
Oneplus ได้ทำการเปิดตัว OnePlus 7 Pro กันไปแล้วไม่กี่วันที่ผ่านมาแน่นอนว่าครั้งนี้เป็นการยกระดับตัวเองไปอีกขั้นและไม่ใช่ Flagship Killer อีกต่อไปครับ มาในชื่อ Super Flagship เลยทีเดียวเป็นการยกระดับตัวเองไปอีกขั้นและสู่กับเรือธงค่ายอื่นๆแบบเต็มตัว ในครั้งนี้ทาง Oneplus 7Pro นั้นเปิดตัวมาด้วยจุดเด่นค่อนข้างเยอะและจัดเต็มในทุกๆด้าน ลบข้อเสียของรุ่นเก่าๆออกไปทั้งหมด ทั้งเรื่องของ กล้อง ระบบเสียง การออกแบบที่สวยงามขึ้นและหน้าจอที่เรียกได้ว่าระดับที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ และ ได้รับคะแนน DisplayMate A+ กันเลยทีเดียวในรอบนี้

Oneplus7 Pro นั้นเปิดตัวมาด้วยจุดเด่นที่ครั้งนี้ค่อนข้างจัดเต็ม เด่นๆในรุ่นนี้นั้นจะเป็นเรื่องหน้าจอที่ครั้งนี้ทาง Oneplus นั้นลงทุนพัฒนาไปค่อนข้างมากและได้การันตีระดับ A+ จากทาง DisplayMate และ หน้าจอนั้นมาพร้อมกับการออกแบบเต็มจอไม่มีติ่งหน้าจอและมีความละเอียด QHD รองรับ HDR10+ และ RefreshRate 90Hz เลยทีเดียวพร้อมหน้าจอแบบ Fluid Display และในด้านของกล้องครั้งนี้ทำคะแนนขึ้นมาอันดับ 2 ได้ถึง 111 คะแนนจากทาง Dxomark และยังมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัวที่มีมุมกว้าง เทเล และ มุมปกติอีกด้วย และยังมาพร้อมกล้องหน้าแบบ PopUp 16MP ที่ซ่อนอยู่ตามสมัยนิยมที่เน้นใช้งานหน้าจอแบบเต็มตาไม่มีติ่งหน้าจอ อีกทั้งในเรื่อง หน่วยความจำมาพร้อมกับ UFS3.0 และ พ่วงด้วย RAM 12GB อีกทั้งยังใช้ Snapdragon 855 พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวอีกด้วย และยังมาพร้อมระบบชาร์จไว Warpcharge 30 ในการชาร์จไฟเข้า

Oneplus 7 Pro ในประเทศไทยนั้นเปิดตัวมาทั้งหมด 3 รุ่นหลักๆครับ
- ONEPLUS 7 PRO : RAM 6 GB STORAGE 128 GB : MIRROR GRAY 24990
- ONEPLUS 7 PRO : RAM 8 GB STORAGE 256 GB : MIRROR GRAY 26990
- ONEPLUS 7 PRO : RAM 12GB STORAGE 256 GB : NEBULA BLUE 29990

UNBOX
ตัวกล่องนั้นใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเก่าค่อนข้างชัดเจนทั้งเรื่องของขนาดตัวเครื่อง ที่ชาร์จอะไรต่างๆที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมและยังมีในเรื่องของการออกแบบที่คล้ายๆกับรุ่นก่อนหน้า มีชื่อรุ่นและโลโก้ด้านบน ยังคงเอกลักษณ์โทนสีขาวแดงได้ดีมากๆในค่ายนี้ ส่วนอุปกรณ์ในกล่องนั้นมีมาให้คล้ายกับรุ่นเดิมแต่ในครั้งนี้ไม่มีตัวแปลง Type-C ไป 3.5 มม.แล้ว
- ตัวเครื่อง Oneplus 7Pro
- ตัวเคสใส TPU
- ที่ชาร์จ WarpCharge 30W
- สายชาร์จ Type-C
- สติกเกอร์ คู่มือ และ ที่จิ้มซิม
- ฟิล์มกันรอยติดมาให้เลยจากโรงงาน
- ไม่มีหูฟัง และ ตัวแปลง3.5มม.

