คุณย่าของผมเสียเมื่อตอนผมอายุประมาณสิบห้า ท่านจากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งที่ปอด.
ผมเคยแอบคิดกลัวว่าท่านจะกลับมาเยี่ยมลูกๆหลานๆอย่างที่ผมเคยอ่านตามเว็ปเรื่องเล่าสยองขวัญ.
แต่ทว่า ตั้งแต่วันที่ท่านเสีย จนเป็นเดือนหลังงานฌาปณกิจ ท่านก็ยังไม่มาหาใครสักที...
ทั้งๆที่ทุกคนในบ้านก็เตรียมใจที่จะรอเจอท่านอีกครั้ง เพราะท่านก็เป็นเหมือนหัวใจของบ้านนี้ ที่ทุกคนรักและเคารพ.
จนผ่านมาได้ประมาณสองเดือน เป็นเวลาบ่ายๆของวันหนึ่ง ผมกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ตามปกติ...
ที่ตรงนี้ เมื่อก่อนจะเป็นที่ๆคุณย่าจะมานอนดูข่าวทั้งวัน แล้วก็จะมีผมคอยมาแย่งรีโมต อ้อนขอดูช่องการ์ตูนกับรายการมวยปล้ำ.
ผมนั่งดูทีวีไปคนเดียวตามปกติ ตามประสาเด็กปิดเทอมทั่วๆไป.
ทุกอย่างเหมือนเดิม เว้นแต่กลิ่นดอกไม้หอมชื่นใจที่จู่ๆก็จางเข้ามา..
ผมจำได้แน่นอน ผมไม่เคยได้กลิ่นนี้ที่อื่นใด นอกจากที่วัดในวันรดน้ำศพคุณย่า.
กลิ่นมันหอมเหมือนดอกไม้สีเหลืองๆ จางๆบางเบา จนกระทั่งชัดเจน ว่าเป็นกลิ่นดอกไม้คลุ้งทั่วบ้านจริงๆ...
ผมนั่งนิ่งและตายังคงดูโทรทัศน์ แต่ใจผมไม่ได้อยู่กับหน้าจอแล้ว.
บรรยากาศวันนั้นร้อนอบอ้าว แต่ผมกลับรู้สึกหนาววูบและเริ่มได้ยินเสียง”ชิ้ง” แม้โทรทัศน์จะเปิดอยู่...
แต่เสียงความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกกระวนกระวาย ผมทำตัวไม่ถูก ได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่บนโซฟาตัวเดิมของคุณย่า.
หัวใจผมเต้นแรง รู้สึกตึงๆในท้อง ใจหวิวๆ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..จนผมเริ่มผ่อนคลายและลืมไปเอง..
เมื่อรู้สึกตัวอีกที กลิ่นนั้นก็หายไปแล้ว.
ผ่านไปอีกหลายวัน จนผมลืมไปแล้วว่าเคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น...
แต่ผมก็มานึกออกอีกครั้ง ตรงที่เดิม ช่วงเวลาตอนบ่ายๆเหมือนเดิม กลิ่นเดิม...
และผมที่นั่งอยู่ที่เดิม..บนโซฟาตัวเก่งของคุณย่า โดยกลิ่นจะมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ.
ทว่านานๆไปผมก็เริ่มชินเมื่อได้กลิ่นนี้บ่อยขึ้น จนผมเลิกที่จะกังวล เหลือเพียงแค่อาการขนลุกเฉยๆเวลาได้กลิ่นนี้...
และถ้าไม่นั่งทำตัวปกติก็จะทำเป็นลุกไปทำอะไรนอกบ้านแทน.
ผ่านไปสองปี ผมไม่เคยได้กลิ่นดอกไม้นั้นอีกแล้ว แต่กลับมาเป็นอีกกลิ่นที่ทำให้ผมเชื่อว่าเป็นท่านจริงๆ
มันเป็นเวลาเพียงสามทุ่มเท่านั้น และมีแค่ผมอยู่คนเดียวในบ้าน ณ คืนนั้น บนชั้นสอง...ห้องนอนของผมเอง.
ผมดื่มน้ำที่กดมาจากห้องครัวจนหมด และตัดสินใจจะลงไปกดใหม่อีกครั้งเผื่อตื่นมากระหายน้ำกลางดึก
ผมเดินลงบันไดไปได้ครึ่งทาง จนผมสะดุดกับกลิ่นๆหนึ่ง ผมเคยได้กลิ่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ที่ผมเคยดมที่วัด
ไม่ใช่กลิ่นที่ผมเคยสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ แต่เป็นกลิ่นที่ทุกคนในบ้านคุ้นเคยกันดี...
