมพันธ์กัน ผิดกับเวลาขับรถที่ต้องใช้อวัยวะหลายส่วนประกอบกัน ถามว่าสมาธิผมแย่แค่ไหน ตอนเด็กๆ ผมนั่งเรียนในห้องก็เอางานอื่นมาทำแทบทุกวิชา คือสมาธิไม่อยู่กับเรื่องเรียน พอเข้ามหาลัยก็ยังเหมือนเดิม แถมยังเป็นคนใจลอย ชอบคิดอะไรเรื่อยเปื่อยได้ตลอดเวลาไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางทีเดินอยู่ก็ไม่คิดถึงจุดหมายปลายทาง แต่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยระหว่างที่กำลังเดินจนเกือบจะโดนรถชนก็เคยมาแล้ว
คือเพื่อนที่มหาลัยบางคนถามผมว่าทำไมไม่ขับรถมาเรียนเอง ผมไม่กล้าตอบว่าขับไม่เป็นเพราะอายเพื่อน แต่จะบอกว่าไม่สามารถขับได้เพราะอะไร อธิบายไปก็กลัวจะไม่มีใครเข้าใจ เพื่อนบางคนก็บอกว่าจริงๆ ผมขับรถได้นะ แต่ทางบ้านรู้ว่าถ้าให้ผมขับจะเกิดอะไรขึ้นเลยไม่ให้ผมแตะพวงมาลัยรถเลยครับ เคยไปหาหมอ ผมจำไม่ได้ว่าหมอห้ามไม่ให้ขับเลยหรือบอกแค่ว่าไม่ควรให้ขับ แต่พ่อแม่ผมเชื่อหมอเลยไม่ให้ขับครับ
ตอนตั้งกระทู้นั้นก็เห็นว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผมดีแล้วนะครับ เพราะรู้ว่าเป็นเหตุสุดวิสีย แต่ลึกๆ ผมก็ยังอยากจะขับรถเป็นอยู่เหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งผมก็เชื่อพ่อแม่ เชื่อหมอมากกว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง วันนี้ผมเลยอยากถามเป็นสาระหน่อยว่าอาการแบบผมนี่อยู่ในขั้นที่ไม่ควรให้ขับรถหรือมีความเสี่ยงสูงรึยัง ขอคำปรึกษาหน่อยครับ