สายชาร์จนั้นเป็นแบบ Type-C ที่รองรับ WarpCharge และยังคงเป็นสายสีแดงแบบเดียวกับรุ่นอื่นๆรวมถึงมีที่หุ้มมาให้ตรงปลายสายต่างๆ และ ที่เด่นๆคือที่ชาร์จนั้นใหญ่กว่าเดิมค่อนข้างมาก และ มีเขียนบอกว่ากำลังไฟเท่าไรครับ 5v6A สำหรับ Warpcharge30

ตัวเคสที่แถมมานั้นยังคงทำได้คุณภาพดีเหมือนเดิมมีเขียนชื่อแบรนด์แปะไว้ขอบเครื่อง และ คลุมทั้งหน้าและหลังได้ดี แต่ด้านหน้านั้นจากที่รุ่นก่อนนั้นจะมีขอบป้องกันมุมทั้ง 4 ด้านมาให้แต่ในรุ่นนี้ด้วยการที่เป็นขอบจอโค้ง อาจจะทำให้การปกป้องนั้นไม่ได้ดีมากเท่ารุ่นก่อนๆ ส่วนด้านหลังก็ปกป้องตัวเครื่องได้ดีและในชิ้นเลนส์ก็ปกป้องได้ระดับนึง

SPEC
- หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3120 x 1440) รีเฟรชเรท 90Hz
- CPU : Snapdragon 855
- RAM : 12GB
- ความจุ : (UFS 3.0)256GB ไม่รองรับ MicroSD Card
- กล้องหลัง : เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), เลนส์ซูมออพติคอล 3x ความละเอียด 8MP (f/2.4), OIS + เลนส์ Ultra-wide angle 117 องศา ความละเอียด 16MP (f/2.2)
- กล้องหน้า: 16MP (f/2.0)
- ระบบเสียง : ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงคู่สเตอริโอ, Dolby Atmos
- สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
- แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับ Warp Charge 30W
- ระบบ Android 9.0 ครอบด้วย OxygenOS 9.5

DESIGN
ในด้านการออกแบบรุ่นนี้ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดในด้านหน้าที่มีการพัฒนาขึ้นแต่ในด้านหลังนั้นอาจจะไม่ได้แตกต่างกับรุ่นก่อนหน้านี้เท่าไรการวางกล้องยังคงวางตรงกลางและเป็น 3 กล้องแนวยาว แต่ในรุ่นที่ขายในไทยจะไม่มีเขียนว่า 48MP นะครับ และ ฝาหลังในรุ่น 12GB นั้นจะเป็นสีน้ำเงินแบบด้านค่อนข้างสวยงาม และเล่นกับแสงสีได้ดีมากๆ แต่อีกอย่างที่รู้สึกได้ถึงความหนาและมีน้ำหนักพอสมควรสำหรับตัวนี้และมีขนาดใหญ่แบบรู้สึกได้ในการจับถือ ส่วนหน้าจอนั้นเป็นแบบเต็มจอเต็มตาไม่มีติ่งและในรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอขอบโค้งครั้งแรกของทางOneplus

ทางด้านหน้าจอนั้นเป็นหน้าจอแบบเต็มตามาในชื่อ Fluid AMOLED ขอบโค้ง ซึ่งมีขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รองรับ HDR10+ รีเฟรชเรท 90Hz ความหนาแน่นพิกเซล 516ppi อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 และสว่างสูงสุด 800 NITS

ขอบด้านล่างหน้าจอตัวนี้ต้องบอกว่าทำได้บางมากๆเรียกได้ว่าบางเกือบจะเท่าขอบด้านอื่นๆแล้ว และในการคุมนั้นสามารถใช้งานแบบเต็มหน้าจอ หรือ เป็นปุ่มปกติได้ครับ ในส่วนของสแกนนิ้วนั้นอยู่ตรงกลางด้านล่างหน้าจอ

ขอบหน้าจอด้านบนนั้นทำได้ค่อนข้างบางเป็นที่อยู่ของ ลำโพงสนทนา และ ลำโพงตัวที่ 2 และ เซนเซอร์ต่างๆแฝงไว้ตรงขอบหน้าจอ ส่วนเรื่องไฟแจ้งเตือนนั้นไม่มีแล้วนะครับ จะใช้เป็นไฟแจ้งเตือนตรงขอบข้างหน้าจอแทนที่เป็นส่วนโค้ง

