สวัสดีค่ะ เราเป็นนักเรียน ม.6 ปีนี้18 แต่ตอนนี้ยัง17อยู่ อันนี้เป็นกระทู้แรก เราเครียดมาหลายวันจนจะหมดกำลังในการใช้ชีวิต ปรึกษาใครก็ไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องในครอบครัว เราเลยขอพื้นที่ระบายในพันทิปนี้แล้วกันนะคะ
เรากำลังมีปัญหาที่สะสมมาในใจเรามานาน ขอระบายและฟังความเห็นจากเพื่อนๆ พี่ๆทุกคนหน่อยนะคะ
อย่างที่บอกมันก็เป็นเรื่องแม่ของเราเอง แม่เราเป็นคนปากไว ปากร้าย มาตั้งแต่เรายังเด็ก ไม่ยอมที่จะเป็นคนผิด ตัวเองถูกเสมอ ส่วนเราเป็นคนไม่ค่อยยอม เอาแต่ใจ ใจต่อต้านแม่ที่เราด่าเราเหมือนเราไม่ใช่ลูก ชอบบอกว่าที่ด่าเพราะอยากจะให้จำ แต่มันไม่ใช่สำหรับเรามันไม่ใช่มันเหมือนเราถูกทำร้ายจิตใจ ถูกละเมิดสิทธิ์ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าตอนเด็กๆแม่กับพ่อเราก็มักจะทะเลาะกันรุนแรงจนเลิกกันเพราะพ่อเรามีชู้ จนลามมารุนแรงกันในบ้านใหญ่ที่มีญาติๆอีก แต่ปัญหามันก็ค่อยๆเบาลงจนหมดไปเพราะพ่อเรากลับคุยกับแม่ดีๆ ว่าอยากอยู่เพื่อลูก จะไม่มีคนอื่น เราใช้ชีวิตกันมาก็มีการกระทบกระทั่งกันกับแม่ตลอด แล้วพ่อก็จะค่อยมาช่วยมาปกป้อง เรารักและเคารพพ่อเรามาก พ่อเราเป็นคนหารายได้หลัก พ่อเราบอกแม่ว่าไม่ต้องทำงาน ให้มาเป็นแม่บ้านดูแลลูกและตา เราบอกเลยว่าช่วงชีวิตนี้เรามีความสุขมาก แม่เปรียบเหมือนเพื่อนเรา ไปเที่ยว ไปดูหนังเราก็มักจะไปกับแม่ ถึงเราจะทะเลาะกับแม่บ่อยแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เดี๋ยวก็กลับมาดีกันเหมือนเดิม
แต่จุดเปลี่ยนชีวิตเราคือ พ่อเราเสียตอนเรากำลังขึ้นม.4 เราเสียใจมากพ่อเหมือนเป็นความกล้า เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีเป้าหมาย กำลังใจที่จะเดินหน้าตลอด ไม่ว่าอะไรเราจะเชื่อว่าเราทำได้เสมอ การเรียนเราดี เป็นที่รักของครู มีเพื่อน พอพ่อเสียเราเหมือนเสียสูญในตัวเองไปเยอะ แม่เราก็ยิ่งกว่าเราอีก ตอนนั้นแม่ก็ไม่พูดแรงๆอีกเลย คอยดูแลเรา พยายามที่จะดูแลเราแทนพ่อ ดีที่พ่อไม่ได้ทิ้งหนี้สินไว้ให้เรา พ่อเราวางแผนไว้เผื่อฉุกเฉิน ทำให้มีมรดกที่พอจะส่งเราเรียนจนจบมหาลัยได้
จากนั้นเวลาผ่านไปสักเกือบปีเรารู้สึกว่าแม่เริ่มเปลี่ยน ด่า ใช้อารมณ์เหมือนเดิมและเเริ่มเที่ยวเพราะบอกเราว่าเครียด จะต้องเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แต่มันถี่เกินไป จนคนที่บ้านเราก็เริ่มไม่พอใจแต่ทำไรไม่ได้ และเริ่มคุยแอพกับผู้ชายฝรั่ง แม่บอกว่าคุยเพราะอยากฝึกภาษาอยากมีเพื่อน บางครั้งก็บอกอะไรที่เป็นนัยว่าอยากมีคนใหม่ที่รวย ซึ่งเหมือนอยากหาทางรวยทางอ้อม แล้วแม่จะคุยมันทั้งวันทั้งในแชท ทั้งคุยวิดีโอ ชนิดที่ว่าไปดูหนัง ไปเที่ยวด้วยกันแม่ก็จะก้มพิมพ์แต่โทรศัพท์ พอเราไม่พอใจแม่ก็จะด่าเราว่า
