JJNY : 4in1 ภูมิธรรมยิงคำถามถึงคสช./ปิยบุตรชำแหละส.ว.​/วงเสวนาชี้ส่อเค้าเลือกตั้งใหม่/พบ1ใน250ส.ว. เคยถูกไล่ออก-ต้องโทษ

ภูมิธรรม ยิงคำถาม 5 ข้อถึง คสช. อัด ส.ว. ไม่โปร่งใส มีแต่คนใกล้ชิด เครือข่ายเพื่อน-พี่น้อง
https://www.matichon.co.th/politics/news_1494868

“ภูมิธรรม” กังขา ปมคัดเลือก ส.ว. ฝากคำถาม 5 ข้อ บอกอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจหากเคารพสิทธิของคนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า 5 คำถามที่สังคมอยากฟังคำตอบเมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว. เมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว. ซึ่งจะมาทำหน้าที่สำคัญมากประการหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ คือการมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ตนต้องตั้งคำถามสำคัญต่อผู้มีอำนาจดังนี้

1. งบประมาณ 1300 ล้านที่ใช้ในกระบวนการเพื่อให้ได้ ส.ว. จำนวน 250 คนนั้น เอาไปทำอะไรบ้างถึงได้ใช้งบประมาณมากมายขนาดนั้น ทั้งที่ ส.ว.ที่ประกาศออกมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ คณะ คสช.และรัฐบาล แทบทั้งสิ้น

2. ตามรัฐธรรมนูญได้ระบุกระบวนการขั้นตอนในการคัดสรร ส.ว. เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมาตรา 269 (1) กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งซึ่ง คสช.แต่งตั้งจากผู้คุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ในทางปฏิบัติสังคมกลับมองไม่เห็นขั้นตอนดังกล่าว มีแต่ความคลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่เคยมีคำตอบใดๆจากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวข้อง ราวกับเป็นการเลือกสรรกันอยู่ในแดนสนธยา

3. วันนี้รายชื่อ ส.ว. ประกาศรายชื่อออกมาแล้ว แต่สังคมไม่เคยรับรู้ว่า นอกจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นประธานกรรมการสรรหาแล้ว มีใครเป็นคณะกรรมการสรรหาบ้าง ทั้งที่ควรต้องมีความโปร่งใสชัดเจนว่าคณะกรรมการสรรหานั้น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่เราไม่เคยได้รับความกระจ่างชัดในคำถามข้อนี้เลย

นายภูมิธรรม ระบุอีกว่า

4. สำคัญที่สุดคือ ส.ว.ชุดนี้ขาดความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ เนื่องจากมีรายชื่อของบุคคลที่เป็นทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกราชการถึงกว่า 100 คน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะมีความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร

และ 5. ในอดีตเคยวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็น สภาผัวเมีย แต่วันนี้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจาก คสช. กลายเป็นสภาเครือข่ายเพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งแต่งตั้งให้มาเลือกผู้มีอำนาจคนเดิมกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอำนาจอีกครั้ง แทนที่จะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากความต้องการของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลที่ชัดเจนจากการเลือกตั้ง คำถามทั้งหมดนี้ ตนเชื่อว่าทุกคนในสังคมไทยอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเคารพและเห็นความสำคัญของสิทธิ์และเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

https://www.facebook.com/pwechayachai/posts/2337604586307372


'ปิยบุตร' ชำแหละ ส.ว.​ ชี้ เป็น 'ระบบผลัดกันเกา' สูญภาษีพันล้านเพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1494753

“ปิยบุตร” นิยาม ส.ว.​ เป็น “ระบบผลัดกันเกา” ใช้ภาษีพันล้านสืบทอดอำนาจ คสช. ฉะ​ อุกอาจ-ท้าทายประชาชน ชวนจับตา​ โหวต​ “ประยุทธ์” ขัดรัฐธรรมนูญ ม.114

