ละครชีวิตบทใหม่ของช่อง 3
.
และแล้วกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือช่อง 3 ก็ตัดสินใจคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ 3SD ช่อง 28 และ 3 Family ช่อง 13 ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยาจาก กสทช. ก่อนหักค่าใช้จ่าย 1,136 ล้านบาท
.
เพราะนับตั้งแต่ช่อง 3 ก้าวสู่โลกของทีวีดิจิทัล เมื่อ 4 ปีที่แล้วพร้อมกับมีช่องทีวีถึง 3 ช่อง
.
บทละครชีวิตตัวเองก็ค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป จากในยุคทีวีอนาล็อก ที่อนาคตสดใสมีกำไรแต่ละปี 4 - 5 พันล้านบาทแต่เวลานี้ล่าสุดในปี 2018 ช่อง 3 ขาดทุนถึง 330 ล้านบาท
.
เป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 22 ปีนับตั้งแต่ช่อง 3 เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
.
ไม่ใช่แค่นั้นแต่ช่อง 3 ยังมีการปลดพนักงานมากกว่า 100 ชีวิตในช่วงปลายปี 2018 อีกทั้งที่ผ่านมาเงินเดือนพนักงานที่เคยเพิ่มขึ้นทุกปีและโบนัสพนักงานที่เคยจ่ายเป็นประจำ
.
นโยบายนี้กลับถูกตัดทิ้งเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน
.
อีกทั้งในกลุ่ม BEC ยังมีหนี้สินรวมกันถึง 8,083 ล้านบาทเพิ่มขึ้นถึง 298 ล้านบาทหากเทียบกับปี 2017 ที่บริษัทมีหนี้สิน 7,785 ล้านบาท
.
สาเหตุหลักๆ ของวิกฤติที่เกิดขึ้นในตึกมาลีนนท์ มาจากอะไร?
1.พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปจากในอดีตที่ทีวีเป็นสื่อทรงพลังอันดับ 1 แต่เวลานี้ถูกสารพัดสื่อออนไลน์แย่งชิงเรตติ้ง
.
ส่งผลกระทบให้เม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีไม่ได้เพิ่มขึ้นในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา
.
2.ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาทีวีดิจิทัลไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แต่ช่องทีวีกลับเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวจากยุคทีวีอนาล็อกมี 6 ช่องแต่มาในยุคทีวีดิจิทัลที่มีถึง 25 ช่อง
.
เค้กโฆษณายังก้อนเท่าเดิมแต่คนกินเค้กจาก 6 คนมาเป็น 25 คน ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนที่กินได้น้อยและไม่พอที่จะทำให้ตัวเอง “อิ่ม”
.
แล้วช่อง 3SD และช่อง 3 Family ก็เป็นช่องที่แย่งเค้กเม็ดเงินโฆษณาได้น้อย จนไม่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองให้มีชีวิตบนจอแก้วได้
.
ข้อมูลจาก กสทช. ระบุว่า ช่อง 3 Family มีรายได้ 4 ปีร่วมกันแค่ 490 ล้านบาท ขณะที่เงินประมูลที่จ่ายไปแล้ว 396 ล้านบาท จากราคาที่ประมูลได้ 666 ล้านบาท
.
ช่อง 3SD มีรายได้ 4 ปีร่วมกัน 1,306 ล้านบาท เงินประมูลที่จ่ายไปแล้ว 1,308 ล้านบาท จากราคาที่ประมูลได้ 2,275 ล้านบาท
.
จากข้อมูลจะเห็นว่า “รายได้” กับเงินประมูลที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ให้แก่ กสทช. ของทั้ง 2 ช่องแทบจะเสมอตัว
.
แต่...อย่าลืมว่าในแต่ละปีทั้ง 2 ช่องนี้มีต้นทุนในการทำธุรกิจทั้ง เงินเดือนพนักงาน,ค่าผลิตรายการ และสารพัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ
.