อย่ามายุ่งพื้นที่ส่วนตัว ใช้ชีวิตของใครของมัน ไม่ต้องมายุ่งกับกูมาก กูก็ไม่ได้อยากจะอยู่กับ ซึ่งเป็นอะไรที่กระทบจิตใจเรามาก เป็นคำพูดที่เราแบบจำติดใจเลยอ่ะ แถมยังพูดประโยคนี้บ่อยและเริ่มรุนแรงขึ้น จนใจมันต่อต้านและยิ่งวัยรุ่ยเลือดร้อนมันจึงรุนแรงขึ้นเพราะไม่มีใครที่จะมาคอยห้ามคอยคุยให้เรากับแม่อีก กลายเป็นไฟกับไฟ เป็นความรู้สึกแย่ที่สะสมใส่กันมาเรื่อยๆ
ยกตัวอย่างเช่น ตอนเลิกเรียนแม่เราจะเป็นคนมารับ แล้วที่รรเราจะไม่มีที่จอดจะต้องออกมารอข้างทาง วันนั้นเราบอกแม่ว่าเลิกเรียนแล้ว ถ้าใกล้ถึงแล้วบอก เราก็รอในรรเพราะอากาศมันร้อน ไม่อยากไปยืนเบียดคนอื่น แม่ใกล้มาแล้วค่อยออกไปรอ ผ่านไปสัก 20 นาที แม่ก็บอกว่า พึ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังจะออกบ้าน เราก็โอเค รอกลับเพื่อนต่อไป สักพักประมาณ 30 นาทีแม่ก็โทรมาแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า ถึงแล้วอยู่ไหน จะกลับไหมบ้านเนี่ย ซึ่งเราก็แบบอารมณ์เหมือนแบบ อะไรว่ะ เราก็รีบอืออ่อ วางสายแล้วก็รีบเดินไปหาแม่ที่หน้ารร พอขึ้นรถไปแม่ก็จะฟึดฟัด เหมือนหงุดหงิดรถติด แล้วก็บอกว่าทำไมไม่ออกมารอเลย รำคราญ เราด้วยความที่อยู่ในวัยรุ่นก็เถียงไปว่าก็ทำไมไม่บอกว่าใกล้ถึงแล้ว แล้วก็คิดในใจว่า ไม่บอกแล้วใครจะไปตรัสรู้ จะให้ออกยืนรอเป็น30นาทีมันก็ไม่ใช่ แล้วแม่ก็ตอบว่า เฮ้ย หัดเหยียดบ้างสิว่ะ ก็มารับมาส่งแล้วก็เห็นใจคนขับรถมารับด้วย รถก็ติด เอ้า แล้วเราล่ะ ร้อนก็ร้อน เรียนมาก็เหนื่อย ทำไมถึงไม่คิดถึงเราบ้าง เราก็เงียบก็ไม่อยากมีเรื่องด้วย เพราะถ้าเราเถียงต่อแม่ก็จะขุดทุกเรื่องมาด่า แต่ตอนเราก็อารมณ์ร้อนอ่ะ เลยชักสีหน้าใส่ แม่เราก็เลยด่าจนถึงบ้านเลย ประมาณ
อีกระกรี่ อี
อีลูก
อย่ามาทำพฤติกรรมควายๆแบบนี้ให้กูเห็นอีกนะ คิดว่ากูอยากอยู่กับนักเหรอ กูอยากจะหนีไปจะตายห่า รีบๆเรียนจบไปสักที ไม่ก็รีบๆตายไปซะ กูไม่น่าให้เกิดมาเลย ซึ่งมันเลวร้ายมากสำหรับเรา เราเจอคำด่าพวกนี้มาบ่อย จนแบบมันเป็นความรู้สึกต่อต้านแม่อยู่ในใจ เคยทะเลาะกันจนแม่ลงมือทุบเรา จิกหัวเรา เราจำได้ว่าตอนเด็กเราโดนบ่อยแต่ตามาห้าม พ่อมาห้ามทัน แต่ตอนนี้พอมาโดนอีกรอบมันก็ช็อคหน่อยๆ
