[CR] Autumn is here ใบไม้เปลี่ยนสีที่เลห์


สวัสดีค่ะ

กระทู้นี้จะพาไปท้าความหนาว ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่เลห์กันค่ะ ตอนเดือนตุลาคม
นั่งรถก้นชากันเต็มๆ 8 วัน นั่งยาวไปหมู่บ้านติดปากีสถาน Turtuk ไป Pangong ไป Tsomoriri แถมเที่ยวเดลี อีก 1 วันแบบงงๆ

เนื่องจากฤดูท่องเที่ยวเลห์ได้เปิดอีกครั้ง หลังจากปิดช่วงหน้าหนาว
เราไปเลห์มาเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นฤดูใบไม้ร่วงเข้าหน้าหนาว ร้านรวงโรงแรมก็เริ่มปิด
หลังจากดองไว้ครึ่งปี เรารีบมารีวิวให้ทัน สำหรับใครที่กำลังสนใจไปเลห์ช่วงเดือนตุลาคมนี้

เราเป็นคนนึงที่รู้จักเลห์เมื่อหลายปีก่อนจากหนังดังสุดฮิตของอินเดีย 3 idiots กับฉากภูเขาและทะเลสาปปันกองสุดอลังการ
ปักหมุดเป็น 1 ในที่เที่ยว ที่ต้องไปให้ได้ หาข้อมูล ผลัดวันประกันพรุ่ง จนผ่านไปหลายปี ก็ไปไม่ถึงเลห์ซักที

ช่วงเดือนเมษา 2561 ความคิดจะไปเลห์ก็กลับมาอีกครั้ง
เริ่มอัพเดทข้อมูล หารูปเลห์ในฤดูต่างๆ จนตัดสินใจจะไปช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูใบไม้ร่วง
ทำแผนเที่ยวคร่าวๆ หาข้อมูลไกด์ พับแพลนทดไว้ในใจ เพราะอีกหลายเดือนกว่าจะตุลาคม

กลางเดือนสิงหาคม 2561 แผนการจะไปเลห์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ลิสต์ที่เที่ยว ตัดนี่เพิ่มนั่น
จะไปปลายเดือนตุลาคม อุ๊ย หนาว เขยิบเป็นต้นเดือนละกัน จากตั้งใจไปแค่ซัก 6 วันพอ
ได้ไปทะเลสาปปันกองก็ฟินแล้ว เพิ่มไปเพิ่มมา ไปทั้งทีให้จบไปเลย เบ็ดเสร็จทริปนี้ 9 วันไปเลยจ้า

การเตรียมตัวของเรา

ตั๋วเครื่องบิน
ตั๋วไปกลับการบินไทย กทม - เดลี
ตั๋วขาไปเดลี - เลห์ Vistara
ตั๋วขากลับเลห์ - เดลี Go air

**ที่อินเดียค่อนข้างเคร่งเรื่องน้ำหนักกระเป๋า ในประเทศไม่เกิน 15 กก. ใครจะขนเกินไปแนะนำซื้อน้ำหนักกระเป๋าล่วงหน้าเลย ถูกกว่าไปจ่ายหน้างาน
เขาจะคิดแบบบุ๊คกิ้งรวม เช่นบุ๊คกิ้ง 5 คน ชั่งพร้อมกันรวมได้ 75 กก. ถ้าเกินก็ต้องจ่ายไม่ก็อัพเกรดที่นั่งได้น้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม
ของเราขาไปเกินไป 14 กก. เตรียมใจกำเงินไปจ่ายแล้วแต่ Vistara ใช้สิทธ์ star alliance เลยไม่ต้องจ่าย
ขากลับ Go air พยายามเข้าไปซื้อน้ำหนักระหว่างอยู่ที่เลห์แต่อินเตอร์เนตก็ไม่เป็นใจ เกินไป 10 กก. 2,400 รูปี พนักงานใจดีลดให้เหลือ 2,000 รูปี

