คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
***
ถ้าเป็นการรบในสงครามสนามเพลาะอย่างเต็มรูปแบบนั้นกองทัพไทยเราแทบจะไม่นำยุทธวิธีนี้มาใช้เท่าไหร่ครับ ส่วนในแถบเอเซียใกล้เคียงสุดคือช่วงสงครามโลกครั้งที่2ในบางสมรภูมิที่จีนรบยันไปมากับญี่ปุ่น และช่วงสงครามเวียดนามที่พวกมะริกันมีการสร้างค่ายขุดคูตามพื้นที่ส่วนหน้าต่างๆและต้องรับการบุกจากพวกเวียดกง แต่ทว่าเทคนิคในการการขุดสนามเพลาะรอบฐานที่ตั้งหรือการวางกับดักต่างๆนั้นก็ยังมีใช้อยู่ในหลายสมรภูมิ ซึ่งสำหรับช่วงสงครามโลกครั้งแรกนั้นสาเหตุของสงครามสนามเพลาะมันมีที่มาที่ไปนะครับ เพราะแรกเริ่มเดิมทีกองทัพของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เทคนิคนี้และต่างต้องการเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้รวดเร็วที่สุด
แต่ปัญหาในห้วงนั้นคือเทคโนโลยีของอาวุธยุทโธปกรณ์มันดันก้าวล้ำหน้าไปกว่ายุทธวิธีทางการรบของทหารราบครับ กล่าวคือยุคนั้นมีการใช้ปืนใหญ่พิสัยไกล ลูกปืนแตกอากาศ ก๊าซพิษ เครื่องบิน อาวุธอัตโนมัติกันแล้ว แต่รูปแบบการรบในช่วงแรกยังนิยมใช้การเคลื่อนที่เข้าตีของหน่วยทหารขนาดใหญ่ติดตั้งอาวุธประจำกายระบบลูกเลื่อน ระดมพลเข้าตีฐานให้แตกหักด้วยการสนับสนุนของทหารม้าและปืนใหญ่ในแนวหลัง ซึ่งเทคนิคนี้พอมาเจอกับอาวุธที่มีพลานุภาพทำลายล้างสูงจึงทำให้ยอดของผู้บาดเจ็บล้มตายมีสูงมาก ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรและมหาอำนาจกลางต่างก็ไม่สามารถรุกคืบไปข้างหน้าได้ตามแผนเดิมจนเกิดการขุดแนวสนามเพลาะที่ยาวที่สุดในโลกนับตั้งแต่ฝั่งทะเลเหนือไปจนถึงตอนใต้ของฝรั่งเศสขึ้นมา

ซึ่งแนวสนามเพลาะที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดเกือบ4ปีทำให้ในช่วงปลายสงครามกองทัพเยอรมนีจึงริเริ่มนำเทคนิคการยุทธแบบใหม่มาใช้ โดยเริ่มจากการจัดตั้งหน่วยทหารระดับหัวกะทิที่ชื่อ "สตอร์มทรูปเปอร์" ขึ้นมา โดยทหารในหน่วยนี้จะถูกคัดเลือกมาจากบรรดาทหารราบฝีมือดีในกองทัพเอามาฝึกฝนเทคนิคการรบแบบใหม่และประจำกายอาวุธอัตโนมัติรุ่นใหม่อย่างเช่นปืนกลมือMP-18หรือปืนไรเฟิลประเภทคาร์บิน โดยกองทัพเยอรมันเปลี่ยนแผนจากการใช้เทคนิคเฮโลคลื่นมนุษย์เข้าใส่สนามเพลาะเป็นการใช้หน่วย "สตอรมทรูปเปอร์" ที่ฝึกมาอย่างดีสนธิกำลังกับทหารช่างที่ติดตั้งระเบิดมือ เครื่องยิงลูกระเบิดระเบิด เครื่องพ่นไฟ อุปกรณ์ทำลายสนามเพลาะ กลายเป็นหน่วยรบขนาดเล็ก เคลื่อนที่เร็ว มีความสามารถในการตีโฉบฉวยและทำลายแนวรั้วสนามเพลาะได้ด้วยเวลาอันสั้น