แม่เราบอกว่าไม่อยากออกไปไหนด้วย แล้วในใจเราอ่ะ เราก็เด็กคนนึงที่อยากเป็นเพื่อนกับแม่ แต่แม่ไม่เข้าใจเราเลย ช่วงหลังๆชวนไปไหนก็ไม่ไป มีแต่ทะเลาะ เราเริ่มรู้สึกเศร้า โกรธ เราคิดจะจบชีวิตตัวเองหลายรอบแต่ก็ไม่กล้า เพราะเราคิดว่าถ้าตายไปด้วยอะไรแบบนี้จะเอาหน้าที่ไหนไปเจอพ่อ เราอยากเจอพ่อตอนที่เราประสบความสำเร็จแล้ว อยากจะเจอกันด้วยรอยยิ้มไม่ใช่น้ำตา ทีนี้คนในบ้านตายายก็ขอเอาไว้ว่าใจเย็นก่อน แม่มันวัยทอง เราต้องอดทน ทำไมเราก็เป็นฝ่ายทนเสมอ คำตอบก็คือ เราไม่มีใบขับขี่ ความรู้ประสบการณ์ก็น้อยกว่าแม่ เรารู้ดี แต่เราก็อยากจะรีบๆหนีไปจากบ้านหลังนี้ มันเป็นที่ที่อยู่แล้วเจ็บปวด คนอื่นอาจจะคิดว่า เราเว่อไปไหม แค่เนี่ยแม่ก็คือแม่ ให้เราเกิดมา เป็นผู้มีพระคุณ แต่สำหรับเรา แม่ก็คือคนทั่วไปเหมือนเรา เขาควรจะเป็นเพื่อนที่เราเคารพ ไม่ใช่เจ้าชีวิตที่เราต้องรับใช้ เราควรมีความรู้สึกดีๆที่แบบแม่ไม่ต้องร้องขอแต่เราอยากดูแลเขาเอง ด้วยความที่สังคมเราถูกปลูกฝั่งมาว่าให้รักแม่เสมอไม่ว่าเขาจะแย่ขนาดไหนก็ตาม มันทำให้สถาบันครอบครัวในปัจจุบันมันบิดเบี้ยวเรื่อยๆตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เหมือนกับแม่เราที่โดนยายใช้คำพูดแรงๆ แถมยังทะเลาะกับตาถึงขั้นลงไม้ลงมือ มันทำให้แม่เราซึมซัมมา แล้วก็มาส่งต่อให้กับเรา เด็กรุ่นใหม่ แล้วมันก็จะเป็นวงจรอุบาตแบบนี้ไปเรื่อยๆเรารู้สึกเศร้ากับอะไรแบบนี้มาก ดูอย่างการเลี้ยงลูกของประเทศอื่นๆ เราไม่เห็นต้องมาคอยด่าคอยตีลูกลูก แต่คุณภาพชีวิตลูกเขากลับดีแล้วก้าวหน้ากว่า มันเป็นอะไรที่สังคมเราควรเปลี่ยนได้แล้ว แต่มันคงยากเพราะสภาพแวดล้อมในสังคมเรามันไม่เหมือนเขา
จนไม่กี่วันมานี้เราทะเลาะกับแม่ด้วยความเหลืออด เราขับรถเป็นแบบเบสิค ไม่ค่อยได้ออกถนนใหญ่ ใบขับขี่ก็ไม่มี เราพยายามจะขับออกไปเอง แต่เขาก็ห้ามเราด้วยความเป็นห่วงหรืออะไรก็ห่วงเรื่องข้อหาที่ให้ลูกขับรถก็ช่าง แต่มันให้เราโกรธ ไม่พอใจ ทั้งที่ไล่เราให้ไปไกลๆ พยายามกีดกันเรา แล้วจะมาสนใจอะไรเราอีก เราอยากจะออกไปใช้ชีวิตของเรา วันนั้นเราตั้งใจจะไปซื้อรองเท้านักเรียนเพราะต้องเอาบิลไปเบิกรร ไม่ได้จะออกไปเที่ยวไหน สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งในรถคันเดียวกับเขาอีกแล้ว ในรถกรอบ4เหลี่ยม ที่เหมือนกรงขังให้เราต้องฟังคำพูดแย่ๆของเขา เราโกรธจนตัวสั่น จนเผลอด่ากลับไปว่า
ไอ้ 
ตอนนั้นเราก็ตกใจนะ แต่มันไม่ไหวแล้ว มันเหมือนสมองจะแตก แค่อยากให้เขาหยุดพูดสักที เราทะเลาะกัน เราเริ่มพูดถึงเรื่องที่แม่ใช้คำพูดไม่ดีกับเรา กูๆเลยจังหวะนั้นเพราะเราควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว แม่เราตอบกลับมาเหมือนเราผิดทุกอย่าง ที่ทะเลาะกันเพราะตัวเราเองทั้งนั้น แม่ก็อยู่ของแม่ดีๆ ประมาณนี้ เราเหลืออด แถมแม่ยังไม่คิดว่าตัวเองผิดเลยสักนิด แม่เราก็ร้องไห้แล้วบอกว่า