วีซ่า
เราใช้วีซ่า แบบ E-Visa สมัครล่วงหน้าก่อนไปประมาณ 2 อาทิตย์
กรอกตามรีวิวเป๊ะๆ ต้องขอขอบคุณเจ้าของรีวิวมากๆ ค่ะ https://goanywhere.co/2017/11/22/indiaevisa2017/
ช่วงที่เราสมัคร e-visa ได้มีการปรับราคาเป็น 80 USD เรียบร้อย แพงแถมมีอายุแค่ 60 วัน
ตอนนี้ได้ข่าวขยายเวลาวีซ่าเป็น 365 วันแล้ว ค่อยคุ้มค่าวีซ่าหน่อย
เราถ่ายรูปด้วยมือถือกับกำแพงสีขาว ปรับแสงนิดหน่อย ส่งไป 1 วันก็ได้รับการตอบกลับแล้วค่ะ

อย่าลืมปริ๊นเอกสารวีซ่าไป เผื่อไว้ 2-3 ชุด กันหาย เพราะบางจุดตรวจสนามบิน
เจ้าหน้าที่บางจุดก็ยอมดูจากในมือถือ แต่ต้องเป็นจากหน้าเวปเท่านั้น แบบแคปหน้าจอก็ไม่ได้ ต้องเปิดเวปให้ดู internet ก็ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
เจ้าหน้าที่บางจุดไม่ยอม ต้องกระดาษเท่านั้นต้องวิ่งหาที่ print เอกสารให้วุ่นวาย

คนขับรถ + ไกด์
เราติดต่อคนขับรถที่มีรีวิวไปหลายเจ้า พร้อมส่งแพลนไปให้ ทุกเจ้าตอบราคากลับมาแทบไม่ต่างกันเลย อาจเพราะเป็นราคากลางของที่นั่น
ทุกคนจะมีทั้งแพลนแบบเฉพาะค่ารถอย่างเดียว หรือทั้งรถพร้อมโรงแรมและอาหารเช้ากับเย็น
ที่เลห์สัญญาณไม่ค่อยมี จะตอบอีเมลกันช้าหน่อย
เราตัดสินใจเลือกจิมมี่ตามที่หลายคนในพันทิปแนะนำ เหตุผลที่เลือกเพราะจิมมี่มีไลน์นั่นเอง 55 ติดต่อกันได้สะดวก  

เนื่องจากทริปนี้เราล่อลวงเพื่อนมาได้รวมเราด้วยเป็นทั้งหมด 13 คน เราเลยเลือกรถ Tempo 15 ที่นั่ง
ซึ่งหารออกมาแล้วจ่ายกันไปคนละประมาณ 6,000 - 7,000 บาท อันนี้คือรวมค่ารถ + ที่พัก + อาหารประมาณ 15 มื้อได้
วันที่ 3 เราขอจ้างรถ Innova เพิ่มอีกคัน เนื่องจากพวกเราเมารถกันหนักมาก ทุกคนต้องการพื้นที่ข้างหน้าต่าง

รถของจิมมี่จะเป็น Innova แต่ Stanzin คุณลุงของจิมมี่เขาภรรยาใกล้คลอด เลยให้ยืมรถ Tempo มาขับ
ลุงมาขับให้วันแรก จิมมี่ขับให้หลายวัน มีเพื่อนจิมมี่ที่จ้างมาเพิ่ม แล้วก็มีคนมาขับแทนจิมมี่อีกคน
สรุปทริปนี้เราเจอคนขับรถ 4 คน และทุกคนน่ารักมากๆ รวมทั้งของกลุ่มอื่นที่เราไปเจอระหว่างทาง ก็น่ารักหมด

*** ถ้าใครไปกัน 5 - 6 คน แล้วอยากนั่งสบายๆ ไม่เบียด แนะนำเช่ารถ Tempo ดีกว่าค่ะ ราคาเท่ากับรถ innova ด้วย
ส่วนใครไปกัน 8 - 10 คน ไม่อยากแยกคันกันนั่ง ก็เช่าเป็น Tempo ก็ได้ค่ะ

