เรียนรู้และเก็บประสบการณ์การไปเที่ยวเมืองจีนเพียงตัวคนเดียว

กระทู้สนทนา
            ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า นี้เป็นครั้งแรกที่ไปเมืองจีนเพียงตัวคนเดียว (ก่อนหน้าไปไต้หวันกับแฟน) ซึ่งทำให้ผมนั้นอยากกลับเที่ยวที่นั้นต่อ และที่นั้นมีสิ่งแปลกๆ มากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบ้านเมือง สถานที่ต้องจดแล้วจำ หรือกระทั้งประชากรที่ล้นลาม งั้นผมจะมาเล่าประสบการณ์การเที่ยวเมืองจีนเพียงคนจีนว่าจะมีอะไรบ้าง รับชมพร้อมๆ กันเลย smile

            1. ผมเลือกไปเมืองฉงชิ่ง(重庆)จากที่ศึกษามาว่า เป็นเมืองมหานครน้องใหม่ที่อยู่อันดับที่ 8 เป็นเขตปกครองพิเศษ ประเทศที่มีความมั่งคั่งทางการคมนาคม สะดวกสบายทุกอย่าง  มีตึกระฟ้าสูงที่เต็มไปด้วยแสงสีนิออนเมื่อนั่งกระเช้าลอยฟ้าหรือล่องเรือยอร์ช มีมรดกโลกทางธรรมชาติระดับ 5A ที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่เมืองอู่หลง ซึ่งได้รับการยกย่องจาก UNESCO รวมไปถึงหนังฟอร์มยักษ์ Transformer และหนังจีนโดยผู้กำกับชาวจีนชื่อดัง  และที่สำคัญอาหารพื้นบ้านเค้าคือ พริกหมาล่า(麻辣椒)อาหารทุกมื้อมีแต่หมาล่าทั้งนั้น
           2. หลังจากลงสนามบินเจียงเป่ยแล้วก็มุ่งไปที่ ตม. โชคดีที่ไม่มีต่างชาติสักคน เข้าไปก็ทักทายหนีฮ่าวก่อนแล้วให้พาสปอร์ตกับบอร์ดดิ้งพาสไป เจ้าหน้าที่ก็เช็คใบหน้าตรงกับพาสปอร์ตป่าว แล้วก็เกิดคำถามเลยจ้า (พูดจีนกลางเป็นมั้ย มาทำอะไร มาคนเดียวหรอ พักแถวไหนฉงชิ่ง...) เกือบ 8 คำถามได้มั้ง แล้วผมก็พูดจีนได้ เลยซักคำตอบภาษาจีนทุกคำ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ให้สแกนนิ้วและผ่านไปได้หยิบสัมภาระได้เลย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
           3. การคมนาคม ไม่ว่ารถไฟฟ้า รถเมล์ แท็กซี่แทบจะสะดวกไปหมด โดยมีรัฐบาลเป็นกลาง ให้เอกชนแข่งกันเอาเอง แต่จะขอเล่าเฉพาะรถไฟใต้ดินอย่างเดียวนะครับ รถไฟฟ้า ใต้ดินคืออันเดียวกันหมด เรียกว่า ตี้เถีย(地铁)หรือ กุ๋ยเต่า(轨道)บอกตรงๆ ว่าสะดวกมาก มีทีวีบอกสถานีที่จอใหญ่หน้าประตูทางเข้าออก พร้อมเซาวน์บอกป้ายหน้าหรือให้เปลี่ยนสถานี และเวลาเปลี่ยนไปอีกสถานีนึงก็ไม่ต้องซื้อบัตร แต่ข้อเสียคือทางยาวมากกกก...
                ไฮไลท์ของที่นี้คือ สามารถเอาของกินและเครื่องดื่มขึ้นไปได้ แต่ต้องผ่านการสแกนยืนยันให้กับเจ้าหน้าที่เสียก่อน และคำเตือน ห้ามถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ หรือเครื่องที่จดจำภาพ เพราะนี้โดน รปภ. ตามมาถึงหน้าเครื่องเสียบบัตรออกแล้ว และสำคัญที่สุด งดสูบบุหรี่ และห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้า มิฉะนั้นจะโดนฝ่าฝืนอย่างหนัก
           4. จากข้อ 3 ประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้า อันดับแรก แน่นอนที่ต้องเจอ การแซงคิว คนจีนที่นู้นจะยืนออกจากเส้นเหลือง ถ้าเกิดช่องโหว่ขึ้นมา เค้าจะแซงเราทันที ต่อมากลิ่นอันไม่พึงประสงค์หลังจากขึ้นรถ ต้องยอมรับว่าอากาศที่นู้นเย็นสบาย แต่ถ้าไม่อาบน้ำเลยมันหยีมากเลยนะ ที่สามการพูดคุย โดยเฉพาะอาแปะอาม่าอาซิมอาเจ๊กคุยตะโกนกันเหมือนอยู่ที่ไกล ขนาดบางคนใช้วอยซ์เมล์ก็จะตะโกนกันทำไมก็ไม่รู้ สุดท้ายการออกจากรถ จะแย่งขึ้นทำไมจ้ะ รอคนออกก่อนสิ แล้วๆ เตือนเอาไว้ พยายามชินกับการแบกกระเป๋าไว้ข้างหน้า และอย่าใช้โทรศัพท์ตอนเจอผู้คนมากมาย ไม่งั้นของเสียหายขึ้นมาจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