เมิงคิดได้แค่นี้เหรอ เห็นแค่ว่ากูปากหมา ปากร้าย เลว แล้วแต่ละสิ่งที่กูทำให้ละ คิดบ้างไหม เราเจอประโยคนี้ไปเราก็รู้สึกผิดอยู่นะ แต่แม่ละคิดถึงเราบ้างไหม ทำไมเราถึงต่อต้าน เขาพูดเหมือนเราสำออย ที่ทนคำด่าแรงๆของเขาไม่ได้ แม่บอกว่า
สมัยก่อนกูโดนแม่กูด่าแรงกว่านี้อีก แต่กูก็ดูตัวเองแล้วกูก็คิดว่ากูก็ใช้ย่อย กูทำตัวแย่แม่เลยด่ากู แต่ขอโทษนะแม่ มันก็ไม่ใช่ว่าตัวเองเคยโดนด่ามาแล้วจะมาด่าเป็นทอดๆสู่ลูกได้นะ คำพูดดีๆที่ควรพูดก็มีเยอะแยะ เราคิดว่าเราเป็นคนใจร้อนนะ แล้วก็ติดเอาแต่ใจด้วยซ้ำแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เรามีปัญหากับแม่เราคือ ความต่อต้านในทุกคำด่าของแม่ ไม่ใช่ว่าเราจะแย่ไปสักทุกอย่างเรารู้ตัวเราดี บางทีก็อยากจะให้แม่อ่านกระทู้ต่างๆบ้าง ลูกเป็นกระจกส่องพ่อแม่ ลูกเกิดมาจากคุณ โดนเลี้ยงดูมาโดยคุณ แต่เวลาลูกคุณทำผิดคุณไม่โทษตัวคุณเองเลย หวังแต่จะให้ลูกเป็นลูกที่ประเสริฐแต่ตัวเองยังทำตัวเป็นพ่อแม่ที่มีความบกพร่อง พอดูแล้วยังไม่แม่ก็ไม่มีท่าทีจะเข้าใจเรา เราก็ปลง สรุปวันนั้นก็ไม่ได้อะไรเลย กลับบ้านมาร้องไห้ แล้วก็หลับไปเลย
เราพยายามคงสภาพจิตใจไม่ให้แย่จนเป็นโรคทางจิต พยายามจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ แต่หลายวันมานี่สภาพจิตมันแย่มากๆ แม่ตัดความสัมพันธ์เราแล้ว แม่ไม่คุยไม่อะไรกับเราอีก เรารู้สึกแย่กว่าเดิมเป็นล้านเท่า เราอยากจะไปไหนก็ไปไม่ได้ เหมือนบ้านเป็นที่ขังเราเอาไว้ รถก็ขับไม่แข็งสักที เขาให้เราเรียนขับรถนะตั้งแต่ม.4แล้วแต่ไม่ยอมให้เราฝึกขับออกถนนใหญ่เลย ถ้าจะออกก็ต้องมีเขา แต่ตอนนี้คงเป็นไปได้ยาก อีกไม่กี่เดือนก็ได้สอบใบขับขี่แล้วเรายังไม่แน่ใจเลยว่าจะทำได้ไหม อย่างน้อยถ้าเราขับรถได้เราก็ไม่ต้องพึ่งอะไรเขาอีกแล้ว
บางคนอาจสงสัยเรื่องการใช้จ่ายของเรา จะอธิบายว่า เราเคยทะเลาะกับแม่เรื่องเงินเพราะเราไม่ไว้ใจแม่ แม่เที่ยวบ่อย ซื้อรองเท้า ทำผมบ่อย แต่พอเราแค่ชวนไปแค่กาดนัดหน้าปากซอย บอกเราว่าไม่มีเงิน ทำอะไรประหยัดหน่อย แล้วทีตัวเองล่ะ เราเลยขอตาที่คอยดูแลเงินให้เราว่า เราขอบริหารเงินเอง ด้วยเงินของพ่อที่เหลือไว้ให้ ตอนนี้ก็อาศัยรายได้สลากธกส.ค่ะ ก็พยายามประหยัดใช้ออมอยู่ ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายหลักๆคงไม่พ้นหนังสือติวเนี่ยแหละค่ะ
เพิ่งลงสอบพรีแอด dek63ไป โอ้ว การศึกษาเราเนี่ยต้องใช้ทุนเยอะจริงๆเลยนะคะเนี่ย