รีวิวจิมมี่
จิมมี่ดีสมกับที่หลายคนแนะนำ คุยง่าย สบายๆ  จัดการทริปให้ลดแลกแจกแถม และดูแลเทคเแคร์พวกเราอย่างดีมากกกกกก 
จิมมี่ผู้เป็นทุกอย่างให้พวกเราจริงๆ เป็นไกด์ ทำกับข้าว ปูที่นอน ยกผ้าห่มให้ แจกถุงน้ำร้อน ตามถ่ายรูป ชงชา พาช็อปปิ้ง ต่อราคา  
ช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างให้เราอีก การขับรถของจิมมี่ก็ช้าๆ นิ่มๆ สบาย สุภาพเหมือนจิมมี่เลย

หากใครสนใจติดต่อจิมมี่ เราแปะเพจเขาไว้ให้
https://web.facebook.com/JimmyTourAroundLehLadakh/

ที่พัก
ด้วยความที่ที่เลห์ที่พักน่ารักๆเยอะมาก เราก็อยากจะไปเดินหาที่พักด้วยตัวเอง เพราะยังต้องพักที่เลห์อีกหลายวัน
กะว่าจองไว้คืนเดียวก่อนละกัน ที่เหลือไปหาเอา เลือกเอาที่ Sia la เพราะรูปน่ารักแล้วก็ใกล้ตลาด
แต่พอก้าวขาเหยียบพื้นเลห์แค่นั้นแหล่ะค่า ลืมเรื่องเดินหาที่พักไปก่อน แค่นอนหายใจเฉยๆ ยังเหนื่อยเลย
เลยจอง Sia la ยาวยันวันกลับ ที่พักน่ารัก มี Heater พนักงานน่ารัก พาไปเดินตลาดหา rare item ด้วย
อาหารเช้ามีข้าวต้มกุ๊ย ไข่เจียวกับซอส maggi รอดตายแล้วพวกเรา

ส่วนที่พักนอกเลห์ เนื่องจากบางที่มันหาข้อมูลยากมาก เช่นที่ Turtuk หรือทะเลสาป Moriri
เราเลยให้จิมมี่จัดการให้หมด บางโรงแรมที่จิมมี่ส่งมา เราลองหาข้อมูลในอินเตอร์เนตยังไม่มีแม้แต่รูปเลยจ้า วัดดวงเอา
บางที่พอไปถึงโรงแรมที่เลือกกันไว้ก็ปิด ต้องเปลี่ยนที่พัก 

อาหาร
เราเตรียมน้ำพริก อาหารซอง ปลาทอดสำเร็จรูป ม่ามา อะไรไปกันเยอะมาก
ในตัวเมืองเลห์ยังพอมีร้านอาหาร อย่างร้านดัง Lamayuru กับ Gesmo
นอกเลห์ถ้าไปพักตามที่โรงแรม ที่เขาทำให้ก็จะมีแกงถั่ว แกงกะหรี่น่องไก่ แป้งนาน ข้าว ส่วนมากจะเน้นผัก
ถ้าแวะกินข้างทางก็จะสั่งแต่ plain rice, ไข่เจียวกับมาม่า maggi แล้วก็ใส่น้ำพริกบ้านเรา รอดแล้ว
แต่ละบ้าน แต่ละร้านก็จะทำไม่ค่อยเหมือนกัน เช่น fried noodle รสชาติไม่ซ้ำกันเลย บอกตรงๆ ค่อนข้างยอมแพ้กับอาหารที่นี่จริงๆ
บางจานรสชาติคือเราไม่ชินเลย  แต่ก็จะพยายามกินกันให้หมด กลัวเขาเสียใจ
อาหารที่นี่จานใหญ่มาก ต้องกะจำนวนจานที่สั่งดีๆ 

สภาพอากาศ
ช่วงที่เราไปเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงจะเข้าหน้าหนาว ซึ่งก็คือหนาวมาก หนาวจะร้องไห้
หนาวแบบฉันมาทำอะไรทีนี่ อากาศก็เบาบาง อย่าง Pangong กับที่ Moriri นอนหายใจรวยริน กลัวหลับแล้วไม่ตื่นมาก

