จะว่าไปแล้ว เรื่องความคิดที่จะไปดูรถไฟนี้ ไม่อยู่ในหัวผมเลย
จนกระทั่ง อ.วิรัตน์ โทรฯ มาหาผมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
"ช่วงนี้พี่ว่างไหมครับ ? อยากจะชวนพี่เที่ยวดูรถไฟกันหน่อย"
"ที่ไหนครับ ?"
"ญี่ปุ่น"
มือถือแทบหลุดจากมือ เพราะไม่คิดว่าจะไปไกลถึงปานนั้น ตามรอยชาวคณะ GEA Fanclub ของ อ.ตุ้ย ด้วยสิ
"ไปดูอะไรครับ ?" ซักถามอาจารย์ด้วยความกังขา
"ไปนั่ง ซินกังเซ็น ครับ จากซัปโปโร ลงไปถึง คาโกชิมา และนั่งรถไฟท่องเที่ยว ใช้เวลาเดินทางราว 10 วัน"
"ค่าใช้จ่ายล่ะครับ ?"
"ตามที่ผมคิดตอนนี้ ราวสี่หมื่นบาทเศษ"
นั่งคิดสาระตะดูแล้ว เงินออมที่เพิ่งจะครบกำหนดหมาดๆ พอจะรับมือได้
"กำหนดเวลาเดินทางล่ะครับ ?"
"ราวปลายเดือนเมษายนครับ"
หนีร้อนไปเที่ยวญี่ปุ่นสักพัก คงจะดี
"แล้วมีใครไปบ้างครับ ?"
"มีคุณนพคนหนึ่ง ซึ่งแกฝากผมโทรฯ มาชวนพี่นี่แหละ"
"ตอนนี้จะให้ผมเตรียมอะไรบ้างครับ ?"
"เดี๋ยวพี่ค่อยโอนเงินส่งให้ผม ตามรายการที่ผมจะวางแผนล่วงหน้า มีค่าตั๋วเครื่องบิน ค่า JR Rail Pass ค่าที่พัก แล้วจะแจ้งให้พี่อีกทีนะครับ"
หลังจากหลวมตัวรับปาก อ.วิรัตน์ ไปแล้ว ก็เริ่มทะยอยโอนเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปให้ พร้อมๆ กับตัวเองกำลังวุ่นวายกับงานศพของบรรดาญาติๆ ที่ล่วงลับเป็นทิวแถวด้วยความร้อนจากบรรยากาศที่ร้อนระอุช่วงเดือนเมษายน
ส่วน อ.วิรัตน์ นั้น ทุ่มทุนสร้าง โดยลงทุนพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่นก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะมากับรายการทัวร์ตามใจชาวคณะในภายหลัง
จนกระทั่งกำหนดการเริ่มกระชั้นงวดเข้ามา นั่นแหละ ถึงได้มีโอกาสพบปะพร้อมหน้าพร้อมตากันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ไป transfer เครื่องที่นั่นไปยังสนามบิน นาริตะ ไปผจญภัยขึ้นรถไฟของญี่ปุ่นต่อไป
เหตุที่ใช้บริการของสายการบินเพื่อนบ้านนั้น เพราะมีราคาถูกตอนช่วงจองตั๋ว เลยได้ลูกค้าไปอย่างง่ายดาย
เรื่องราวของชาวคณะจะเริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้ โดยแบ่งเป็นหลายตอน จนกว่าจะสิ้นสุดการเดินทางล่ะครับ

ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุ เวลาบ่ายสองโมงเศษวันที่ 24 เมษายน ผมก็สะพานเป้ ลากกระเป๋าติดลูกล้อ ลงมุดดิน ต่อด้วยแอร์พอร์ตลิงค์ ราวชั่วโมงเศษก็มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิดังใจปรารถนา
ที่นั่น คุณนพ ซึ่งนั่งเครื่องมาจากภูเก็ต มารอเป็นคนแรกอยู่แล้ว ตามด้วย อ.วิรัตน์ ซึ่งนั่งรถแท็กซี่จากบ้านตามมาสมทบเป็นรายล่าสุด
หลังจากทักทายตามอัธยาศัยแล้ว ต่างคนต่างแพ็กกระเป๋าให้อยู่ในสภาพแน่นหนา พร้อมทำเครื่องหมายไว้เสร็จสรรพ เพื่อความสะดวกต่อการค้นหาเวลาถึงปลายทาง
ส่วนข้าวของที่จำเป็นจริงๆ นั้น จะบรรจุในเป้สะพายหลังแทน
Konnichiwa Nihon no densha (1)
จนกระทั่ง อ.วิรัตน์ โทรฯ มาหาผมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
"ช่วงนี้พี่ว่างไหมครับ ? อยากจะชวนพี่เที่ยวดูรถไฟกันหน่อย"
"ที่ไหนครับ ?"