เราเป็นเด็กดีนะ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่ตบตี การเรียนดี มีเพื่อนมีฝูง เป็นเด็กที่ครูเรียกให้ช่วยตลอด เป็นที่พึ่งในเพื่อนได้ เป็นหัวหน้าห้อง แต่เราไม่ได้จะบอกว่าเราดีไปซะทุกอย่างหรอก เราเป็นคนใจร้อน เอาแต่ใจ และมักควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ หากต่อต้านอะไรก็จะต่อต้านรุนแรงแค่นั้นเอง เราไม่รู้จะทำยังไงตอนนี้ พยายามจะตั้งใจเรียนแล้วจะไปติดมหาลัยที่กทมให้ได้ จะได้ไม่ต้องอยู่ที่นี่อีก เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองขาดความอบอุ่น จะนึกถึงพ่อตลอด จะร้องไห้ตลอดเวลา แค่นั่งรถกับเขาเราก็อึดอัดมาก เขาไม่มีคำพูดนะ แต่การกระทำมันออก เหยียบคันเร่งแรงตลอดเหมือนอยากจะรีบไปส่งๆแล้วไปๆ ข้าวก็ไม่มี ก็ต้องต้มมาม่าเอาละค่ะงานนี้ เราไม่มีความสุขเลยค่ะ เราอยากจะขับรถเองได้ไวๆ

สุดท้ายแล้วใครที่อ่านจนจบก็ขอขอบคุณที่มาฟังเราระบายนะคะ ยาวมากเลย555 อาจจะรีบพิมพ์ จนผิดบ้าง ก็ขออภัย ณ ที่นี่ด้วยนะคะ
จะเป็นพระคุณมากถ้ามีใครอยากเสนอความคิดเห็นก็เชิญตามสบายเลยนะคะ เรายินดีรับทุกความคิดเห็นค่ะ
ขอระบายเรื่อง แม่
เรากำลังมีปัญหาที่สะสมมาในใจเรามานาน ขอระบายและฟังความเห็นจากเพื่อนๆ พี่ๆทุกคนหน่อยนะคะ
อย่างที่บอกมันก็เป็นเรื่องแม่ของเราเอง แม่เราเป็นคนปากไว ปากร้าย มาตั้งแต่เรายังเด็ก ไม่ยอมที่จะเป็นคนผิด ตัวเองถูกเสมอ ส่วนเราเป็นคนไม่ค่อยยอม เอาแต่ใจ ใจต่อต้านแม่ที่เราด่าเราเหมือนเราไม่ใช่ลูก ชอบบอกว่าที่ด่าเพราะอยากจะให้จำ แต่มันไม่ใช่สำหรับเรามันไม่ใช่มันเหมือนเราถูกทำร้ายจิตใจ ถูกละเมิดสิทธิ์ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าตอนเด็กๆแม่กับพ่อเราก็มักจะทะเลาะกันรุนแรงจนเลิกกันเพราะพ่อเรามีชู้ จนลามมารุนแรงกันในบ้านใหญ่ที่มีญาติๆอีก แต่ปัญหามันก็ค่อยๆเบาลงจนหมดไปเพราะพ่อเรากลับคุยกับแม่ดีๆ ว่าอยากอยู่เพื่อลูก จะไม่มีคนอื่น เราใช้ชีวิตกันมาก็มีการกระทบกระทั่งกันกับแม่ตลอด แล้วพ่อก็จะค่อยมาช่วยมาปกป้อง เรารักและเคารพพ่อเรามาก พ่อเราเป็นคนหารายได้หลัก พ่อเราบอกแม่ว่าไม่ต้องทำงาน ให้มาเป็นแม่บ้านดูแลลูกและตา เราบอกเลยว่าช่วงชีวิตนี้เรามีความสุขมาก แม่เปรียบเหมือนเพื่อนเรา ไปเที่ยว ไปดูหนังเราก็มักจะไปกับแม่ ถึงเราจะทะเลาะกับแม่บ่อยแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เดี๋ยวก็กลับมาดีกันเหมือนเดิม