ในส่วนของกล้องหน้านั้นเป็นแบบ PopUp ความละเอียด 16MP ที่ซ่อนอยู่ในตัวเครื่อง ใช้เวลาเรียกใช้งานค่อนข้างไวมากๆและรองรับการใช้งานมากกว่า 3 แสนครั้ง รวมถึงมีทดสอบความแข็งแรงกันอีกมามากพอสมควร และมีระบบเก็บอัตโนมัติถ้าทำหล่นครับ แบบเดียวกับ OPPO

ขอบเครื่องส่วนล่างนั้นเป็นที่อยู่ ของถาดซิมแบบ Dual sim รูไมค์ และ ช่องชาร์จแบบ USB-C รวมถึง ลำโพงหลักของตัวเครื่องและในรุ่นนี้มีลำโพงคู่ ทำงานร่วมกันกับด้านบนนั้นเอง

ขอบด้านขวาของตัวเครื่องนั้นจะเห็นถึงความโค้งทั้งหน้าและหลังของตัวเครื่องและกระจกหน้าจอและฝาหลังที่โค้งรับมือได้ดี และมีการไล่เฉดสีของตัวเครื่องด้วย ส่วนปุ่ม Power และ สวิทช์ เลื่อนเสียง นั้นยังมีมาให้อยู่ฝั่งนี้ทั้งหมด

ตัวขอบเครื่องด้านบนจะเห็น รูไมค์อีกตัว และรวมถึงกล้อง PopUp ที่ซ่อนอยู่ตรงส่วนนี้ วัสดุขอบเครื่องเป็นแบบเงาทั้งหมด แต่มีการไล่เฉดสีที่แตกต่างกัน

ฝั่งขอบด้านซ้ายตัวเครื่องตัวนี้จะเป็นปุ่ม เพิ่ม-ลดเสียงเท่านั้นและ ส่วนขอบเครื่องก็มีการเล่นสีเช่นเดียวกันกับอีกฝั่ง

ตัวถาดซิมด้านล่างนั้นเป็นแบบใส่ซิมได้ 2 ซิมซ้อนทับกันคนละฝั่ง และจะเห็นว่ามีซีลยางอยู่ด้วยแม้จะไม่มี IP Rating กันน้ำแต่ก็ไว้ใจได้ระดับนึงเลยทีเดียวครับ

ด้านหลังนั้นยังคงมีการออกแบบที่เรียบๆฝาหลังนั้นใช้วัสดุกระจกแต่มีการทำให้เป็นวัสดุแบบด้านเล่นกับแสงสีได้ค่อนข้างดีรวมถึงการจัดวางตำแหน่งกล้อง 3 ตัว ตรงกลางนั้น พร้อมกับโลโก้ Oneplus ฝาหลังนั้นโค้งลงมุมทั้ง 2 ข้างทำให้จับได้ค่อนข้างถนัดและถือได้ง่ายแม้จะมีเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่

กล้องหลังในรุ่นนี้มาพร้อมกันทั้งหมด 3 ตัว ซึ่งเป็น ตัวหลัก 48 ล้านพิกเซล F1.6 OIS กล้องตัวรองนั้น 8 ล้านพิกเซล, 3x เลนส์ telephoto, f/2.4, OIS และ กล้องมุมกว้าง 16 ล้านพิกเซล เลนส์ ultra-wide ที่มีการเล่นลวดลายตรงขอบกล้องบนล่าง เป็นวงล้อมรอบ และในรุ่นนี้มาพร้อมกับกันสั่น OIS ถึง2 ตัวเลยทีเดียวครับ ส่วนช่องระหว่างกลางนั้นจะเป็นพวกเซนเซอร์ต่างๆในการโฟกัสนั้นเอง

OXYGEN OS
Android 9 Pie ที่ครอบด้วย Oxygen OS 9.5 และ OnePlus ยังเปิดเผยอีกว่ามันจะได้รับการอัพเกรดซอฟแวร์เร็วเป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่ Google เท่านั้นเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งตลอด 2 ปีนี้จะได้รับการอัพเกรดใหญ่ๆทั้งหมด (จะอัพเกรดไปถึง Android 10 Q และ Android 11 R) และได้รับการอัพเกรดด้านความปลอดภัยไปอีก 3 ปี รับรองว่าไม่ถูกปล่อยลอยแพง่ายๆแน่นอน และยังมีฟีเจอร์เฉพาะอีก เช่น Fnatic game mode ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม และบล็อกการแจ้งเตือนที่จะมารบกวนระหว่างเล่นเกมอีกด้วย และช่วยปรับให้ traffic flow ของเกมดียิ่งขึ้น โดยลดการทำงานของแอพใน background ลง อีกทั้งยังมี Zen mode ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานวางมือจากสมาร์ทโฟนในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะปิดการแจ้งเตือนทุกอย่าง เหลือไว้แค่การแจ้งเตือนการโทรฉุกเฉิน และการใช้กล้อง ซึ่งเป็นการตัดสิ่งรบกวนไป ทำให้เรามีสมาธิในการทำงานหรือการเรียนมากขึ้นนั่นเอง