แล้วจึงให้ทหาเหล่านี้เเข้าตีแนวสนามเพลาะเป็นจุดๆไปโดยใช้การระดมยิงปืนใหญ่ไปยังเป้าหมายที่จะเข้าตีเท่านั้นไม่ยิงกราดปูพรมไปทั่วแบบปรกติ และเมื่อแนวป้องกันของสนามเพลาะแตกเป้นจุดโหว่แล้วกำลังรบหลักจึงค่อยรุกคืบตามเข้าไปสมทบ ซึ่งเยอรมนีนำเทคนิคนี้มาใช้อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกตอน "ปฏิบัติการมิคาเอล" ในช่วงท้ายสงครามและได้รับผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้แนวสนามเพลาะที่หยุดนิ่งอยู่นานหลายปีแตกออก และกองทัพเยอรมนีสามารถรุกคืบเข้าไปได้เกือบจะถึงกรุงปารีสอยู่รอมร่อ แต่เพราะปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุง กับการที่กองทัพของออสเตรเลียสามารถยันการรุกของทหารเยอรมันในบางพื้นที่ได้และการเข้ามาสนับสนุนของทหารมะริกันจำนวนมหาศาล จึงทำให้ผลของสงครามไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายเยอรมันคาดไว้จนนำไปสู่การแพ้สงครามในที่สุด

(May the Spoil be with you)
ขอสปอยล์จงสถิตย์อยู่กับท่าน
ถ้าเป็นการรบในสงครามสนามเพลาะอย่างเต็มรูปแบบนั้นกองทัพไทยเราแทบจะไม่นำยุทธวิธีนี้มาใช้เท่าไหร่ครับ ส่วนในแถบเอเซียใกล้เคียงสุดคือช่วงสงครามโลกครั้งที่2ในบางสมรภูมิที่จีนรบยันไปมากับญี่ปุ่น และช่วงสงครามเวียดนามที่พวกมะริกันมีการสร้างค่ายขุดคูตามพื้นที่ส่วนหน้าต่างๆและต้องรับการบุกจากพวกเวียดกง แต่ทว่าเทคนิคในการการขุดสนามเพลาะรอบฐานที่ตั้งหรือการวางกับดักต่างๆนั้นก็ยังมีใช้อยู่ในหลายสมรภูมิ ซึ่งสำหรับช่วงสงครามโลกครั้งแรกนั้นสาเหตุของสงครามสนามเพลาะมันมีที่มาที่ไปนะครับ เพราะแรกเริ่มเดิมทีกองทัพของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เทคนิคนี้และต่างต้องการเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้รวดเร็วที่สุด
ทหารมะริกันกำลังขุดสนามเพลาะในช่วงสงครามเวียดนาม

แต่ปัญหาในห้วงนั้นคือเทคโนโลยีของอาวุธยุทโธปกรณ์มันดันก้าวล้ำหน้าไปกว่ายุทธวิธีทางการรบของทหารราบครับ กล่าวคือยุคนั้นมีการใช้ปืนใหญ่พิสัยไกล ลูกปืนแตกอากาศ ก๊าซพิษ เครื่องบิน อาวุธอัตโนมัติกันแล้ว แต่รูปแบบการรบในช่วงแรกยังนิยมใช้การเคลื่อนที่เข้าตีของหน่วยทหารขนาดใหญ่ติดตั้งอาวุธประจำกายระบบลูกเลื่อน ระดมพลเข้าตีฐานให้แตกหักด้วยการสนับสนุนของทหารม้าและปืนใหญ่ในแนวหลัง ซึ่งเทคนิคนี้พอมาเจอกับอาวุธที่มีพลานุภาพทำลายล้างสูงจึงทำให้ยอดของผู้บาดเจ็บล้มตายมีสูงมาก ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรและมหาอำนาจกลางต่างก็ไม่สามารถรุกคืบไปข้างหน้าได้ตามแผนเดิมจนเกิดการขุดแนวสนามเพลาะที่ยาวที่สุดในโลกนับตั้งแต่ฝั่งทะเลเหนือไปจนถึงตอนใต้ของฝรั่งเศสขึ้นมา
ทหารราบในสนามเพลาะช่วงสงครามโลกครั้งที่1