แต่จุดเปลี่ยนชีวิตเราคือ พ่อเราเสียตอนเรากำลังขึ้นม.4 เราเสียใจมากพ่อเหมือนเป็นความกล้า เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีเป้าหมาย กำลังใจที่จะเดินหน้าตลอด ไม่ว่าอะไรเราจะเชื่อว่าเราทำได้เสมอ การเรียนเราดี เป็นที่รักของครู มีเพื่อน พอพ่อเสียเราเหมือนเสียสูญในตัวเองไปเยอะ แม่เราก็ยิ่งกว่าเราอีก ตอนนั้นแม่ก็ไม่พูดแรงๆอีกเลย คอยดูแลเรา พยายามที่จะดูแลเราแทนพ่อ ดีที่พ่อไม่ได้ทิ้งหนี้สินไว้ให้เรา พ่อเราวางแผนไว้เผื่อฉุกเฉิน ทำให้มีมรดกที่พอจะส่งเราเรียนจนจบมหาลัยได้
จากนั้นเวลาผ่านไปสักเกือบปีเรารู้สึกว่าแม่เริ่มเปลี่ยน ด่า ใช้อารมณ์เหมือนเดิมและเเริ่มเที่ยวเพราะบอกเราว่าเครียด จะต้องเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แต่มันถี่เกินไป จนคนที่บ้านเราก็เริ่มไม่พอใจแต่ทำไรไม่ได้ และเริ่มคุยแอพกับผู้ชายฝรั่ง แม่บอกว่าคุยเพราะอยากฝึกภาษาอยากมีเพื่อน บางครั้งก็บอกอะไรที่เป็นนัยว่าอยากมีคนใหม่ที่รวย ซึ่งเหมือนอยากหาทางรวยทางอ้อม แล้วแม่จะคุยมันทั้งวันทั้งในแชท ทั้งคุยวิดีโอ ชนิดที่ว่าไปดูหนัง ไปเที่ยวด้วยกันแม่ก็จะก้มพิมพ์แต่โทรศัพท์ พอเราไม่พอใจแม่ก็จะด่าเราว่า อย่ามายุ่งพื้นที่ส่วนตัว ใช้ชีวิตของใครของมัน ไม่ต้องมายุ่งกับกูมาก กูก็ไม่ได้อยากจะอยู่กับ ซึ่งเป็นอะไรที่กระทบจิตใจเรามาก เป็นคำพูดที่เราแบบจำติดใจเลยอ่ะ แถมยังพูดประโยคนี้บ่อยและเริ่มรุนแรงขึ้น จนใจมันต่อต้านและยิ่งวัยรุ่ยเลือดร้อนมันจึงรุนแรงขึ้นเพราะไม่มีใครที่จะมาคอยห้ามคอยคุยให้เรากับแม่อีก กลายเป็นไฟกับไฟ เป็นความรู้สึกแย่ที่สะสมใส่กันมาเรื่อยๆ
ยกตัวอย่างเช่น ตอนเลิกเรียนแม่เราจะเป็นคนมารับ แล้วที่รรเราจะไม่มีที่จอดจะต้องออกมารอข้างทาง วันนั้นเราบอกแม่ว่าเลิกเรียนแล้ว ถ้าใกล้ถึงแล้วบอก เราก็รอในรรเพราะอากาศมันร้อน ไม่อยากไปยืนเบียดคนอื่น แม่ใกล้มาแล้วค่อยออกไปรอ ผ่านไปสัก 20 นาที แม่ก็บอกว่า พึ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังจะออกบ้าน เราก็โอเค รอกลับเพื่อนต่อไป สักพักประมาณ 30 นาทีแม่ก็โทรมาแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า ถึงแล้วอยู่ไหน จะกลับไหมบ้านเนี่ย ซึ่งเราก็แบบอารมณ์เหมือนแบบ อะไรว่ะ เราก็รีบอืออ่อ วางสายแล้วก็รีบเดินไปหาแม่ที่หน้ารร พอขึ้นรถไปแม่ก็จะฟึดฟัด เหมือนหงุดหงิดรถติด แล้วก็บอกว่าทำไมไม่ออกมารอเลย รำคราญ เราด้วยความที่อยู่ในวัยรุ่นก็เถียงไปว่าก็ทำไมไม่บอกว่าใกล้ถึงแล้ว แล้วก็คิดในใจว่า ไม่บอกแล้วใครจะไปตรัสรู้ จะให้ออกยืนรอเป็น30นาทีมันก็ไม่ใช่ แล้วแม่ก็ตอบว่า เฮ้ย หัดเหยียดบ้างสิว่ะ ก็มารับมาส่งแล้วก็เห็นใจคนขับรถมารับด้วย รถก็ติด เอ้า แล้วเราล่ะ ร้อนก็ร้อน เรียนมาก็เหนื่อย ทำไมถึงไม่คิดถึงเราบ้าง เราก็เงียบก็ไม่อยากมีเรื่องด้วย เพราะถ้าเราเถียงต่อแม่ก็จะขุดทุกเรื่องมาด่า แต่ตอนเราก็อารมณ์ร้อนอ่ะ เลยชักสีหน้าใส่ แม่เราก็เลยด่าจนถึงบ้านเลย ประมาณ