แล้วต้นทุนเหล่านี้แหละ! ก็คือตัวเลขขาดทุนที่ช่อง 3 ต้องแบกรับมานานถึง 4 ปีเต็มกับ 2 ช่องทีวีดิจิทัลที่อยู่ในมือตัวเอง
.
การคืนใบอนุญาติเผื่อไม่ต้องจ่ายเงินที่ค้างไว้ให้แก่ กสทช. แถมยังได้เงินชดเชยกลับมาอีกตามข้อตกลงของแต่ละช่องที่แตกต่างกันออกไป
.
จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
.
ดีกว่าที่ยังดันทุรังมีลมหายใจในจอแก้วต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าเม็ดเงินโฆษณาในยุคนี้หายากแค่ไหน โดยเฉพาะช่องที่ไม่ได้เป็น “ซุปตาร์” มีเรตติ้งอยู่ในอันดับ Top Five
.
เพราะฉะนั้นการเหลือไว้แค่หนึ่งเดียวอย่างช่อง 3HD ที่มีเรตติ้งอันดับ 2 ในทีวีดิจิทัลและสร้างเม็ดเงินโฆษณาได้ถึง 90% จากเม็ดเงินโฆษณาทีวีทั้งหมดของช่อง 3 ในปีที่ผ่านมา 8,648 ล้านบาท
.
จึงเป็นทางเดินธุรกิจที่มาถูกทาง และดูช่อง 3 น่าจะคิดมาได้สักพักในการจะตัด 2 ช่องนี้ทิ้งไปเพียงแต่รอ กสทช.เปิดโอกาส
.
สังเกตได้จากในช่วงที่ผ่านมามีการลดจำนวนพนักงานเป็นระยะ โดยเฉพาะในปี 2018 ที่ผ่านมาที่มีการลดจำนวนพนักงานจำนวนมาก
.
ทำให้ช่อง 3 ต้องใช้เงินไปมากถึง 140 ล้านบาทเพื่อจ่ายเงินทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุและสมัครใจลาออก
.
เป็นการลดต้นทุนทำธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับขนาดธุรกิจที่คาดว่าจะเล็กลงในอนาคต
.
ขณะเดียวกันก็มุ่งสู่การหารายได้ในส่วนอื่นๆ ให้เพิ่มมากขึ้นทั้งการขายลิขสิทธิ์ละครให้แก่ทีวีต่างประเทศ,การปรับตัวไปสู่ออนไลน์,และธุรกิจ Show Biz ต่างๆ
.
สุดท้ายคือการได้แม่ทัพคนใหม่อย่าง “อริยะ พนมยงค์” ที่ย้ายเก้าอี้จากกรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย มาสู่เก้าอี้ตัวใหม่ กรรมการผู้อำนวยการ และ กรรมการบริษัท บีอีซี เวิล์ด จำกัด (มหาชน)
.
ที่มีภารกิจหลักชิ้นแรกคือให้ช่อง 3 จากที่เคยขาดทุนในปีที่แล้วให้กลับมามีกำไรในปีนี้
.
การคืน 2 ช่องทีวีดิจิทัลของช่อง 3 ก็ไม่ต่างจาก ผู้ป่วยอาการโคม่า 1 คน ที่ต้องตัดอวัยะวะหรือเนื้อร้ายตัวเองทิ้งไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้
.
เพื่อให้มีลมหายใจต่อไปในอนาคต
.
ส่วนลมหายใจครั้งใหม่นั้นจะเป็น “ฝันร้าย” หรือ “ฝันดี” ก็ยังไม่มีใครตอบได้
.
ได้แต่คาดเดาว่า ละครชีวิตบทใหม่ของช่อง 3 คงจะไม่เลวร้ายไปกว่าชีวิตละครบทเก่าที่ตัวเองขาดทุน 330 ล้านบาท
--------------------------------------------------------
ที่มา : กสทช. - รายงานประจำปี 2018
ช่อง 3 เจ็บลึกแค่ไหนกับทีวีดิจิตอล !!!
