[EXCLUSIVE] อันโตนิโอ วาเลนเซีย : ผมจะเก็บยูไนเต็ดไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ


"หากมีใครสักคนบอกผม ในตอนที่ผมยังเป็นเด็กน้อยในเอกวาดอร์ ว่าผมจะได้ใช้ชีวิตเกือบ 10 ปีในฐานะผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดละก็ ผมคงตอบเขาว่ามันเป็นไปไม่ได้"
.
"ผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีพ่อแม่ และพี่สาวน้องสาว 6 คน พวกเราอาศัยอยู่ในบ้านไม้เล็กๆใน ลาโก อากริโอ พวกเราอาศัยอยู่กับแบบพอเพียง เต็มไปด้วยความสุข แต่พวกเรารู้ว่าความเป็นจริงในโลกภายนอกนั้นมันต่างออกไป พวกเราค่อนข้างยากจน พวกเราไม่มีทรัพยากรที่มากพอต่อการใช้ พ่อของผม และพี่ชาย พี่สาวทั้ง 6 คน ดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อที่จะได้อาหารกลับบ้านมากิน แม่ของผมก็พยายามอย่างหนักที่จะหาสิ่งของมาให้ได้ตามที่พวกเราต้องการ ทั้งอาหารและเรื่องของการศึกษา"
.
"ครอบครัวของผม และบ้านเกิดของผม เต็มไปด้วยผู้คนที่ทำงาน จำพวกใช้แรงงาน พวกเขาทำงานกันอย่างหนักด้วยจิตวิญญาณของพวกเขา เนื่องจากแถบบ้านของผมนั้นเป็นแหล่งของอุตสาหกรรมเกี่ยวกับน้ำมัน ดังนั้นพ่อของผมจึงทำงานเกี่ยวกับสิ่งนี้ พี่ชาย พี่สาวของผมก็เช่นกัน เพื่อช่วยเหลือเรื่องการเงินที่บ้าน ผมกับพี่คนอื่นๆ ก็พยายามที่จะเก็บขวดน้ำ พวกเราพยายามเก็บกันเป็นเดือนๆและนำมันไปขาย ผมก็พยายามดิ้นรนอย่างเต็มที่เหมือนกัน"
.
"นั่นคือสิ่งที่คุณต้องพบเจอ เมื่อคุณอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนยากจน มันอาจจะฟังดูเศร้านิดหน่อย ทุกคนต้องดิ้นรนกันอย่างหนัก เพื่อหาเลี้ยงชีพของตัวเอง พวกเราดิ้นรนอย่างหนัก การที่พวกเราต้องทำแบบนี้ทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่นั่นคือสิ่งที่เราเป็น"
.
"อย่างเข้าใจผมผิดไป มันก็มีช่วงเวลาที่พวกเรามีความสุข สนุกนานไปด้วยกัน พวกเราเล่นด้วยกัน แบ่งปันของซึ่งกันและกัน มันเป็นแบบนี้ในช่วงวัยเด็กของผม มีทั้งช่วงเวลาที่มีความสุขครึ่งนึง อีกครึ่งนึงก็เป็นช่วงเวลาที่เศร้า แต่นั่นแหละคือชีวิต! ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะเกิดมาพร้อมกับโชค"
.
"ไม่ใช่ทุกคนจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะไม่มีโชคที่มากพอจะได้ลงเล่นในสนามฟุตบอลขนาดใหญ่มากๆ อย่างที่ผมเป็นอยู่"
.
"ลาโก อากริโอ ก็มีทีมฟุตบอลท้องถิ่น พวกเขามีเกมแข่งขัน และพวกเราสามารถไปชมได้ ไม่เพียงแค่นั้น พวกเราสามารถลงไปเล่นในสนามได้ด้วยเช่นกัน เมื่อถึงช่วงเวลาบ่ายๆเย็นๆ พวกเราไปที่นั่นกันและเล่นฟุตบอลกันตั้งแต่ 4 ทุ่ม ถึง 5 ทุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ช่วงเวลานั้น พวกเขาจะปิดไฟ เพื่อไล่พวกเรากลับ หรือไม่แม่ของผมก็จะมาที่สนามพร้อมกับแส้ เพื่อบอกให้พวกเรารีบเก็บของแล้วกลับบ้าน"
.