สแกนนิ้วนั้นเป็นแบบฝังอยู่นหน้าจอเช่นเดิมและยังคงใช้เทคโนโลยี Optical แบบเดิมครับแต่มีการพัฒนาขึ้นทำให้ใช้งานได้ไวกว่าเดิมเยอะมากๆและมีความแม่นยำที่ดี แตะเข้าหน้าได้เร็วสามารถใช้งานได้ตอนที่มีสัญลักษณ์ขึ้นมาบนหน้าจอและสามารถแตะเข้าเครื่องได้เลย แต่ถ้าหน้าจอดับอยู่จะสแกนนิ้วไม่ได้นะครับต้องเป็นหน้า Always On หรือ เปิดหน้าจออยู่ด้วย

ANTUTU
สำหรับการทดสอบคะแนน Antutu นั้นจากที่ได้ลองกดดูนั้นทำคะแนนได้ค่อนข้างสูงเลยแหละทำได้ถึง 370487 คะแนนซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆของ Android ในตอนนี้และยังมาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และRAM 12 GB และ การใช้ UFS 3.0 ทำให้มันจับหน้าจอ 90Hz ได้สบายๆและทำงานได้เต็มที่ของตัวเครื่องถือว่าเป็นอีกรุ่นที่มีความแรงในการใช้งานทั้งเรื่องของการเล่นเกม และ ในการใช้งานทั่วไปได้สบายๆครับ
[SR] พรีวิว Oneplus 7 Pro ตัวแรง 12GB กล้องโหด จอสวย พร้อม WarpCharge 30 !
Oneplus ได้ทำการเปิดตัว OnePlus 7 Pro กันไปแล้วไม่กี่วันที่ผ่านมาแน่นอนว่าครั้งนี้เป็นการยกระดับตัวเองไปอีกขั้นและไม่ใช่ Flagship Killer อีกต่อไปครับ มาในชื่อ Super Flagship เลยทีเดียวเป็นการยกระดับตัวเองไปอีกขั้นและสู่กับเรือธงค่ายอื่นๆแบบเต็มตัว ในครั้งนี้ทาง Oneplus 7Pro นั้นเปิดตัวมาด้วยจุดเด่นค่อนข้างเยอะและจัดเต็มในทุกๆด้าน ลบข้อเสียของรุ่นเก่าๆออกไปทั้งหมด ทั้งเรื่องของ กล้อง ระบบเสียง การออกแบบที่สวยงามขึ้นและหน้าจอที่เรียกได้ว่าระดับที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ และ ได้รับคะแนน DisplayMate A+ กันเลยทีเดียวในรอบนี้
Oneplus7 Pro นั้นเปิดตัวมาด้วยจุดเด่นที่ครั้งนี้ค่อนข้างจัดเต็ม เด่นๆในรุ่นนี้นั้นจะเป็นเรื่องหน้าจอที่ครั้งนี้ทาง Oneplus นั้นลงทุนพัฒนาไปค่อนข้างมากและได้การันตีระดับ A+ จากทาง DisplayMate และ หน้าจอนั้นมาพร้อมกับการออกแบบเต็มจอไม่มีติ่งหน้าจอและมีความละเอียด QHD รองรับ HDR10+ และ RefreshRate 90Hz เลยทีเดียวพร้อมหน้าจอแบบ Fluid Display และในด้านของกล้องครั้งนี้ทำคะแนนขึ้นมาอันดับ 2 ได้ถึง 111 คะแนนจากทาง Dxomark และยังมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัวที่มีมุมกว้าง เทเล และ มุมปกติอีกด้วย และยังมาพร้อมกล้องหน้าแบบ PopUp 16MP ที่ซ่อนอยู่ตามสมัยนิยมที่เน้นใช้งานหน้าจอแบบเต็มตาไม่มีติ่งหน้าจอ อีกทั้งในเรื่อง หน่วยความจำมาพร้อมกับ UFS3.0 และ พ่วงด้วย RAM 12GB อีกทั้งยังใช้ Snapdragon 855 พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวอีกด้วย และยังมาพร้อมระบบชาร์จไว Warpcharge 30 ในการชาร์จไฟเข้า
