●● การด่าทอ...การเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่...ไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่างเข้ามาอยู่ในใจ...มันไม่ใช่ประชาธิปไตย●●

●● " มีประชาธิปไตยแล้วคนไทยจะเป็นสุข? " ●●

                                           
  ( เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )

นับตั้งแต่วันที่คนไทยออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เวลาผ่านไปเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่บรรยากาศที่สัมผัสได้
ไม่ว่าจะเป็นโลกจริงหรือโลกออนไลน์

ก็ดูไม่ต่างจากช่วงก่อนเลือกตั้งสักเท่าไหร่ อารมณ์ความแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายมีให้เห็นเป็นประจำ
โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยใช้เป็นที่ระบายด้านมืดของตนเองออกมาเพื่อทำลายคนที่
เห็นต่างทางการเมือง

ความคาดหวังว่าเลือกตั้งแล้วคนไทยจะเป็นสุข ทำไปทำมาชักไม่เหมือนกับที่คุยกันไว้เสียแล้ว
หรือว่าประชาธิปไตยกับความสุขจะไม่ได้ไปด้วยกัน?

หากเราเชื่อในพลังของประวัติศาสตร์ เชื่อในความคล้ายกันเกี่ยวกับพื้นฐานของสังคมมนุษย์ บางทีเราอาจจะ
ต้องถอยหลังไปสักหลายก้าว แล้วลองดูภาพใหญ่กันว่า ในโลกใบนี้ประชาธิปไตยกับความสุขสามารถก้าวไป
ด้วยกันได้จริงหรือไม่

เรื่องนี้ถ้าจะเถียงกันร้อยวันก็ไม่จบ ลองมาดูข้อมูลกันดีกว่าว่า...
สถิติเกี่ยวกับประชาธิปไตยและความสุขของประเทศต่างๆ ในโลกนี้มีความสัมพันธ์กันยังไง

ข้อมูลระดับความสุขได้มาจากรายงานความสุขโลกปี 2561 ที่จัดทำโดยเครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อ
การพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

ส่วนดัชนีประชาธิปไตยก็เป็นข้อมูลปีเดียวกัน ได้มาจาก ดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต

ดัชนีทั้งสองตัวนี้มีคะแนนระหว่าง ถึง 10 เหมือนกัน คะแนนยิ่งสูง ยิ่งมีความสุข
มีความเป็นประชาธิปไตยสูง



พอเอาข้อมูลทั้งสองชุดนี้มาลงจุดและสร้างเส้นแนวโน้มตามที่แสดงไว้ในรูป
จะเห็นว่ามีเรื่องสำคัญ 3 เรื่องที่รูปนี้พยายามบอกเรา...

เรื่องแรก


" ความสุขกับประชาธิปไตยวิ่งไปทางเดียวกัน "

ประเทศที่มีคะแนนดัชนีประชาธิปไตยสูงส่วนใหญ่มักมีคะแนนดัชนีความสุขสูงขึ้นด้วย
ดังนั้น ก็พอสรุปได้ว่าประชาธิปไตยกับความสุขมีความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกันจริง
แต่บอกไม่ได้ว่าประชาธิปไตยทำให้คนเป็นสุข หรือคนมีความสุขถึงได้มีประชาธิปไตย

เรื่องที่สอง


เส้นแนวโน้มที่แสดงไว้ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็นเส้นโค้งที่มีการขึ้นลง สะท้อนให้เห็นว่า 
" การจะให้ประชาธิปไตยนำความสุขกลับมาให้กับคนในประทศไม่ใช่เรื่องที่ทำได้รวดเดียวจบ "

คนในประเทศจะต้องผ่านบททดสอบไปพร้อมกัน

การสอบตกหรือสอบผ่านในเรื่องนี้จึงไม่ประเมินจากคนเพียงคนเดียว หรือกลุ่มคนที่เชียร์พรรคใด
พรรคหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบร่วมกันของคนทั้งประเทศ ถ้าตกเราก็ตกด้วยกัน ถ้าจะผ่านเราก็ต้องผ่าน
มันไปด้วยกัน และแน่นอนว่า ถ้ายังตีกันแบบนี้ เรื่องสอบผ่านอย่าได้หวังเลย

เรื่องสุดท้าย


แม้แต่ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดอย่างฟินแลนด์ซึ่งมีคะแนนดัชนีประชาธิปไตย 9.14 คะแนน
คะแนนดัชนีความสุขที่ได้ก็แค่ 7.63 คะแนน คะแนนระดับนี้แม้ว่าจะสูงแต่ก็ไม่ถือว่าสูงมากนัก
ดังนั้น  " การตั้งความหวังไว้ว่าประชาธิปไตยกลับมาแล้วชาวประชาจะยิ้มออกนั้น ออกจะเป็น
 การฝันไกลเกินไป "

ข้อมูลที่นำมาเสนอในบทความนี้ ต้องการบอกเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว กลับปล่อยให้

อารมณ์เข้ามาบดบังความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างเป็นกลางคือภูเขาลูกใหญ่ที่คนไทยต้องจับมือ
ข้ามไปด้วยกัน แม้ว่าแผ่นดินไทยยังไม่ได้ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ แต่สังคมกลับโดนฉุดทึ้งจนฉีกขาดเสียหายอย่างรุนแรงไปเรียบร้อยแล้ว

เราลืมไปหรือว่า

" การด่าทอไม่ใช่ประชาธิปไตย การเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่าง
  เข้ามาอยู่ในใจมันไม่ใช่ประชาธิปไตย "

การที่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยแล้วคนที่คิดต่างไม่เป็นประชาธิปไตย มันไม่ใช่ความคิดของ

คนที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยเลยสักนิด

ฐานคิดแบบนี้มันเป็นฐานคิดของเผด็จการโดยแท้ ตราบใดที่ฐานคิดยังไม่เปลี่ยน จะเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง
เราก็ยังติดหล่มกันอยู่แบบนี้ เพราะการพกเผด็จการทางความคิดไปลงคะแนน แล้วหวังว่าจะได้
ประชาธิปไตยเต็มใบมันไม่มีวันเกิดขึ้นจริง เหมือนกับที่ มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า

 “หากมีการอาฆาตมาดร้าย จนคนต้องล้มตาย เด็กต้องกลายเป็นกำพร้า ชาวประชาไร้ที่พักพิง ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นในนามของประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็ไม่ได้มีอะไรต่างกัน


Cr.  http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/647271
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่