"ดังนั้น พวกเราจึงได้เล่นฟุตบอลกันเยอะมากๆ และต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมได้มีโอกาสในอาชีพฟุตบอลนี้"
.
"และผมยังต้องขอบคุณเพื่อของผม ที่ชื่อ คาบิซ่า ด้วย"
.
"ตอนที่ผมอายุ 14 ปี ผมบอกกับคาบิซ่าว่า ผมอยากจะไปลองทดสอบฝีเท้าที่ สโมสรฟุตบอลนาซีอองนัล ซึ่งเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในเอกวาดอร์ เป็นทีมที่ตั้งอยู่ในเมืองกีโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเอกวาดอร์ ห่างจากบ้านเกิดของผมออกไป 250 กิโลเมตร ดาบิซ่าบอกว่า ไม่เป็นไร เขาจะพาผมไป จากนั้นคาบิซ่าก็พาผมไปยังเมืองกีโต ซึ่งในการทดสอบฝีเท้าครั้งแรกของผม คือกับชุดอายุ 16 ปีของสโมสร และหลังจากซ้อมด้วยกัน 3 เซสชั่น โค้ชได้ตัดสินใจที่จะเลือกผมเข้าร่วมทีม เขามอบชุดนักเตะให้กับผม นั่นคือจุดเริ่มต้นอาชีพของผม"
.
"นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากขึ้น ผมเริ่มติดตามพวกเขา เพราะผู้เล่นจากแถบละตินอเมริกาได้ไปร่วมทีมในช่วงเวลานั้นอย่าง เวรอน และ ฟอร์ลัน ดังนั้นผมจึงเริ่มติดตามแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากขึ้นเรื่อยๆ และเห็นว่าพวกเขาคว้าถ้วยรางวัลมากมาย ผมเริ่มเห็นแล้วว่าสโมสรแห่งนี้เป็นเช่นไร"
.
"เมื่อผมได้เริ่มเล่นฟุตบอล ผมต้องการที่จะเล่นด้วยความเป็นมืออาชีพที่สุด เพื่อทีมของประเทศของผม ผมพยายามอย่างหนักเพื่อให้ติดทีมชาติเอกวาดอร์ ซึ่งหลังจากนั้นผมก็บรรลุเป้าหมายที่สองของผมได้สำเร็จ นั่นคือการมาเล่นที่ยุโรป"
.
"ผมได้ย้ายมาร่วมทีมวีแกน (ยืมตัวจากบิยาร์เรอัลก่อนเซ็นสัญญาซื้อขาด) เป้าหมายของผมก็คือการทำงานอย่างหนัก ซึ่งบางทีสโมสรใหญ่อย่างยูไนเต็ดอาจจะมาสนใจผม"
.
"สิ่งนั้นเกิดขึ้น ไม่นานจากนั้นผมก็ได้ย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมบอกกับตัวเองว่า"
.
"นี่คือสโมสรของผม"
.
"นี่คือบ้านของผม"
.
"ผมอยากจะอยู่ที่นี่ไปอีกหลายๆปี"
.
"จากนั้นผมก็เริ่มฝึกซ้อม ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เมื่อผมได้เห็นผู้เล่นที่สุดยอดอยู่รอบๆตัวผม ผมรู้สึกว่าผมคงไม่เห็นตัวเองอยู่ที่นี่ได้เกิน 2 ปีแน่ๆ"
.
"วันแรกๆของผมที่สโมสร เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ เข้ามานั่งข้างๆผม และบอกกับผมว่า: "ที่นี่คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนี่คือแนวทางที่พวกเราเล่น ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เช้าวันรุ่งขึ้นคุณต้องทำงานต่อไป และพยายามซ้อมให้หนัก ทีมนี้คือทีมที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของผู้ชนะ" "
.
"จากนั้น เรเน่ มูเลนสตีนก็เข้ามาบอกกับผมว่า: "ที่นี่คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นายต้องทำงานให้หนัก และพยายามเอาชนะอยู่เสมอ นี่คือสโมสรที่เต็มไปด้วยชัยชนะและถ้วยรางวัล" "
.