แม่เราบอกว่าไม่อยากออกไปไหนด้วย แล้วในใจเราอ่ะ เราก็เด็กคนนึงที่อยากเป็นเพื่อนกับแม่ แต่แม่ไม่เข้าใจเราเลย ช่วงหลังๆชวนไปไหนก็ไม่ไป มีแต่ทะเลาะ เราเริ่มรู้สึกเศร้า โกรธ เราคิดจะจบชีวิตตัวเองหลายรอบแต่ก็ไม่กล้า เพราะเราคิดว่าถ้าตายไปด้วยอะไรแบบนี้จะเอาหน้าที่ไหนไปเจอพ่อ เราอยากเจอพ่อตอนที่เราประสบความสำเร็จแล้ว อยากจะเจอกันด้วยรอยยิ้มไม่ใช่น้ำตา ทีนี้คนในบ้านตายายก็ขอเอาไว้ว่าใจเย็นก่อน แม่มันวัยทอง เราต้องอดทน ทำไมเราก็เป็นฝ่ายทนเสมอ คำตอบก็คือ เราไม่มีใบขับขี่ ความรู้ประสบการณ์ก็น้อยกว่าแม่ เรารู้ดี แต่เราก็อยากจะรีบๆหนีไปจากบ้านหลังนี้ มันเป็นที่ที่อยู่แล้วเจ็บปวด คนอื่นอาจจะคิดว่า เราเว่อไปไหม แค่เนี่ยแม่ก็คือแม่ ให้เราเกิดมา เป็นผู้มีพระคุณ แต่สำหรับเรา แม่ก็คือคนทั่วไปเหมือนเรา เขาควรจะเป็นเพื่อนที่เราเคารพ ไม่ใช่เจ้าชีวิตที่เราต้องรับใช้ เราควรมีความรู้สึกดีๆที่แบบแม่ไม่ต้องร้องขอแต่เราอยากดูแลเขาเอง ด้วยความที่สังคมเราถูกปลูกฝั่งมาว่าให้รักแม่เสมอไม่ว่าเขาจะแย่ขนาดไหนก็ตาม มันทำให้สถาบันครอบครัวในปัจจุบันมันบิดเบี้ยวเรื่อยๆตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เหมือนกับแม่เราที่โดนยายใช้คำพูดแรงๆ แถมยังทะเลาะกับตาถึงขั้นลงไม้ลงมือ มันทำให้แม่เราซึมซัมมา แล้วก็มาส่งต่อให้กับเรา เด็กรุ่นใหม่ แล้วมันก็จะเป็นวงจรอุบาตแบบนี้ไปเรื่อยๆเรารู้สึกเศร้ากับอะไรแบบนี้มาก ดูอย่างการเลี้ยงลูกของประเทศอื่นๆ เราไม่เห็นต้องมาคอยด่าคอยตีลูกลูก แต่คุณภาพชีวิตลูกเขากลับดีแล้วก้าวหน้ากว่า มันเป็นอะไรที่สังคมเราควรเปลี่ยนได้แล้ว แต่มันคงยากเพราะสภาพแวดล้อมในสังคมเรามันไม่เหมือนเขา
จนไม่กี่วันมานี้เราทะเลาะกับแม่ด้วยความเหลืออด เราขับรถเป็นแบบเบสิค ไม่ค่อยได้ออกถนนใหญ่ ใบขับขี่ก็ไม่มี เราพยายามจะขับออกไปเอง แต่เขาก็ห้ามเราด้วยความเป็นห่วงหรืออะไรก็ห่วงเรื่องข้อหาที่ให้ลูกขับรถก็ช่าง แต่มันให้เราโกรธ ไม่พอใจ ทั้งที่ไล่เราให้ไปไกลๆ พยายามกีดกันเรา แล้วจะมาสนใจอะไรเราอีก เราอยากจะออกไปใช้ชีวิตของเรา วันนั้นเราตั้งใจจะไปซื้อรองเท้านักเรียนเพราะต้องเอาบิลไปเบิกรร ไม่ได้จะออกไปเที่ยวไหน สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งในรถคันเดียวกับเขาอีกแล้ว ในรถกรอบ4เหลี่ยม ที่เหมือนกรงขังให้เราต้องฟังคำพูดแย่ๆของเขา เราโกรธจนตัวสั่น จนเผลอด่ากลับไปว่า ไอ้