มันคือกลิ่นน้ำหอม4711ที่คุณย่าของผมใช้อยู่กลิ่นเดียวตลอดมา มันเป็นกลิ่นหอมชื่นใจแบบผ้าเย็นบนเครื่องบิน.
ทันที่ทีผมได้กลิ่นนั้น ผมชะงักเพียงครู่เดียว แล้วตัดสินใจกลั้นจมูกเดินฝ่ากลิ่นนั้นลงไปข้างล่างแบบไม่แสดงอาการใดๆ.
ไม่ใช่เพราะผมไม่กลัว แต่ผมเองไม่แน่ใจ และไม่อยากกระโตกกระตากให้สิ่งใดๆได้รู้ว่าผมสัมผัสได้ถึงการมีหรือไม่มีอยู่ของเค้า.
ผมกดน้ำตามปกติ ทุกอย่างเงียบสนิท ตามมาด้วยเสียง”ชิ้ง” ผมเหลียวมองรอบตัวตลอดเวลาที่ผมกำลังกดน้ำใส่แก้ว...
พร้อมอาการเสียวสันหลังวาบ และขนที่ลุกขึ้นตามแขน...
รอบตัวผมมืดและวังเวงไปหมด ผมพยายามไม่เหลียวมองกระจกใดๆสักบาน และถึงกับต้องชั่งใจสักครู่ก่อนจะเดินกลับมาที่บันได
ตลอดทางที่เดินกลับ ผมไม่ได้กลิ่นน้ำหอมนั้นแม้แต่น้อย ผมรู้สึกโล่งใจและตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ที่ผมจะเล่าให้ที่บ้านฟังแน่นอนในวันรุ่งขึ้น.
ผมเดินผ่านจุดที่ผมได้กลิ่น ผมสูดอากาศจนแน่ใจ มันหายไปแล้ว อาจจะจมูกเพี้ยนไปเองก็ได้...
ทว่ากลิ่นนั้นไม่ได้หายไปไหนเลย... มันกลับมาคลุ้งอยู่หน้าประตูห้องนอนของผม กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่ผมเจอมาเมื่อสักครู่...
ผมลังเล ไม่กล้าจะเปิดประตูเข้าห้อง ทุกความเชื่อ ทุกเรื่องเล่า ทุกความเป็นไปได้ที่ผมเคยอ่านมา มันตีกันไปหมด...
จนสุดท้าย ผมก็วิ่งพรวดเข้าห้องจนได้ โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลัง เปิดไฟเพดานทั้งสองดวง แล้วห่อทั้งตัวด้วยผ้าห่ม
(โดยไม่ลืมที่จะห่อไปถึงเท้าด้วย ดูไกลๆนึกว่าดักแด้)
แล้วสิ่งที่ผมเคยคิดไว้ก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อกลิ่นนั้นย้ายจากหน้าห้อง เข้ามาอยู่ในห้องกับผม...
แม้ไฟในห้องจะเปิดสว่างโร่ แต่กลิ่นนั้นกลับชัดเจน ไม่แตกต่างจากตอนที่ผมได้กลิ่นตรงบันได.
คืนนั้นผมถึงกับเข้ามาตั้งกระทู้หาเพื่อนคุยด้วย เพราะอยู่คนเดียวไม่ไหวจริงๆ ตั้งขณะที่กลิ่นนั้นยังอยู่...
ไม่กล้าโทรไปหาใคร กลัวว่าถ้าคุณย่าท่านได้ยินว่าผมกลัว ท่านจะรู้สึกไม่ดีกับผมเอา.
แต่ละคนที่มาคอมเม้นต์ก็ให้ความเห็นว่าท่านคงคิดถึงและอยากมาหาหลานๆ (กระทู้หายไปแล้ว คงตอนเว็ปอัพเดตใหม่)
จนสักพักกลิ่นนั้นก็หายไปเอง และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้กลิ่นนั้น ผมไม่เคยสัมผัสได้ถึงคุณย่าอีกเลย...
มีเพียงคนอื่นๆในบ้านที่เห็นแว้บๆกับตาบ่อยขึ้นๆ...ยกเว้นผมที่โชคดีเจอแค่กลิ่น.
มานึกย้อนกลับไป รู้สึกว่ามันหอมชื่นใจมากจริงๆครับ.