"ผมบอกกับตัวเองว่า: "ผมชอบแบบนี้ ผมต้องฝึกซ้อมและทำงานให้หนัก" "
.
"อย่างที่ผมบอกก่อนหน้านี้ ผมเป็นนักสู้มาตลอดชีวิตของผม"
.
"ครอบครัวของผมต่อสู้อย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอดในลาโก อากริโอ 
ผมต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ได้ไปร่วมทีมนาซีอองนัล ผมพยายามดิ้นรนอย่างหนักในสนามซ้อม ผมต้องต่อสู้เพื่อหารายได้ให้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพตัวเองในขณะที่เป็นวัยรุ่น"
.
"การต่อสู้นั้น มันไม่ใช่ปัญหา"
.
"ดังนั้นผมจึงพยายามทำงาน และฝึกซ้อมอย่างหนักในทุกวัน และผมก็เห็นว่าในทุกๆวัน ในทุกๆเกม ผมพัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผมค่อยๆปรับตัวเองให้เข้ากับการใช้ชีวิตที่สโมสรแห่งนี้พร้อมกับความคิดของผู้ชนะ"
.
"ผมบอกกับตัวเอง: "ผมอยากจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อย ผมอยากให้พวกเขาเสนอสัญญาฉบับใหม่ให้เรื่อยๆ" "
.
"และตอนนี้ ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ 10 ปีแล้ว พร้อมกับความทรงจำที่มากมาย ผมจะคิดถึงถ้วยรางวัลทุกใบที่ผมคว้ามาพร้อมกับทีมที่นี่ รวมถึงความทรงจำที่ยอดเยี่ยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเกมที่พวกเราเป็นฝ่ายตามหลัง จากนั้นพวกเราก็พลิกกลับมาชนะ ช่วงเวลาเหล่านี้ มันจะไม่มีทางหายไปจากใจของผม"
.
"มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับบางคน แต่หนึ่งเกมที่เด่น และแล่นเข้ามาในความทรงจำของผมคือ เกมแชมป์เปี้ยนลีกกับบาเยิร์นมิวนิค ในฤดูกาลแรกของผมกับทีม พวกเราแพ้ 2-1 มาในเกมเลกแรก ดังนั้นพวกเรารู้ดีในเกมเลกที่สองที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดพวกเราจะต้องออกไป และชนะให้ได้ อารมณ์ในห้องแต่งตัวในตอนนั้นทุกคนต่างนึกถึงแต่ในเกมเท่านั้น"
.
"ผมจำได้ว่าริโอ และปาทริซ ให้กำลังใจพวกเราทุกคน และพูดว่า: "พวกเราต้องชนะเกมนี้ให้ได้เพื่อแฟนๆของเรา เพื่อครอบครัวของพวกเราทุกคน" จากนั้นพวกเราก็ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเพื่ออบอุ่นร่างกายก่อนเกม เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อม จากนั้นพวกเราก็ก้าวลงสนามไป ทุกคนต่างมุ่งสมาธิ โฟกัสกับเกมเท่านั้น"
.
"พวกเรานำ 2-0 ภายในช่วงเวลา 10 นาที จากนั้นก็นำ 3-0 ก่อนหมดครึ่งแรก ผมทำได้ 2 แอสซิสต์ และเกมนั้นคือหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของผมของกับยูไนเต็ด และบรรยากาศในสนามในตอนนั้น มันน่าทึ่งมาก อย่างไรก็ตามพวกเราก็จบด้วยผลเสมอจากทั้ง 2 เกม บาเยิร์น มิวนิคผ่านเข้ารอบไปด้วยกฏประตูทีมเยือน แต่เกมนั้นก็ยังคงเป็นเกมที่อยู่ในใจของผมเสมอ"
.
"แน่นอนว่าพวกเราคงไม่มีทางที่จะชนะได้เสมอไป และสิ่งต่างๆมันก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ผมมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นกัน ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังบอกให้ผมคิดในแง่ดีเอาไว้"
.
"ในฤดูกาลที่ 2 ของผมกับทีม ผมได้รับบาดเจ็บหนักในเกมกับเรนเจอร์ในแชมป์เปี้ยนลีก ขาของผมหัก"
.