Oneplus 7 Pro ในประเทศไทยนั้นเปิดตัวมาทั้งหมด 3 รุ่นหลักๆครับ
- ONEPLUS 7 PRO : RAM 6 GB STORAGE 128 GB : MIRROR GRAY 24990
- ONEPLUS 7 PRO : RAM 8 GB STORAGE 256 GB : MIRROR GRAY 26990
- ONEPLUS 7 PRO : RAM 12GB STORAGE 256 GB : NEBULA BLUE 29990
UNBOX
ตัวกล่องนั้นใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเก่าค่อนข้างชัดเจนทั้งเรื่องของขนาดตัวเครื่อง ที่ชาร์จอะไรต่างๆที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมและยังมีในเรื่องของการออกแบบที่คล้ายๆกับรุ่นก่อนหน้า มีชื่อรุ่นและโลโก้ด้านบน ยังคงเอกลักษณ์โทนสีขาวแดงได้ดีมากๆในค่ายนี้ ส่วนอุปกรณ์ในกล่องนั้นมีมาให้คล้ายกับรุ่นเดิมแต่ในครั้งนี้ไม่มีตัวแปลง Type-C ไป 3.5 มม.แล้ว
- ตัวเครื่อง Oneplus 7Pro
- ตัวเคสใส TPU
- ที่ชาร์จ WarpCharge 30W
- สายชาร์จ Type-C
- สติกเกอร์ คู่มือ และ ที่จิ้มซิม
- ฟิล์มกันรอยติดมาให้เลยจากโรงงาน
- ไม่มีหูฟัง และ ตัวแปลง3.5มม.
สายชาร์จนั้นเป็นแบบ Type-C ที่รองรับ WarpCharge และยังคงเป็นสายสีแดงแบบเดียวกับรุ่นอื่นๆรวมถึงมีที่หุ้มมาให้ตรงปลายสายต่างๆ และ ที่เด่นๆคือที่ชาร์จนั้นใหญ่กว่าเดิมค่อนข้างมาก และ มีเขียนบอกว่ากำลังไฟเท่าไรครับ 5v6A สำหรับ Warpcharge30
ตัวเคสที่แถมมานั้นยังคงทำได้คุณภาพดีเหมือนเดิมมีเขียนชื่อแบรนด์แปะไว้ขอบเครื่อง และ คลุมทั้งหน้าและหลังได้ดี แต่ด้านหน้านั้นจากที่รุ่นก่อนนั้นจะมีขอบป้องกันมุมทั้ง 4 ด้านมาให้แต่ในรุ่นนี้ด้วยการที่เป็นขอบจอโค้ง อาจจะทำให้การปกป้องนั้นไม่ได้ดีมากเท่ารุ่นก่อนๆ ส่วนด้านหลังก็ปกป้องตัวเครื่องได้ดีและในชิ้นเลนส์ก็ปกป้องได้ระดับนึง
SPEC
- หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3120 x 1440) รีเฟรชเรท 90Hz
- CPU : Snapdragon 855
- RAM : 12GB
- ความจุ : (UFS 3.0)256GB ไม่รองรับ MicroSD Card
- กล้องหลัง : เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), เลนส์ซูมออพติคอล 3x ความละเอียด 8MP (f/2.4), OIS + เลนส์ Ultra-wide angle 117 องศา ความละเอียด 16MP (f/2.2)
- กล้องหน้า: 16MP (f/2.0)
- ระบบเสียง : ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงคู่สเตอริโอ, Dolby Atmos
- สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
- แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับ Warp Charge 30W
- ระบบ Android 9.0 ครอบด้วย OxygenOS 9.5
DESIGN