            5. พฤติกรรมของคนจีน ตอนอยู่ไทยเมื่อเจอคนจีนบอกตรงๆ เลยว่า รับไม่ได้จริงๆ อย่างเช่น แซงคิว พูดเสียงดัง เป็นต้น แต่มาเจอกับตัวถึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า พวกเค้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนี้ เพียงอยากแสดงความจริงใจและชัดเจน ลองคิดดูว่าถ้าคนมาใช้บริการเป็นพันหลายกว่าคน และเจอคนหูหนวกอีก คงจะหงุดหงิดมาก เป็นลูกค้าที่นู้นต้องคิดอย่างเดียวคือ "กูได้ของที่ต้องการแล้วเว้ย" แต่ก็ทำใจได้นิดน้อยนะ ถ้าได้ไปจีนจะต้องไหวพริบดี และว่องไหว เพราะคนจีนเดินเร็วมาก ฉุกของเร็ว แถมไม่สนว่าเป็นใคร ขอให้ได้ดั่งที่เขาต้องการ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
            6. ห้องน้ำอันนี้รับไม่ได้จริงๆ ถ้าตามสนามบินหรือโรงแรมที่มีบริการให้เข้าห้องน้ำจะมีโถส้วมนั่งราบ แต่ส่วนมากเป็นนั่งย่อง แถมทำขนานกับพื้นอีก ถ้าถ่ายเบาที่ไหนก็ได้ ถ่ายหนักโรงแรมอย่างเดียวเท่านั้นจ้ะ ที่สำคัญทุกที่ไม่มีสายฉีดตูด แล้วเจอทองคำก้อนพร้อมทองเหลวอีก หยีเลยอะ
            7. การพัฒนาประเทศ นี้เป็นสาเหตุที่อยากจะรู้มากว่ายิ้มรวยมาจากไหนวะ คือเจริญรุ่งเรืองกว่าบ้านเราอีก แต่ละคนใช้ของแฟชั่นไฮแบรนด์พวก Louis Fendi Chanel Dior ถ้าประเภทรถยนต์ที่ขับก็เบนซ์ แรมโบกีนี่ ออดี้ ต่างๆ นานา อันที่แปลกสุดคือแท็กซี่ขับ Ford รถตำรวจขับ BMW  แถมเสียงขับรถก็เบามาก เพราะใช้แก๊สเป็นหลัก ไม่ต้องคิดว่าจะมีขับ toyota mitsu อะไรหรือเปล่า แต่ต้องขอปรกมือและชื่นชมท่านสี จิ้นผิง และรัฐบาลจีนทุกท่านที่ทำให้คนจีนไม่อดยากตาย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
            8. ไม่พูดอังกฤษเลย หรือได้นิดหน่อย ควรเรียนศัพท์จีนเอาไว้ใช้ชีวิตรอดก็ดีนะ แถมต่อรองราคาได้ด้วย ที่สำคัญจดจำแบรนด์ฝรั่งที่ยืมมา เช่น Nike ไน้เคอ Adidas อาตี๋ต่าซือ New Balance ซินป๋ายหลุน Under Amour อันเต๋อหม่า เป็นต้น
            9. ค่าแรงสูง ครองชีพต่ำ เห็นป้ายประกาศรับสมัครพาร์ทไทม์ที่ 7/11 ถ้าเป็นนักเรียนเริ่มต้น ชม. ละ 15-20 หยวน (75 บาทอัพ) บุคคลทั่วไป ชม. ละ 25 หยวนอัพ (125 บาทอัพ) แต่ต้องเข้าใจว่า อาหารที่นู้นแพงจริง แต่ปริมาณและคุณภาพกด Love มากกว่า Like เลย
            10. อาหาร ยังไม่ได้เจอของปลอมเต็มๆ แต่เห็นร้านก็อปปี้พวกฟาสต์ฟู้ดแล้ว พ้องเสียงเกือบเหมือนเลย ส่วนรสชาติถ้าคนรสมือดี จะสัมผัสถึงกลิ่นอายจีนๆ และรสที่ลงตัวโดยไม่โกงที่ใส่ชูรสหรือรสดีแม้แต่นิดนึง ที่ลองมาก็เผ็ดน้อยแต่ชามาก เน้นเปรี้ยวเป็นหลัก ปริมาณเยอะมากเท่ากับกิน 2 มื้อ และอุปกรณ์การกินก็คือ ตะเกียบเท่านั้น ขอช้อนก็ได้ เค้าจะรู้เลยว่า อ้อ...คนไทยนี้เอง
            11. ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ตอนนั้นขอเค้านั่งกินข้าวด้วยเป็นภาษาจีน และวีดีโอคอลกับแฟน ปรากฎว่าเค้าเห็นผมพูดภาษาไทยกับแฟน เลยเกิดดีใจอยากตีสนิทมาคุยเล่นด้วย ถามแต่เรื่องเมืองไทยอย่างเดียว หรือแม้กระทั่งตอนขากลับ ผมให้เค้าออกมาเพื่อจะนั่งริมหน้าต่าง แล้วบังเอิญเค้าเห็นผมถือพาสปอร์ตไทยแล้วก็ตีสนิทอีกแล้ว แต่ถามเรื่องส่วนตัวว่าเรียนจีนที่ไหน พูดเก่งจัง เมืองไทยมีอะไร บลาๆ จนถึงกรุงเทพ โอ้...มันเลิศมาก แต่แอบเสียดายที่คนไทยบางคนก็ยังอคติกับคนจีนอยู่ ถ้าลองไปจีนสักครั้ง จะเปลี่ยนทัศนคติได้เลย

หากมีอะไรเพิ่มเติม สามารถ comment ใต้ล่างได้เลยครับ ส่วนบทความมีข้อผิดพลาดอะไรต้องขออภัยอย่างยิ่งนะครับ
(ปายป่าย มาจากภาษาจีนว่า บายบ๊าย)
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่