กลับมาเยี่ยมหลาน
ผมเคยแอบคิดกลัวว่าท่านจะกลับมาเยี่ยมลูกๆหลานๆอย่างที่ผมเคยอ่านตามเว็ปเรื่องเล่าสยองขวัญ.
แต่ทว่า ตั้งแต่วันที่ท่านเสีย จนเป็นเดือนหลังงานฌาปณกิจ ท่านก็ยังไม่มาหาใครสักที...
ทั้งๆที่ทุกคนในบ้านก็เตรียมใจที่จะรอเจอท่านอีกครั้ง เพราะท่านก็เป็นเหมือนหัวใจของบ้านนี้ ที่ทุกคนรักและเคารพ.
จนผ่านมาได้ประมาณสองเดือน เป็นเวลาบ่ายๆของวันหนึ่ง ผมกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ตามปกติ...
ที่ตรงนี้ เมื่อก่อนจะเป็นที่ๆคุณย่าจะมานอนดูข่าวทั้งวัน แล้วก็จะมีผมคอยมาแย่งรีโมต อ้อนขอดูช่องการ์ตูนกับรายการมวยปล้ำ.
ผมนั่งดูทีวีไปคนเดียวตามปกติ ตามประสาเด็กปิดเทอมทั่วๆไป.
ทุกอย่างเหมือนเดิม เว้นแต่กลิ่นดอกไม้หอมชื่นใจที่จู่ๆก็จางเข้ามา..
ผมจำได้แน่นอน ผมไม่เคยได้กลิ่นนี้ที่อื่นใด นอกจากที่วัดในวันรดน้ำศพคุณย่า.
กลิ่นมันหอมเหมือนดอกไม้สีเหลืองๆ จางๆบางเบา จนกระทั่งชัดเจน ว่าเป็นกลิ่นดอกไม้คลุ้งทั่วบ้านจริงๆ...
ผมนั่งนิ่งและตายังคงดูโทรทัศน์ แต่ใจผมไม่ได้อยู่กับหน้าจอแล้ว.
บรรยากาศวันนั้นร้อนอบอ้าว แต่ผมกลับรู้สึกหนาววูบและเริ่มได้ยินเสียง”ชิ้ง” แม้โทรทัศน์จะเปิดอยู่...
แต่เสียงความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกกระวนกระวาย ผมทำตัวไม่ถูก ได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่บนโซฟาตัวเดิมของคุณย่า.
หัวใจผมเต้นแรง รู้สึกตึงๆในท้อง ใจหวิวๆ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..จนผมเริ่มผ่อนคลายและลืมไปเอง..
เมื่อรู้สึกตัวอีกที กลิ่นนั้นก็หายไปแล้ว.
ผ่านไปอีกหลายวัน จนผมลืมไปแล้วว่าเคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น...
แต่ผมก็มานึกออกอีกครั้ง ตรงที่เดิม ช่วงเวลาตอนบ่ายๆเหมือนเดิม กลิ่นเดิม...
และผมที่นั่งอยู่ที่เดิม..บนโซฟาตัวเก่งของคุณย่า โดยกลิ่นจะมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ.
ทว่านานๆไปผมก็เริ่มชินเมื่อได้กลิ่นนี้บ่อยขึ้น จนผมเลิกที่จะกังวล เหลือเพียงแค่อาการขนลุกเฉยๆเวลาได้กลิ่นนี้...
และถ้าไม่นั่งทำตัวปกติก็จะทำเป็นลุกไปทำอะไรนอกบ้านแทน.
ผ่านไปสองปี ผมไม่เคยได้กลิ่นดอกไม้นั้นอีกแล้ว แต่กลับมาเป็นอีกกลิ่นที่ทำให้ผมเชื่อว่าเป็นท่านจริงๆ
มันเป็นเวลาเพียงสามทุ่มเท่านั้น และมีแค่ผมอยู่คนเดียวในบ้าน ณ คืนนั้น บนชั้นสอง...ห้องนอนของผมเอง.
ผมดื่มน้ำที่กดมาจากห้องครัวจนหมด และตัดสินใจจะลงไปกดใหม่อีกครั้งเผื่อตื่นมากระหายน้ำกลางดึก
ผมเดินลงบันไดไปได้ครึ่งทาง จนผมสะดุดกับกลิ่นๆหนึ่ง ผมเคยได้กลิ่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ที่ผมเคยดมที่วัด
ไม่ใช่กลิ่นที่ผมเคยสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ แต่เป็นกลิ่นที่ทุกคนในบ้านคุ้นเคยกันดี...
