●●สมาคมรพ.เอกชนบวกรพ.41 แห่งฟ้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนประกาศกำหนดยา-เวชภัณฑ์
เป็นสินค้าและบริการควบคุม●●

จากกรณีที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งคณะกรรมการ
กลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่ได้นำสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้า
และบริการควบคุมประจำปี 2562
โดยระบุว่าสมาคมฯไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใดๆ และคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาล
เอกชนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐด้วย จึงส่งผลเสียหายต่อโรงพยาบาลเอกชน และขอให้ศาล
คุ้มครองคำสั่งชั่วคราว เพื่อให้การออกประกาศของกกร.หยุดการบังคับใช้ และฟ้องเอาผิดกับกกร.ทุกคน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(รมว.พณ.) ปลัดพณ.และ อธิบดีกรมการค้าภายใน
วานนี้ (13 พ.ค.) เครือข่ายผู้บริโภค แถลงข่าว เรื่องการเตรียมร้องสอดการฟ้องคดีของสมาคมรพ.เอกชน
โดยน.ส.สุภัทรา นาคะผิว ประธานอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการ
คุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน(คอบช.) กล่าวว่า...
จากการที่กกร.มีมติเห็นชอบประกาศให้ยา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์และค่าอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และผ่าน
ความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2562
กระทั่งปลายเดือนเม.ย.2562 สมาคมรพ.เอกชน และสมาชิกสมาคมฯที่เป็นรพ.เอกชนอีก 41 แห่ง ได้มีการฟ้อง
ศาลปกครอง ขอให้มีการยกเลิกการประกาศ และให้ยา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์
และค่าอื่นๆที่เกี่ยวข้องไม่เป็นสินค้าและบริการภายใต้การกำกับตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ
“ถ้ามีการยกเลิกประกาศเรื่องนี้ของกกร. ผู้บริโภคจะกระทบโดยตรง เพราะฉะนั้น จากการพูดคุยกับเครือข่าย
ผู้บริโภคทั่วประเทศแล้ว จึงเห็นว่าเครือข่ายผู้บริโภคที่ร่วมผลักดันเรื่องนี้มาตลอดจะต้องร้องสอดเข้าใปในคดี
และขอให้กระทรวงพาณิชย์และและกกร.เดินหน้าต่อไปตามประกาศที่จะมีการกำหนดมาตรการควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์และค่าอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ซึ่งเครือข่ายฯยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนทุกอย่าง ในการที่จะมีมาตรการทำให้ค่ารักษาพยาบาลที่แพง ลดลง เพราะการออกประกาศและให้ติดราคายังไม่แก้โจทย์เรื่องแพง ที่จะให้มีความเหมาะสม เป็นธรรมกับผู้บริโภคและรพ.”น.ส.สุภัทรากล่าว
นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค(มพบ.) กล่าวว่า คดีนี้สมาคมฯ
กับพวกเป็นรพ.เอกชน 41 แห่งเป็นผู้ฟ้องคดี โดยมีผู้ถูกฟ้องคดี 4 คน ได้แก่ 1.กกร. 2. รมว.พณ. 3.ปลัดพณ. และ4.อธิบดีกรมการค้าภายใน
ซึ่งมพบ.และองค์กรผู้บริโภคถือเป็นบุคคลภายนอกคดี ที่ไม่ใช่คู่ความ แต่อาจจะเข้ามาร่วมได้ด้วยการร้องสอด
เป็นคู่ความในคดี ซึ่งคดีนี้เครือข่ายผู้บริโภคร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจในการเป็นผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกับ
อีก 4 คน เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคำพิพากษาในคดีนี้ ถ้าหากมีการยกเลิกเพิกถอนประกาศจะมีผล
กระทบต่อผู้บริโภคทั่วประเทศ จึงร้องสอดเป็นฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ เพี่อเข้าไปร่วมต่อสู้
กับสมาคมรพ.เอกชน
ด้านน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค(มพบ.) กล่าวว่า ค่ายา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาลแพง กระทบกับผู้บริโภคโดยตรง และสิ่งที่พณ.ดำเนินการมา ในฝั่งผู้บริโภคเห็นว่ายังไม่มีมาตรการอะไรเพิ่มเติม
ล้วนแต่เป็นมาตรการเดิมทั้งการให้แจ้งราคาและการให้ผู้บริโภคนำใบสั่งยาจากรพ.เอกชนไปซื้อจากร้านขายยา
ข้างนอกได้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่
การที่สมาคมฯและ41รพ.เอกชนฟ้องศาลปกครองเช่นนี้ กระทบผู้บริโภคแน่นอน เนื่องจากการมีประกาศนี้อยู่
ในขณะนี้ ทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิร้องเรียนเมื่อไปเข้ารับการรักษาพยาบาลแล้วพบว่าค่ารักษาพยาบา โดยใช้
ม.29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าฯ ให้พณ.เข้าตรวจสอบได้
ยกตัวอย่างเช่น...