"ญี่ปุ่น"
มือถือแทบหลุดจากมือ เพราะไม่คิดว่าจะไปไกลถึงปานนั้น ตามรอยชาวคณะ GEA Fanclub ของ อ.ตุ้ย ด้วยสิ
"ไปดูอะไรครับ ?" ซักถามอาจารย์ด้วยความกังขา
"ไปนั่ง ซินกังเซ็น ครับ จากซัปโปโร ลงไปถึง คาโกชิมา และนั่งรถไฟท่องเที่ยว ใช้เวลาเดินทางราว 10 วัน"
"ค่าใช้จ่ายล่ะครับ ?"
"ตามที่ผมคิดตอนนี้ ราวสี่หมื่นบาทเศษ"
นั่งคิดสาระตะดูแล้ว เงินออมที่เพิ่งจะครบกำหนดหมาดๆ พอจะรับมือได้
"กำหนดเวลาเดินทางล่ะครับ ?"
"ราวปลายเดือนเมษายนครับ"
หนีร้อนไปเที่ยวญี่ปุ่นสักพัก คงจะดี
"แล้วมีใครไปบ้างครับ ?"
"มีคุณนพคนหนึ่ง ซึ่งแกฝากผมโทรฯ มาชวนพี่นี่แหละ"
"ตอนนี้จะให้ผมเตรียมอะไรบ้างครับ ?"
"เดี๋ยวพี่ค่อยโอนเงินส่งให้ผม ตามรายการที่ผมจะวางแผนล่วงหน้า มีค่าตั๋วเครื่องบิน ค่า JR Rail Pass ค่าที่พัก แล้วจะแจ้งให้พี่อีกทีนะครับ"
หลังจากหลวมตัวรับปาก อ.วิรัตน์ ไปแล้ว ก็เริ่มทะยอยโอนเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปให้ พร้อมๆ กับตัวเองกำลังวุ่นวายกับงานศพของบรรดาญาติๆ ที่ล่วงลับเป็นทิวแถวด้วยความร้อนจากบรรยากาศที่ร้อนระอุช่วงเดือนเมษายน
ส่วน อ.วิรัตน์ นั้น ทุ่มทุนสร้าง โดยลงทุนพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่นก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะมากับรายการทัวร์ตามใจชาวคณะในภายหลัง
จนกระทั่งกำหนดการเริ่มกระชั้นงวดเข้ามา นั่นแหละ ถึงได้มีโอกาสพบปะพร้อมหน้าพร้อมตากันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ไป transfer เครื่องที่นั่นไปยังสนามบิน นาริตะ ไปผจญภัยขึ้นรถไฟของญี่ปุ่นต่อไป
เหตุที่ใช้บริการของสายการบินเพื่อนบ้านนั้น เพราะมีราคาถูกตอนช่วงจองตั๋ว เลยได้ลูกค้าไปอย่างง่ายดาย
เรื่องราวของชาวคณะจะเริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้ โดยแบ่งเป็นหลายตอน จนกว่าจะสิ้นสุดการเดินทางล่ะครับ
ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุ เวลาบ่ายสองโมงเศษวันที่ 24 เมษายน ผมก็สะพานเป้ ลากกระเป๋าติดลูกล้อ ลงมุดดิน ต่อด้วยแอร์พอร์ตลิงค์ ราวชั่วโมงเศษก็มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิดังใจปรารถนา
ที่นั่น คุณนพ ซึ่งนั่งเครื่องมาจากภูเก็ต มารอเป็นคนแรกอยู่แล้ว ตามด้วย อ.วิรัตน์ ซึ่งนั่งรถแท็กซี่จากบ้านตามมาสมทบเป็นรายล่าสุด
หลังจากทักทายตามอัธยาศัยแล้ว ต่างคนต่างแพ็กกระเป๋าให้อยู่ในสภาพแน่นหนา พร้อมทำเครื่องหมายไว้เสร็จสรรพ เพื่อความสะดวกต่อการค้นหาเวลาถึงปลายทาง
ส่วนข้าวของที่จำเป็นจริงๆ นั้น จะบรรจุในเป้สะพายหลังแทน