ในด้านการออกแบบรุ่นนี้ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดในด้านหน้าที่มีการพัฒนาขึ้นแต่ในด้านหลังนั้นอาจจะไม่ได้แตกต่างกับรุ่นก่อนหน้านี้เท่าไรการวางกล้องยังคงวางตรงกลางและเป็น 3 กล้องแนวยาว แต่ในรุ่นที่ขายในไทยจะไม่มีเขียนว่า 48MP นะครับ และ ฝาหลังในรุ่น 12GB นั้นจะเป็นสีน้ำเงินแบบด้านค่อนข้างสวยงาม และเล่นกับแสงสีได้ดีมากๆ แต่อีกอย่างที่รู้สึกได้ถึงความหนาและมีน้ำหนักพอสมควรสำหรับตัวนี้และมีขนาดใหญ่แบบรู้สึกได้ในการจับถือ ส่วนหน้าจอนั้นเป็นแบบเต็มจอเต็มตาไม่มีติ่งและในรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอขอบโค้งครั้งแรกของทางOneplus
ทางด้านหน้าจอนั้นเป็นหน้าจอแบบเต็มตามาในชื่อ Fluid AMOLED ขอบโค้ง ซึ่งมีขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รองรับ HDR10+ รีเฟรชเรท 90Hz ความหนาแน่นพิกเซล 516ppi อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 และสว่างสูงสุด 800 NITS
ขอบด้านล่างหน้าจอตัวนี้ต้องบอกว่าทำได้บางมากๆเรียกได้ว่าบางเกือบจะเท่าขอบด้านอื่นๆแล้ว และในการคุมนั้นสามารถใช้งานแบบเต็มหน้าจอ หรือ เป็นปุ่มปกติได้ครับ ในส่วนของสแกนนิ้วนั้นอยู่ตรงกลางด้านล่างหน้าจอ
ขอบหน้าจอด้านบนนั้นทำได้ค่อนข้างบางเป็นที่อยู่ของ ลำโพงสนทนา และ ลำโพงตัวที่ 2 และ เซนเซอร์ต่างๆแฝงไว้ตรงขอบหน้าจอ ส่วนเรื่องไฟแจ้งเตือนนั้นไม่มีแล้วนะครับ จะใช้เป็นไฟแจ้งเตือนตรงขอบข้างหน้าจอแทนที่เป็นส่วนโค้ง
ในส่วนของกล้องหน้านั้นเป็นแบบ PopUp ความละเอียด 16MP ที่ซ่อนอยู่ในตัวเครื่อง ใช้เวลาเรียกใช้งานค่อนข้างไวมากๆและรองรับการใช้งานมากกว่า 3 แสนครั้ง รวมถึงมีทดสอบความแข็งแรงกันอีกมามากพอสมควร และมีระบบเก็บอัตโนมัติถ้าทำหล่นครับ แบบเดียวกับ OPPO
ขอบเครื่องส่วนล่างนั้นเป็นที่อยู่ ของถาดซิมแบบ Dual sim รูไมค์ และ ช่องชาร์จแบบ USB-C รวมถึง ลำโพงหลักของตัวเครื่องและในรุ่นนี้มีลำโพงคู่ ทำงานร่วมกันกับด้านบนนั้นเอง
ขอบด้านขวาของตัวเครื่องนั้นจะเห็นถึงความโค้งทั้งหน้าและหลังของตัวเครื่องและกระจกหน้าจอและฝาหลังที่โค้งรับมือได้ดี และมีการไล่เฉดสีของตัวเครื่องด้วย ส่วนปุ่ม Power และ สวิทช์ เลื่อนเสียง นั้นยังมีมาให้อยู่ฝั่งนี้ทั้งหมด
ตัวขอบเครื่องด้านบนจะเห็น รูไมค์อีกตัว และรวมถึงกล้อง PopUp ที่ซ่อนอยู่ตรงส่วนนี้ วัสดุขอบเครื่องเป็นแบบเงาทั้งหมด แต่มีการไล่เฉดสีที่แตกต่างกัน
ฝั่งขอบด้านซ้ายตัวเครื่องตัวนี้จะเป็นปุ่ม เพิ่ม-ลดเสียงเท่านั้นและ ส่วนขอบเครื่องก็มีการเล่นสีเช่นเดียวกันกับอีกฝั่ง
ตัวถาดซิมด้านล่างนั้นเป็นแบบใส่ซิมได้ 2 ซิมซ้อนทับกันคนละฝั่ง และจะเห็นว่ามีซีลยางอยู่ด้วยแม้จะไม่มี IP Rating กันน้ำแต่ก็ไว้ใจได้ระดับนึงเลยทีเดียวครับ
ด้านหลังนั้นยังคงมีการออกแบบที่เรียบๆฝาหลังนั้นใช้วัสดุกระจกแต่มีการทำให้เป็นวัสดุแบบด้านเล่นกับแสงสีได้ค่อนข้างดีรวมถึงการจัดวางตำแหน่งกล้อง 3 ตัว ตรงกลางนั้น พร้อมกับโลโก้ Oneplus ฝาหลังนั้นโค้งลงมุมทั้ง 2 ข้างทำให้จับได้ค่อนข้างถนัดและถือได้ง่ายแม้จะมีเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่