ผู้บริโภค 1 ราย มีดบาด 1 เซนติเมตรถูกผ่าตัด ค่ารักษา 5 หมื่นบาทเป็นสิ่งสมเหตุสมผลหรือไม่
ก็สามารถร้องเรียน โดยพณ.มีสิทธิเรียกข้อมูลและให้รพ.เอกชนมาชี้แจง แต่ถ้ายกเลิกพณ.ไม่มีสิทธิเข้าไป
ตรวจสอบได้ตามกฎหมาย
หรือกรณีคนไข้ออกจากการรักษาที่รพ.รัฐโดยขอย้ายไปรพ.เอกชนและพบว่าเส้นเลือดสมองแตก 2 เส้น
พบว่าค่าผ่าตัดเกือบ 8 แสนบาท ทั้งที่ควรได้รับบริการตามสิทธิการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
แต่รพ.เอกชนบอกว่าไปรพ.รัฐมาก่อนแล้วถือว่ามารักษาเป็นรพ.เอกชนเป็นรพ.ที่ 2 แล้ว จึงเรียกเก็บเงินจาก
คนไข้เป็นเงิน 8 แสนบาท หากเป็นสิทธิฉุกเฉินรพ.เอกชนจะเรียกได้เพียง 2 แสนบาท กรณีเช่นนี้ก็สามารถ
ร้องให้พณ.ตรวจสอบได้หากประกาศยังคงมีอยู่ และหากพบผิดจริงจะถูปรับได้สูงสุดถึง 1.4 แสนบาทและ
มีโทษจำคุกด้วย
“การที่เครือข่ายผู้บริโภคเท่าที่ที่บยขณะนี้มี มพบ. สมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค สมาคมองค์กรผู้บริโภค
ส่วนภูมิภาค เช่น สงขลา ขอนแก่น ที่เป็นนิติบุคคลมีความสนใจและจะร่วมร้องสอดเป็นฝ่ายพณ. เพื่อให้
ประกาศนี้ยังอยู่และมีมาตรการอื่นๆในการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมา ทำให้ค่ารักษาพยาบาลถูกลง แทนที่
จะให้รพ.เอกชนเพียงฝ่ายเดียวที่ร้องให้ยกเลิกประกาศ” น.ส.สารีกล่าว
ภญ. ยุพดี ศิริสินสุข อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ คอบช. กล่าวว่า ...
การที่สมาคมฯและรพ.เอกชน 41 แห่งร้องว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกประกาศฉบับนี้นั้น ขอยืนยันว่าทั้งใน
ขั้นตอนของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานต่างๆในเรื่องนี้ ซึ่งส่วนตัวเข้าไปร่วมด้วยในฐานะฝ่ายวิชาการ
จะมีการแต่งตั้งผู้แทนของรพ.เอกชนเข้าร่วมด้วยเสมอในการพิจารณาเรื่องราคายาและกำหนดมาตการต่างๆ
ผู้แทนรพ.เอกชนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกับทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม เห็นว่ามาตรการต่างๆที่พณ.ดำเนินการผ่านมานั้น ไม่กระทบกับสถานภาพทางเศรษฐกิจของรพ.เอกชนเลย เพราะมาตรการค่อนข้างละมุนละม่อม เช่น ให้รพ.เอกชนจัดทำป้ายราคาให้คนไข้มีสิทธิตัดสินใจ
ในการเข้ารับการรักษา หรือการให้นำใบสั่งยาไปซื้อยาร้านข้างนอก ไม่ได้มีผลให้ราคาถูกลดทอนลงไป
“ประเมินว่ามาตรการที่ออกมาตอนนี้ยังไม่ได้เกิดผลกระทบหรือผลเสียใดๆกับรพ.เอกชนเลย ตรงกันข้ามมองว่าพณ.ยังไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้จริงจัง เพราะเมื่อเทียบราคายา จากการที่พณ.ขอดูต้นทุนการจัดซื้อยาและราคาขายยามาเทียบกัน สิ่งที่พบคือราคาขายต่างจากราคาที่จัดซื้อ ตั้งแต่น้อย 100 % ไปถึงสูงสุด 1150 % เมื่อเห็นราคาแบบนี้แล้วมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องนี้นั้นน้อยไปด้วยซ้ำ” ภญ.ยุพดีกล่าว
Cr.