เราพยายามคงสภาพจิตใจไม่ให้แย่จนเป็นโรคทางจิต พยายามจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ แต่หลายวันมานี่สภาพจิตมันแย่มากๆ แม่ตัดความสัมพันธ์เราแล้ว แม่ไม่คุยไม่อะไรกับเราอีก เรารู้สึกแย่กว่าเดิมเป็นล้านเท่า เราอยากจะไปไหนก็ไปไม่ได้ เหมือนบ้านเป็นที่ขังเราเอาไว้ รถก็ขับไม่แข็งสักที เขาให้เราเรียนขับรถนะตั้งแต่ม.4แล้วแต่ไม่ยอมให้เราฝึกขับออกถนนใหญ่เลย ถ้าจะออกก็ต้องมีเขา แต่ตอนนี้คงเป็นไปได้ยาก อีกไม่กี่เดือนก็ได้สอบใบขับขี่แล้วเรายังไม่แน่ใจเลยว่าจะทำได้ไหม อย่างน้อยถ้าเราขับรถได้เราก็ไม่ต้องพึ่งอะไรเขาอีกแล้ว
บางคนอาจสงสัยเรื่องการใช้จ่ายของเรา จะอธิบายว่า เราเคยทะเลาะกับแม่เรื่องเงินเพราะเราไม่ไว้ใจแม่ แม่เที่ยวบ่อย ซื้อรองเท้า ทำผมบ่อย แต่พอเราแค่ชวนไปแค่กาดนัดหน้าปากซอย บอกเราว่าไม่มีเงิน ทำอะไรประหยัดหน่อย แล้วทีตัวเองล่ะ เราเลยขอตาที่คอยดูแลเงินให้เราว่า เราขอบริหารเงินเอง ด้วยเงินของพ่อที่เหลือไว้ให้ ตอนนี้ก็อาศัยรายได้สลากธกส.ค่ะ ก็พยายามประหยัดใช้ออมอยู่ ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายหลักๆคงไม่พ้นหนังสือติวเนี่ยแหละค่ะ
เพิ่งลงสอบพรีแอด dek63ไป โอ้ว การศึกษาเราเนี่ยต้องใช้ทุนเยอะจริงๆเลยนะคะเนี่ย
เราเป็นเด็กดีนะ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่ตบตี การเรียนดี มีเพื่อนมีฝูง เป็นเด็กที่ครูเรียกให้ช่วยตลอด เป็นที่พึ่งในเพื่อนได้ เป็นหัวหน้าห้อง แต่เราไม่ได้จะบอกว่าเราดีไปซะทุกอย่างหรอก เราเป็นคนใจร้อน เอาแต่ใจ และมักควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ หากต่อต้านอะไรก็จะต่อต้านรุนแรงแค่นั้นเอง เราไม่รู้จะทำยังไงตอนนี้ พยายามจะตั้งใจเรียนแล้วจะไปติดมหาลัยที่กทมให้ได้ จะได้ไม่ต้องอยู่ที่นี่อีก เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองขาดความอบอุ่น จะนึกถึงพ่อตลอด จะร้องไห้ตลอดเวลา แค่นั่งรถกับเขาเราก็อึดอัดมาก เขาไม่มีคำพูดนะ แต่การกระทำมันออก เหยียบคันเร่งแรงตลอดเหมือนอยากจะรีบไปส่งๆแล้วไปๆ ข้าวก็ไม่มี ก็ต้องต้มมาม่าเอาละค่ะงานนี้ เราไม่มีความสุขเลยค่ะ เราอยากจะขับรถเองได้ไวๆ
สุดท้ายแล้วใครที่อ่านจนจบก็ขอขอบคุณที่มาฟังเราระบายนะคะ ยาวมากเลย555 อาจจะรีบพิมพ์ จนผิดบ้าง ก็ขออภัย ณ ที่นี่ด้วยนะคะ
จะเป็นพระคุณมากถ้ามีใครอยากเสนอความคิดเห็นก็เชิญตามสบายเลยนะคะ เรายินดีรับทุกความคิดเห็นค่ะ