กล้องหลังในรุ่นนี้มาพร้อมกันทั้งหมด 3 ตัว ซึ่งเป็น ตัวหลัก 48 ล้านพิกเซล F1.6 OIS กล้องตัวรองนั้น 8 ล้านพิกเซล, 3x เลนส์ telephoto, f/2.4, OIS และ กล้องมุมกว้าง 16 ล้านพิกเซล เลนส์ ultra-wide ที่มีการเล่นลวดลายตรงขอบกล้องบนล่าง เป็นวงล้อมรอบ และในรุ่นนี้มาพร้อมกับกันสั่น OIS ถึง2 ตัวเลยทีเดียวครับ ส่วนช่องระหว่างกลางนั้นจะเป็นพวกเซนเซอร์ต่างๆในการโฟกัสนั้นเอง
OXYGEN OS
Android 9 Pie ที่ครอบด้วย Oxygen OS 9.5 และ OnePlus ยังเปิดเผยอีกว่ามันจะได้รับการอัพเกรดซอฟแวร์เร็วเป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่ Google เท่านั้นเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งตลอด 2 ปีนี้จะได้รับการอัพเกรดใหญ่ๆทั้งหมด (จะอัพเกรดไปถึง Android 10 Q และ Android 11 R) และได้รับการอัพเกรดด้านความปลอดภัยไปอีก 3 ปี รับรองว่าไม่ถูกปล่อยลอยแพง่ายๆแน่นอน และยังมีฟีเจอร์เฉพาะอีก เช่น Fnatic game mode ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม และบล็อกการแจ้งเตือนที่จะมารบกวนระหว่างเล่นเกมอีกด้วย และช่วยปรับให้ traffic flow ของเกมดียิ่งขึ้น โดยลดการทำงานของแอพใน background ลง อีกทั้งยังมี Zen mode ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานวางมือจากสมาร์ทโฟนในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะปิดการแจ้งเตือนทุกอย่าง เหลือไว้แค่การแจ้งเตือนการโทรฉุกเฉิน และการใช้กล้อง ซึ่งเป็นการตัดสิ่งรบกวนไป ทำให้เรามีสมาธิในการทำงานหรือการเรียนมากขึ้นนั่นเอง
สแกนนิ้วนั้นเป็นแบบฝังอยู่นหน้าจอเช่นเดิมและยังคงใช้เทคโนโลยี Optical แบบเดิมครับแต่มีการพัฒนาขึ้นทำให้ใช้งานได้ไวกว่าเดิมเยอะมากๆและมีความแม่นยำที่ดี แตะเข้าหน้าได้เร็วสามารถใช้งานได้ตอนที่มีสัญลักษณ์ขึ้นมาบนหน้าจอและสามารถแตะเข้าเครื่องได้เลย แต่ถ้าหน้าจอดับอยู่จะสแกนนิ้วไม่ได้นะครับต้องเป็นหน้า Always On หรือ เปิดหน้าจออยู่ด้วย
ANTUTU
สำหรับการทดสอบคะแนน Antutu นั้นจากที่ได้ลองกดดูนั้นทำคะแนนได้ค่อนข้างสูงเลยแหละทำได้ถึง 370487 คะแนนซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆของ Android ในตอนนี้และยังมาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และRAM 12 GB และ การใช้ UFS 3.0 ทำให้มันจับหน้าจอ 90Hz ได้สบายๆและทำงานได้เต็มที่ของตัวเครื่องถือว่าเป็นอีกรุ่นที่มีความแรงในการใช้งานทั้งเรื่องของการเล่นเกม และ ในการใช้งานทั่วไปได้สบายๆครับ
SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้