มันคือกลิ่นน้ำหอม4711ที่คุณย่าของผมใช้อยู่กลิ่นเดียวตลอดมา มันเป็นกลิ่นหอมชื่นใจแบบผ้าเย็นบนเครื่องบิน.
ทันที่ทีผมได้กลิ่นนั้น ผมชะงักเพียงครู่เดียว แล้วตัดสินใจกลั้นจมูกเดินฝ่ากลิ่นนั้นลงไปข้างล่างแบบไม่แสดงอาการใดๆ.
ไม่ใช่เพราะผมไม่กลัว แต่ผมเองไม่แน่ใจ และไม่อยากกระโตกกระตากให้สิ่งใดๆได้รู้ว่าผมสัมผัสได้ถึงการมีหรือไม่มีอยู่ของเค้า.
ผมกดน้ำตามปกติ ทุกอย่างเงียบสนิท ตามมาด้วยเสียง”ชิ้ง” ผมเหลียวมองรอบตัวตลอดเวลาที่ผมกำลังกดน้ำใส่แก้ว...
พร้อมอาการเสียวสันหลังวาบ และขนที่ลุกขึ้นตามแขน...
รอบตัวผมมืดและวังเวงไปหมด ผมพยายามไม่เหลียวมองกระจกใดๆสักบาน และถึงกับต้องชั่งใจสักครู่ก่อนจะเดินกลับมาที่บันได
ตลอดทางที่เดินกลับ ผมไม่ได้กลิ่นน้ำหอมนั้นแม้แต่น้อย ผมรู้สึกโล่งใจและตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ที่ผมจะเล่าให้ที่บ้านฟังแน่นอนในวันรุ่งขึ้น.
ผมเดินผ่านจุดที่ผมได้กลิ่น ผมสูดอากาศจนแน่ใจ มันหายไปแล้ว อาจจะจมูกเพี้ยนไปเองก็ได้...
ทว่ากลิ่นนั้นไม่ได้หายไปไหนเลย... มันกลับมาคลุ้งอยู่หน้าประตูห้องนอนของผม กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่ผมเจอมาเมื่อสักครู่...
ผมลังเล ไม่กล้าจะเปิดประตูเข้าห้อง ทุกความเชื่อ ทุกเรื่องเล่า ทุกความเป็นไปได้ที่ผมเคยอ่านมา มันตีกันไปหมด...
จนสุดท้าย ผมก็วิ่งพรวดเข้าห้องจนได้ โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลัง เปิดไฟเพดานทั้งสองดวง แล้วห่อทั้งตัวด้วยผ้าห่ม
(โดยไม่ลืมที่จะห่อไปถึงเท้าด้วย ดูไกลๆนึกว่าดักแด้)
แล้วสิ่งที่ผมเคยคิดไว้ก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อกลิ่นนั้นย้ายจากหน้าห้อง เข้ามาอยู่ในห้องกับผม...
แม้ไฟในห้องจะเปิดสว่างโร่ แต่กลิ่นนั้นกลับชัดเจน ไม่แตกต่างจากตอนที่ผมได้กลิ่นตรงบันได.
คืนนั้นผมถึงกับเข้ามาตั้งกระทู้หาเพื่อนคุยด้วย เพราะอยู่คนเดียวไม่ไหวจริงๆ ตั้งขณะที่กลิ่นนั้นยังอยู่...
ไม่กล้าโทรไปหาใคร กลัวว่าถ้าคุณย่าท่านได้ยินว่าผมกลัว ท่านจะรู้สึกไม่ดีกับผมเอา.
แต่ละคนที่มาคอมเม้นต์ก็ให้ความเห็นว่าท่านคงคิดถึงและอยากมาหาหลานๆ (กระทู้หายไปแล้ว คงตอนเว็ปอัพเดตใหม่)
จนสักพักกลิ่นนั้นก็หายไปเอง และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้กลิ่นนั้น ผมไม่เคยสัมผัสได้ถึงคุณย่าอีกเลย...
มีเพียงคนอื่นๆในบ้านที่เห็นแว้บๆกับตาบ่อยขึ้นๆ...ยกเว้นผมที่โชคดีเจอแค่กลิ่น.
มานึกย้อนกลับไป รู้สึกว่ามันหอมชื่นใจมากจริงๆครับ.