.
และแล้วกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือช่อง 3 ก็ตัดสินใจคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ 3SD ช่อง 28 และ 3 Family ช่อง 13 ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยาจาก กสทช. ก่อนหักค่าใช้จ่าย 1,136 ล้านบาท
.
เพราะนับตั้งแต่ช่อง 3 ก้าวสู่โลกของทีวีดิจิทัล เมื่อ 4 ปีที่แล้วพร้อมกับมีช่องทีวีถึง 3 ช่อง
.
บทละครชีวิตตัวเองก็ค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป จากในยุคทีวีอนาล็อก ที่อนาคตสดใสมีกำไรแต่ละปี 4 - 5 พันล้านบาทแต่เวลานี้ล่าสุดในปี 2018 ช่อง 3 ขาดทุนถึง 330 ล้านบาท
.
เป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 22 ปีนับตั้งแต่ช่อง 3 เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
.
ไม่ใช่แค่นั้นแต่ช่อง 3 ยังมีการปลดพนักงานมากกว่า 100 ชีวิตในช่วงปลายปี 2018 อีกทั้งที่ผ่านมาเงินเดือนพนักงานที่เคยเพิ่มขึ้นทุกปีและโบนัสพนักงานที่เคยจ่ายเป็นประจำ
.
นโยบายนี้กลับถูกตัดทิ้งเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน
.
อีกทั้งในกลุ่ม BEC ยังมีหนี้สินรวมกันถึง 8,083 ล้านบาทเพิ่มขึ้นถึง 298 ล้านบาทหากเทียบกับปี 2017 ที่บริษัทมีหนี้สิน 7,785 ล้านบาท
.
สาเหตุหลักๆ ของวิกฤติที่เกิดขึ้นในตึกมาลีนนท์ มาจากอะไร?
1.พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปจากในอดีตที่ทีวีเป็นสื่อทรงพลังอันดับ 1 แต่เวลานี้ถูกสารพัดสื่อออนไลน์แย่งชิงเรตติ้ง
.
ส่งผลกระทบให้เม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีไม่ได้เพิ่มขึ้นในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา
.
2.ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาทีวีดิจิทัลไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แต่ช่องทีวีกลับเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวจากยุคทีวีอนาล็อกมี 6 ช่องแต่มาในยุคทีวีดิจิทัลที่มีถึง 25 ช่อง
.
เค้กโฆษณายังก้อนเท่าเดิมแต่คนกินเค้กจาก 6 คนมาเป็น 25 คน ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนที่กินได้น้อยและไม่พอที่จะทำให้ตัวเอง “อิ่ม”
.
แล้วช่อง 3SD และช่อง 3 Family ก็เป็นช่องที่แย่งเค้กเม็ดเงินโฆษณาได้น้อย จนไม่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองให้มีชีวิตบนจอแก้วได้
.
ข้อมูลจาก กสทช. ระบุว่า ช่อง 3 Family มีรายได้ 4 ปีร่วมกันแค่ 490 ล้านบาท ขณะที่เงินประมูลที่จ่ายไปแล้ว 396 ล้านบาท จากราคาที่ประมูลได้ 666 ล้านบาท
.
ช่อง 3SD มีรายได้ 4 ปีร่วมกัน 1,306 ล้านบาท เงินประมูลที่จ่ายไปแล้ว 1,308 ล้านบาท จากราคาที่ประมูลได้ 2,275 ล้านบาท
.
จากข้อมูลจะเห็นว่า “รายได้” กับเงินประมูลที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ให้แก่ กสทช. ของทั้ง 2 ช่องแทบจะเสมอตัว
.
แต่...อย่าลืมว่าในแต่ละปีทั้ง 2 ช่องนี้มีต้นทุนในการทำธุรกิจทั้ง เงินเดือนพนักงาน,ค่าผลิตรายการ และสารพัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ
.