เสื้อผ้าที่เตรียมก็พวก base layer, fleece, down, jacket บางวันใส่ jacket ทับไป 3 ชั้น ถุงมือ หมวก แผ่นแปะความร้อน ถุงน้ำร้อนอันเล็กๆ ครบ
มันหนาวแบบบอกไม่ถูก ยิ่งในบ้านไม่มีฮีตเตอร์คือหนาวมาก ถ้าขี้หนาวเตรียมไปเยอะๆ เผื่อขาดจะดีกว่า
ตามที่พักนอกเลห์จะมีผ้าห่มให้หลายผืน อย่างที่ทะเลสาปปันกองกับโมริริ นอนในถุงนอน ผ้าห่ม 5 ชั้น มีถุงน้ำร้อนวางตรงขา ยังหนาวมากๆ 

ที่เลห์ช่วงเดือนตุลาคม ฟ้าจะใสตอนเช้า ตอนบ่ายเมฆจะเยอะ แต่ฟ้าจะเปลี่ยนไปตลอด บางทีครึ้มๆ นั่งรถไปอีกแปปฟ้าใสแล้วงี้
ช่วงที่เราไปเป็นช่วงคืนเดือนมืดพอดี 2 ทุ่ม คือดาวเต็มฟ้า ทางช้างเผือกใหญ่และชัดมาก ดูกันจุใจไปเลย

ประกันเดินทาง
เราบังคับเพื่อนร่วมทริปซื้อประกันเดินทาง จะถูกจะแพงแล้วแต่สะดวก มีไว้อุ่นใจกว่า

อินเตอร์เนต
เราเอา Sim2Fly ไปใช้งานที่อินเดีย ในเดลีสามารถใช้ได้นะคะ แต่ค่อนข้างช้า
ส่วนที่เลห์ มีซิมส์ขายแต่ว่ากว่าจะเปิดใช้งานได้ ได้ยินว่ายุ่งยากและใช้เวลาหลายวันมาก เราเลยข้าม

ตามโรงแรม อย่างที่ Sia la จะมีไวไฟ หรือที่พักนอกตัวเมืองเลห์ของเรามีที่ Nubra เท่านั้นจะมีสัญญาณไวไฟให้
ซึ่งมีก็เท่ากับไม่มี เพราะเล่นแทบไม่ได้เลย
แล้วก็จะมีที่ร้านอาหารอย่าง Lamayuru กับ Gesmo จะมีให้ พนักงานแทบจะยื่นรหัสไวไฟให้ก่อนเมนูอาหารอีก
แต่อย่าคาดหวังมากนะคะ เพราะส่วนมากมันจะใช้งานไม่ได้มากกว่า

การแลกเงิน
เราแรกเงินรูปีจากที่เมืองไทยไปเลย แล้วก็แลก US ไปเผื่อ  
ที่เลห์มีร้านแลกเงิน เขารับแลกเงินไทยเป็นรูปีด้วยค่ะ

ปลั๊กไฟ 
เราเอา universal adaptor ไป แต่ถ้าจำไม่ผิดปลั๊กที่ใช้บ้านเราก็เสียบใช้บ้านเขาได้เหมือนกัน

ข้อควรระวัง
การไปเลห์ที่สำคัญที่สุด คือ อาการแพ้ความสูง หรือ AMS ที่จะเกิดกับใครก็ได้ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย อายุเท่าไหร่ แข็งแรงแค่ไหนก็เป็นได้

ก่อนเดินทาง 2 อาทิตย์ เราไปหาหมอที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
เอาแผนการเดินทางให้หมอดู หมอดูท่าจะเชี่ยวชาญเรื่องความสูงที่เลห์ทีเดียว สามารถบอกความสูงทุกที่ที่เราไปได้หมดเลย
หมอบอกว่าแผนเราโอเคแล้ว ค่อยๆไต่ความสูงไป ต้องระวังแค่ที่ Pangong Lake กับ Moriri Lake
เราฉีดยาไข้หวัดใหญ่กับไวรัสตับอักเสบจำไม่ได้ว่าตัวเอหรือบีหรือซีมา
พร้อมยา Diamox ให้เริ่มกินวันที่ 3 หลังจากที่ไปถึงเลห์แล้ว กินเช้าเย็นครั้งละครึ่งเม็ด
หมอบอกว่าเราเคยไปเดินเขาที่สูง 3000 กว่ามาแล้ว แล้วไม่เป็นอะไร  เลยไม่ต้องกินล่วงหน้า 2 วันก่อนไป
ผลข้างเคียง Diamox ที่เราเจอก็คือหน้าชาครึ่งหน้าไปทั้งวันเลยค่าาาา ต้องพยายามจิบน้ำเยอะๆ  