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/835142
●●สมาคมรพ.เอกชนบวกรพ.41 แห่งฟ้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนประกาศกำหนดยา-เวชภัณฑ์เป็นสินค้าและบริการควบคุม●●
เป็นสินค้าและบริการควบคุม●●
จากกรณีที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งคณะกรรมการ
กลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่ได้นำสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้า
และบริการควบคุมประจำปี 2562
โดยระบุว่าสมาคมฯไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใดๆ และคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาล
เอกชนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐด้วย จึงส่งผลเสียหายต่อโรงพยาบาลเอกชน และขอให้ศาล
คุ้มครองคำสั่งชั่วคราว เพื่อให้การออกประกาศของกกร.หยุดการบังคับใช้ และฟ้องเอาผิดกับกกร.ทุกคน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(รมว.พณ.) ปลัดพณ.และ อธิบดีกรมการค้าภายใน
วานนี้ (13 พ.ค.) เครือข่ายผู้บริโภค แถลงข่าว เรื่องการเตรียมร้องสอดการฟ้องคดีของสมาคมรพ.เอกชน
โดยน.ส.สุภัทรา นาคะผิว ประธานอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการ
คุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน(คอบช.) กล่าวว่า...
จากการที่กกร.มีมติเห็นชอบประกาศให้ยา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์และค่าอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และผ่าน
ความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2562
กระทั่งปลายเดือนเม.ย.2562 สมาคมรพ.เอกชน และสมาชิกสมาคมฯที่เป็นรพ.เอกชนอีก 41 แห่ง ได้มีการฟ้อง
ศาลปกครอง ขอให้มีการยกเลิกการประกาศ และให้ยา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์
และค่าอื่นๆที่เกี่ยวข้องไม่เป็นสินค้าและบริการภายใต้การกำกับตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ
“ถ้ามีการยกเลิกประกาศเรื่องนี้ของกกร. ผู้บริโภคจะกระทบโดยตรง เพราะฉะนั้น จากการพูดคุยกับเครือข่าย
ผู้บริโภคทั่วประเทศแล้ว จึงเห็นว่าเครือข่ายผู้บริโภคที่ร่วมผลักดันเรื่องนี้มาตลอดจะต้องร้องสอดเข้าใปในคดี
และขอให้กระทรวงพาณิชย์และและกกร.เดินหน้าต่อไปตามประกาศที่จะมีการกำหนดมาตรการควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์และค่าอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ซึ่งเครือข่ายฯยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนทุกอย่าง ในการที่จะมีมาตรการทำให้ค่ารักษาพยาบาลที่แพง ลดลง เพราะการออกประกาศและให้ติดราคายังไม่แก้โจทย์เรื่องแพง ที่จะให้มีความเหมาะสม เป็นธรรมกับผู้บริโภคและรพ.”น.ส.สุภัทรากล่าว
นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค(มพบ.) กล่าวว่า คดีนี้สมาคมฯ
กับพวกเป็นรพ.เอกชน 41 แห่งเป็นผู้ฟ้องคดี โดยมีผู้ถูกฟ้องคดี 4 คน ได้แก่ 1.กกร. 2. รมว.พณ. 3.ปลัดพณ. และ4.อธิบดีกรมการค้าภายใน
ซึ่งมพบ.และองค์กรผู้บริโภคถือเป็นบุคคลภายนอกคดี ที่ไม่ใช่คู่ความ แต่อาจจะเข้ามาร่วมได้ด้วยการร้องสอด
เป็นคู่ความในคดี ซึ่งคดีนี้เครือข่ายผู้บริโภคร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจในการเป็นผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกับ
อีก 4 คน เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคำพิพากษาในคดีนี้ ถ้าหากมีการยกเลิกเพิกถอนประกาศจะมีผล
กระทบต่อผู้บริโภคทั่วประเทศ จึงร้องสอดเป็นฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ เพี่อเข้าไปร่วมต่อสู้
กับสมาคมรพ.เอกชน
ด้านน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค(มพบ.) กล่าวว่า ค่ายา เวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาลแพง กระทบกับผู้บริโภคโดยตรง และสิ่งที่พณ.ดำเนินการมา ในฝั่งผู้บริโภคเห็นว่ายังไม่มีมาตรการอะไรเพิ่มเติม
ล้วนแต่เป็นมาตรการเดิมทั้งการให้แจ้งราคาและการให้ผู้บริโภคนำใบสั่งยาจากรพ.เอกชนไปซื้อจากร้านขายยา
ข้างนอกได้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่
การที่สมาคมฯและ41รพ.เอกชนฟ้องศาลปกครองเช่นนี้ กระทบผู้บริโภคแน่นอน เนื่องจากการมีประกาศนี้อยู่
ในขณะนี้ ทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิร้องเรียนเมื่อไปเข้ารับการรักษาพยาบาลแล้วพบว่าค่ารักษาพยาบา โดยใช้
ม.29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าฯ ให้พณ.เข้าตรวจสอบได้
ยกตัวอย่างเช่น...