ซึ่งแนวสนามเพลาะที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดเกือบ4ปีทำให้ในช่วงปลายสงครามกองทัพเยอรมนีจึงริเริ่มนำเทคนิคการยุทธแบบใหม่มาใช้ โดยเริ่มจากการจัดตั้งหน่วยทหารระดับหัวกะทิที่ชื่อ "สตอร์มทรูปเปอร์" ขึ้นมา โดยทหารในหน่วยนี้จะถูกคัดเลือกมาจากบรรดาทหารราบฝีมือดีในกองทัพเอามาฝึกฝนเทคนิคการรบแบบใหม่และประจำกายอาวุธอัตโนมัติรุ่นใหม่อย่างเช่นปืนกลมือMP-18หรือปืนไรเฟิลประเภทคาร์บิน โดยกองทัพเยอรมันเปลี่ยนแผนจากการใช้เทคนิคเฮโลคลื่นมนุษย์เข้าใส่สนามเพลาะเป็นการใช้หน่วย "สตอรมทรูปเปอร์" ที่ฝึกมาอย่างดีสนธิกำลังกับทหารช่างที่ติดตั้งระเบิดมือ เครื่องยิงลูกระเบิดระเบิด เครื่องพ่นไฟ อุปกรณ์ทำลายสนามเพลาะ กลายเป็นหน่วยรบขนาดเล็ก เคลื่อนที่เร็ว มีความสามารถในการตีโฉบฉวยและทำลายแนวรั้วสนามเพลาะได้ด้วยเวลาอันสั้น
ทหารหน่วยสตอร์มทรูปเปอร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่1

แล้วจึงให้ทหาเหล่านี้เเข้าตีแนวสนามเพลาะเป็นจุดๆไปโดยใช้การระดมยิงปืนใหญ่ไปยังเป้าหมายที่จะเข้าตีเท่านั้นไม่ยิงกราดปูพรมไปทั่วแบบปรกติ และเมื่อแนวป้องกันของสนามเพลาะแตกเป้นจุดโหว่แล้วกำลังรบหลักจึงค่อยรุกคืบตามเข้าไปสมทบ ซึ่งเยอรมนีนำเทคนิคนี้มาใช้อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกตอน "ปฏิบัติการมิคาเอล" ในช่วงท้ายสงครามและได้รับผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้แนวสนามเพลาะที่หยุดนิ่งอยู่นานหลายปีแตกออก และกองทัพเยอรมนีสามารถรุกคืบเข้าไปได้เกือบจะถึงกรุงปารีสอยู่รอมร่อ แต่เพราะปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุง กับการที่กองทัพของออสเตรเลียสามารถยันการรุกของทหารเยอรมันในบางพื้นที่ได้และการเข้ามาสนับสนุนของทหารมะริกันจำนวนมหาศาล จึงทำให้ผลของสงครามไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายเยอรมันคาดไว้จนนำไปสู่การแพ้สงครามในที่สุด
ปืนกลมืออัตโนมัติ "MP-18" หนึ่งในอาวุธประจำกายของ "ทหารกองพันพายุ" ที่ทันสมัยเอามากๆในยุคนั้น

(May the Spoil be with you)
ขอสปอยล์จงสถิตย์อยู่กับท่าน
รูปน้องเจนBNK48ซึ่งมิได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับกระทู้เลย แต่ผู้เขียนอยากจะโพสต์ซะอย่างใครจะทำไม ฮี่ๆๆๆ >_<

แสดงความคิดเห็น
ในไทยหรือในเอเชียมีรบแบบสงครามหลุมเพาะแบบในยุโรปช่วง ww1 บ้างไหม อย่างไร ช่วงไหน