ตอนอยู่เลห์พยายามทำตัวเป็น Sloth ใช้ชีวิตแบบ Slow มากค่ะ เราแค่นอนพลิกตัว ใจเต้นแรงมาก เหมือนไปวิ่ง 4 คูณ 100 มา

นอกนั้นก็เตรียมยาส่วนตัว เตรียมเมมกล้องไปให้พร้อม ที่นู่นเดินหาแล้วมีแต่เมมแบบรุ่นเก่าขขาย เชื่อว่าจะกดรูปกันกระจาย

ที่สำคัญไปเที่ยวเลห์ต้องใจเย็นๆ เพราะบางวันรถติดหิมะบ้าง ติดทำถนนบ้าง เสียเวลาไปหลายชั่วโมงก็มี ต้องปรับเปลี่ยนบ้างในบางวัน

ค่าใช้จ่ายต่อคนโดยประมาณ 
ตั๋วเครื่องบินไป - กลับ กทม - เดลี  การบินไทย 11,700 
ตั๋วขาไปเดลี - เลห์ Vistara 900  
ตั๋วขากลับเลห์ - เดลี  + ค่าน้ำหนักกระเป๋า  3,500 
ค่าวีซ่า 2600 
ค่า Inner line Permit 400 
ค่ารถ 9 วัน 3000
โรงแรมที่ Sia la  4 คืน  2000
โรงแรมที่ Nubra (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 560
โรงแรมที่ Turuk (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 560
โรงแรมที่  Tso Moriri  (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 560
โรงแรมที่ Pangong (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 400

ประมาณ 26,180 บาท

ค่าอาหารกลางวันระหว่างทาง + อาหารเย็นในเลห์เราใช้ไปไม่เกิน 2000 บาท 
ถ้าจะไปเที่ยวแบบแพลนเราเลย เฉพาะค่ารถ + คนขับ ประมาณ 27,000 บาท ไปกันซัก 10 คน หารออกมาตกคนละ 2,700 บาทเอง
ถ้าไม่ได้ Tso moriri ราคาก็จะถูกลงไปอีก ถ้าเราจำไม่ผิดที่ไปกลับค้าง 1 คืนที่นี่ค่ารถประมาณ 7,000 - 8,000 บาทแน่ะ

และนี่คือแผนการท่องเที่ยวเลห์ช่วงวันที่ 4 - 13 ตุลาคม 2561 ของเราที่จิมมี่ทำมาให้ ไปครบบ้างข้ามบ้าง

Day 1 Bangkok - Delhi
Day 2 Delhi -Leh - Shanti stupa - Leh palace - Tsemo Monastery - Main Bazaar
Day 3 Leh - Magnetic Hill - Zanskar and Indus River - Alchi Monastery - Moonland - Lamayuru Monastery
Day 4 Leh - Khardong La pass - Turtuk Village
Day 5 Turtuk - Hunder - Nubra Valley
Day 6 Nubra Valley - Disket Manastery - Futer Buddha Statue - Pangong Lake via saiyok river
Day 7 Pangong Lake - Hemis monastery - Shey palace - Leh
Day 8 Leh - Chumatang Hot Spring - Tsomoriri Lake
Day 9 Tsomoriri Lake - Tsokar Lake - Thiskey Monastar- Leh
Day 10 Leh - Delhi - Bangkok

รูปจากทริปนี้เยอะมาก รวมกันเป็นหมื่นรูป รูปในกระทู้นี้จากหลายกล้องรวมกันนะคะ 

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลยค่า

วีดีโอบรรยากาศระหว่างท่องเที่ยวที่เลห์ค่ะ 
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ชื่อสินค้า:   Autumn is here ใบไม้เปลี่ยนสีที่เลห์
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่