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 14 พฤษภาคม​ ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อ​นค.)​ แถลงถึงรายชื่อ 250 ส.ว.จากการแต่งตั้งของคณะรักษา​ความสงบ​แห่งชาติ ​(คสช.)​ ว่า ประเทศไทยใช้การปกครองระบบรัฐสภา มี 2 สภา ปัญหาว่าวุฒิสภาควรมาจากไหนเป็นเรื่องเรื้อรังในประวัติศาสตร์มาโดยตลอด มีการช่วงชิงกันระหว่างอำนาจจากการเลือกตั้งกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผลส่วนใหญ่ ส.ว.จะมาจากการแต่งตั้ง ส.ว.เลือกตั้ง มีตอนรัฐธรรมนูญ 2540 ตามหลักการหากจะให้มี ส.ว.ที่มีอำนาจมาก ก็ต้องเลือกตั้ง หากจะให้มีอำนาจน้อยแค่กลั่นกรองกฎหมาย​ ที่มาอาจจะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมหรือแต่งตั้ง เช่น​ ในประเทศอังกฤษ อิตาลี แต่ประเทศไทยออกแบบ ส.ว.กลับตาลปัตร ให้อำนาจมากแต่มาจากการแต่งตั้ง ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 ส.ว.มีอำนาจมาก​ ทั้งแต่งตั้งถอดถอน แต่มาจากการเลือกตั้ง พอมาถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ส.ว.มีอำนาจมากที่สุด และมาจากกการแต่งตั้งโดย คสช.ที่รัฐประหาร จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ส.ว.แต่งตั้งคือเครื่องมือสำคัญในการสืบทอดอำนาจของ คสช.

นายปิยบุตรกล่าวว่า โรดแมปสู่ ส.ว.เพื่อการสืบทอดอำนาจ​ เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการรัฐประหาร ต้องมีเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจคือ ส.ว.แต่งตั้ง พรรคการเมือง และรัฐธรรมนูญ เช่น ฉบับ 2492, 2511 และ 2521 เอาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ มานั่ง ส.ว. พอมาถึงรัฐประหาร 2557 พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการ​ร่างรัฐธรรมนูญ ​(กรธ.) ​ต้องการให้มี ส.ว.แต่งตั้ง สภาปฏิรูป​แห่งชาติ (สปช.) ​จึงตั้งคำถามพ่วงเสนอให้สภานิติบัญญัติ​แห่งชาติ ​(สนช.) ​ถามตอนประชามติ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งตนขอเรียนว่า​ เป็นระบบ ส.ว.ผลัดกันเกาหลังคนละทีสองที เนื่องจาก​ 250 ส.ว.แบ่งเป็น 3 ก้อน ได้แก่​ 6 คนจากผู้นำเหล่าทัพ 50 คนจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ใช้เงิน 1.3 พันล้านบาท แต่งหน้าทาปาก ให้ดูเหมือนประชาชนคัดมา ก่อนจะให้ คสช.ให้ความเห็นชอบ และ 194 คนจากการสรรหา ที่มี พล.อ.ประวิตร​ วงษ์​สุวรรณ​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​ เป็นประธาน และ คสช.เป็นกรรมการ ซึ่งไม่เคยเห็นชื่อเลยว่าสรรหาใครบ้าง สุดท้ายก็ให้ คสช.เป็นผู้เคาะ ส.ว.ทั้งหมด ผลที่ได้คือเป็นทหาร 93 คน ตำรวจ 14 คน ซึ่งก็คือพรรคพวกเก่าๆ คนที่เคยทำงานกับ คสช. เช่น​ สปช., สภาขับเคลื่อน​การปฏิรูป​ประเทศ (สปท.)​ ซึ่งก็คือคนที่ได้รับประโยชน์โภชผลจากการยึดอำนาจ