แล้วต้นทุนเหล่านี้แหละ! ก็คือตัวเลขขาดทุนที่ช่อง 3 ต้องแบกรับมานานถึง 4 ปีเต็มกับ 2 ช่องทีวีดิจิทัลที่อยู่ในมือตัวเอง
.
การคืนใบอนุญาติเผื่อไม่ต้องจ่ายเงินที่ค้างไว้ให้แก่ กสทช. แถมยังได้เงินชดเชยกลับมาอีกตามข้อตกลงของแต่ละช่องที่แตกต่างกันออกไป
.
จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
.
ดีกว่าที่ยังดันทุรังมีลมหายใจในจอแก้วต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าเม็ดเงินโฆษณาในยุคนี้หายากแค่ไหน โดยเฉพาะช่องที่ไม่ได้เป็น “ซุปตาร์” มีเรตติ้งอยู่ในอันดับ Top Five
.
เพราะฉะนั้นการเหลือไว้แค่หนึ่งเดียวอย่างช่อง 3HD ที่มีเรตติ้งอันดับ 2 ในทีวีดิจิทัลและสร้างเม็ดเงินโฆษณาได้ถึง 90% จากเม็ดเงินโฆษณาทีวีทั้งหมดของช่อง 3 ในปีที่ผ่านมา 8,648 ล้านบาท
.
จึงเป็นทางเดินธุรกิจที่มาถูกทาง และดูช่อง 3 น่าจะคิดมาได้สักพักในการจะตัด 2 ช่องนี้ทิ้งไปเพียงแต่รอ กสทช.เปิดโอกาส
.
สังเกตได้จากในช่วงที่ผ่านมามีการลดจำนวนพนักงานเป็นระยะ โดยเฉพาะในปี 2018 ที่ผ่านมาที่มีการลดจำนวนพนักงานจำนวนมาก
.
ทำให้ช่อง 3 ต้องใช้เงินไปมากถึง 140 ล้านบาทเพื่อจ่ายเงินทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุและสมัครใจลาออก
.
เป็นการลดต้นทุนทำธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับขนาดธุรกิจที่คาดว่าจะเล็กลงในอนาคต
.
ขณะเดียวกันก็มุ่งสู่การหารายได้ในส่วนอื่นๆ ให้เพิ่มมากขึ้นทั้งการขายลิขสิทธิ์ละครให้แก่ทีวีต่างประเทศ,การปรับตัวไปสู่ออนไลน์,และธุรกิจ Show Biz ต่างๆ
.
สุดท้ายคือการได้แม่ทัพคนใหม่อย่าง “อริยะ พนมยงค์” ที่ย้ายเก้าอี้จากกรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย มาสู่เก้าอี้ตัวใหม่ กรรมการผู้อำนวยการ และ กรรมการบริษัท บีอีซี เวิล์ด จำกัด (มหาชน)
.
ที่มีภารกิจหลักชิ้นแรกคือให้ช่อง 3 จากที่เคยขาดทุนในปีที่แล้วให้กลับมามีกำไรในปีนี้
.
การคืน 2 ช่องทีวีดิจิทัลของช่อง 3 ก็ไม่ต่างจาก ผู้ป่วยอาการโคม่า 1 คน ที่ต้องตัดอวัยะวะหรือเนื้อร้ายตัวเองทิ้งไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้
.
เพื่อให้มีลมหายใจต่อไปในอนาคต
.
ส่วนลมหายใจครั้งใหม่นั้นจะเป็น “ฝันร้าย” หรือ “ฝันดี” ก็ยังไม่มีใครตอบได้
.
ได้แต่คาดเดาว่า ละครชีวิตบทใหม่ของช่อง 3 คงจะไม่เลวร้ายไปกว่าชีวิตละครบทเก่าที่ตัวเองขาดทุน 330 ล้านบาท
--------------------------------------------------------
ที่มา : กสทช. - รายงานประจำปี 2018