ผู้บริโภค 1 ราย มีดบาด 1 เซนติเมตรถูกผ่าตัด ค่ารักษา 5 หมื่นบาทเป็นสิ่งสมเหตุสมผลหรือไม่
ก็สามารถร้องเรียน โดยพณ.มีสิทธิเรียกข้อมูลและให้รพ.เอกชนมาชี้แจง แต่ถ้ายกเลิกพณ.ไม่มีสิทธิเข้าไป
ตรวจสอบได้ตามกฎหมาย
หรือกรณีคนไข้ออกจากการรักษาที่รพ.รัฐโดยขอย้ายไปรพ.เอกชนและพบว่าเส้นเลือดสมองแตก 2 เส้น
พบว่าค่าผ่าตัดเกือบ 8 แสนบาท ทั้งที่ควรได้รับบริการตามสิทธิการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
แต่รพ.เอกชนบอกว่าไปรพ.รัฐมาก่อนแล้วถือว่ามารักษาเป็นรพ.เอกชนเป็นรพ.ที่ 2 แล้ว จึงเรียกเก็บเงินจาก
คนไข้เป็นเงิน 8 แสนบาท หากเป็นสิทธิฉุกเฉินรพ.เอกชนจะเรียกได้เพียง 2 แสนบาท กรณีเช่นนี้ก็สามารถ
ร้องให้พณ.ตรวจสอบได้หากประกาศยังคงมีอยู่ และหากพบผิดจริงจะถูปรับได้สูงสุดถึง 1.4 แสนบาทและ
มีโทษจำคุกด้วย
“การที่เครือข่ายผู้บริโภคเท่าที่ที่บยขณะนี้มี มพบ. สมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค สมาคมองค์กรผู้บริโภค
ส่วนภูมิภาค เช่น สงขลา ขอนแก่น ที่เป็นนิติบุคคลมีความสนใจและจะร่วมร้องสอดเป็นฝ่ายพณ. เพื่อให้
ประกาศนี้ยังอยู่และมีมาตรการอื่นๆในการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมา ทำให้ค่ารักษาพยาบาลถูกลง แทนที่
จะให้รพ.เอกชนเพียงฝ่ายเดียวที่ร้องให้ยกเลิกประกาศ” น.ส.สารีกล่าว
ภญ. ยุพดี ศิริสินสุข อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ คอบช. กล่าวว่า ...
การที่สมาคมฯและรพ.เอกชน 41 แห่งร้องว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกประกาศฉบับนี้นั้น ขอยืนยันว่าทั้งใน
ขั้นตอนของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานต่างๆในเรื่องนี้ ซึ่งส่วนตัวเข้าไปร่วมด้วยในฐานะฝ่ายวิชาการ
จะมีการแต่งตั้งผู้แทนของรพ.เอกชนเข้าร่วมด้วยเสมอในการพิจารณาเรื่องราคายาและกำหนดมาตการต่างๆ
ผู้แทนรพ.เอกชนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกับทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม เห็นว่ามาตรการต่างๆที่พณ.ดำเนินการผ่านมานั้น ไม่กระทบกับสถานภาพทางเศรษฐกิจของรพ.เอกชนเลย เพราะมาตรการค่อนข้างละมุนละม่อม เช่น ให้รพ.เอกชนจัดทำป้ายราคาให้คนไข้มีสิทธิตัดสินใจ
ในการเข้ารับการรักษา หรือการให้นำใบสั่งยาไปซื้อยาร้านข้างนอก ไม่ได้มีผลให้ราคาถูกลดทอนลงไป
“ประเมินว่ามาตรการที่ออกมาตอนนี้ยังไม่ได้เกิดผลกระทบหรือผลเสียใดๆกับรพ.เอกชนเลย ตรงกันข้ามมองว่าพณ.ยังไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้จริงจัง เพราะเมื่อเทียบราคายา จากการที่พณ.ขอดูต้นทุนการจัดซื้อยาและราคาขายยามาเทียบกัน สิ่งที่พบคือราคาขายต่างจากราคาที่จัดซื้อ ตั้งแต่น้อย 100 % ไปถึงสูงสุด 1150 % เมื่อเห็นราคาแบบนี้แล้วมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องนี้นั้นน้อยไปด้วยซ้ำ” ภญ.ยุพดีกล่าว
Cr. http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/835142