นายปิยบุตรกล่าวว่า ส.ว.บางส่วนที่ถูกแต่งตั้ง บางคนเคยเป็นมาตั้งแต่ สนช. 2549, ส.ว.สรรหา 2550, สนช. 2557 และ ส.ว.2560 หากอยู่จนครบวาระ 5 ปี หมายความว่า คนเหล่านี้ได้นั่งในสภาใช้อำนาจนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่องโดยนั่งกระดิกเท้าอยู่เฉยๆแล้วมีคนอัญเชิญให้เป็น ส.ว.เกือบ 20 ปี ได้เป็นสมาชิกสภาจากการแต่งตั้ง โดยไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ได้ใช้อำนาจนิติบัญญัติของประชาชน การเลือกตั้งที่ผ่านมา​ ประชาชน 51 ล้านคน เลือก ส.ส.ได้ 500 คน แต่ พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวได้ตั้ง ส.ว. 250 คน​ ส.ส.​1 คนจะต้องได้ 7.1 หมื่นเสียง ก็หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวมี 17.7 ล้านเสียง แล้วรัฐธรรมนูญเขียนว่า ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ปัญหาคือ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง แต่ 250 ส.ว. เป็นผู้แทนได้อย่างไร ในเมื่อปวงชนชาวไทยไม่ได้เลือก ไม่ได้แม้แต่รู้รายชื่อ ดังนั้น​ ส.ว.ไม่ใช่ผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ ส.ว.เป็นผู้แทนของคสช.

นายปิยบุตรกล่าวว่า มาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญเขียนว่า ส.ส.และ ส.ว.ต้องไม่อยู่ในความผูกมัดครอบงำภายใต้อาณัติมอบหมายของใคร แล้ว ส.ว.แต่งตั้งอยู่ภายใต้อาณัติมอบหมายครอบงำโดย คสช.หรือไม่ ทั้งยังระบุด้วยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.และ ส.ว.ต้องไม่ขัดกันโดยผลประโยชน์​ ฉะนั้น เมื่อถึงการเลือกนายกฯขอให้จับตาว่า ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. จะกลับมาเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯหรือไม่ ถ้าใช่ จะถือว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งมา แต่วันแรกที่ใช้อำนาจกลับมาเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีก​ จะขัดมาตรา 114 หรือไม่ รัฐประหารไม่อาจอยู่ได้ชั่วกัลปาวสาน อย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง แต่คณะรัฐประหารต้องการอุ่นใจว่าจะกลับมาได้อีก เมื่อตั้งพรรคการเมือง ดึง ส.ส.แล้ว ยังต้องมีอาวุธสำคัญคือวุฒิสภา เป็นกลไกสืบทอดอำนาจโดยงบประมาณแผ่นดินมหาศาล เพื่อแต่งหน้าทาปาก เอาวงวานว่านเครือ วงศาคณาญาติของ คสช.

“ปรากฏการณ์แบบนี้ต้องเรียกว่า อุกอาจและท้าทายอำนาจประชาชนมาก เหมือนบอกว่าพวกอั๊วจะเอาแบบนี้ จึงขอเรียกร้องให้ ส.ว.เคารพประชาชน อายประชาชนบ้าง รัฐธรรมนูญทุกฉบับบอกว่า ประชาชนทุกคนที่ช่วยทำมาหากินเสียภาษีเป็นเจ้าของอำนาจ แต่กลับเอาภาษีมาให้คนสืบทอดอำนาจ อยากให้คนไทยที่จ่ายภาษีเป็นเงินเดือนให้ ส.ว.พวกนี้ ร่วมกันส่งเสียงออกไปดังๆ ให้ ส.ว. 250 คน ให้การใช้อำนาจหน้าที่ครั้งแรกในสภาไปในทางที่หยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. ต้องไม่ลืมว่าวันนี้ได้เป็น ส.ว.แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีอำนาจกดดันคุณได้อีกแล้ว ดังนั้น​จงใช้อำนาจหน้าที่ของคุณเพื่อพิสูจน์ว่า คุณเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ผู้แทน คสช. จะใช้อำนาจโดยไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 114” นายปิยบุตรกล่าว

เมื่อถามว่า หาก ส.ว.อ้างว่าโหวต พล.อ.ประยุทธ์โดยใช้วิจารณญาณ ไม่ถูกครอบงำ นายปิยบุตรกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้ง แล้วไปเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ถามว่าขัดกันหรือไม่ วันนี้ทุกคนปรามาสเต็มไปหมด วันนั้นก็ควรแสดงให้ประจักษ์ ทั้งนี้​ รายชื่อ 250 ส.ว. ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปตามคาดหมายหรือไม่ตามคาดหมาย แต่เป็นเรื่องผิดปกติ ที่ไม่ควรมีเลย ไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่