"ผมได้รับการผ่าตัด และใน 2 วันถัดมา ผมก็ออกจากโรงพยาบาลและกลับมาพักฟื้นที่บ้าน"
.
"เสียงกริ่งประตูดังขึ้น"
.
"ภรรยาของผมตอบเสียงที่ประตู และหลังประตูบานนั้นคือเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และทีมงานที่เข้ามาให้กำลังใจของผม และบอกผมว่าไม่ต้องกังวลไป"
.
"สงบสติอารมณ์ และโฟกัสไปที่การฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่"
.
"พวกเราจะรอนาย"
.
"สำหรับผม นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆที่แสดงให้เห็นว่าเรายังได้รับกำลังใจ และการสนับสนุนอยู่ มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ"
.
"ผมกลับมาหลังจากผ่านไป 6 เดือน และผมได้ลงเล่นในนัดชิงแชมป์เปี้ยนลีก ปี 2010"
.
"มันเป็นงานที่หนักมากๆ แต่ผมต้องขอบคุณ จอห์น ดาวิน นักกายภาพบำบัด เขาทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ เขาจัดแผนการฟื้นฟูร่างกายและแผนการซ้อมให้กับผม พวกเราทำงานด้วยกันอย่างหนัก และผมคิดว่าสภาพร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ก่อนที่พวกเราจะออกไปทำงานอย่างอื่นบนสนาม"
.
"6 เดือนนั้นมันเป็นเรื่องที่บ้ามากสำหรับตัวผม แต่ผมก็ได้พบกับเพื่อที่ยิ่งใหญ่ มิตรภาพที่ยั่งยืนในช่วงเวลานั้น ไม่เพียงแค่กับจอห์นเท่านั้น ผมได้รู้จักกับผู้คนมากมายในสโมสร ผมมักจะทานข้าวทุกวันกับทีม แต่ผมก็รู้จักทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นเชฟของสโมสร พนักงานในครัว รวมถึงคนทำความสะอาดห้องน้ำ"
.
"หลายต่อหลายครั้ง ผมไม่ได้ออกไปซ้อมบนสนามซ้อมเลยจนถึง 5 หรือ 6 โมงเย็น แม้ว่าผมจะมาถึงสนามซ้อมตั้งแต่ 9 โมงเช้า ผมก็เหมือนคนอื่น คนที่ทำงานอย่างหนักกับตัวเอง ผมได้สร้างมิตรภาพที่ดีกับผู้คนมากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้าเล็กน้อย เพราะผมกำลังจะต้องจากไป แต่ในใจของผมจะจดจำผู้คนเหล่านี้ไว้ตลอดไป"
.
"เป็นเรื่องยากที่ผมจะลืมผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่ผมเคยลงเล่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น กิ๊กส์ , รูนี่ย์ , สโคลล์ , ริโอ , วิดิช , ปาทริซ และอีกหลายๆคน มันยากที่จะเชื่อ แม้ว่าผมจะยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ ไล่เรียงชื่อแต่ละคนออกมา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกว่าใครคือผู้เล่นที่ดีที่สุดสำหรับผม ดังนั้นผมจึงบอกได้แค่ว่า ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้ลงเล่นเคียงข้างกับทุกคนที่นี่"
.
"ผมมีความทรงจำมากมายกับช่วงเวลาของผมที่นี่ แต่มันก็มีเรื่องอื่นๆอีก บอกตามตรง ผมคิดว่าผมมีพิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่ที่บ้านของผมนะ ผมได้รับสิ่งต่างๆทีมีค่ามากๆสำหรับผม สิ่งเหล่านั้นมันเหมือนเป็นตัวแทนชีวิตของผม ว่าสิ่งเหล่านี้คือความพยายามทั้งหมดที่ผมได้ทุ่มเทลงไป ไม่ว่าเงินจำนวนมากแค่ไหนก็ไม่มีทางซื้อความทรงจำที่อยู่ในสิ่งของเหล่านั้น และความทรงจำที่อยู่ในหัวของผมได้"
.
"มีอยู่ 2 สิ่งที่เป็นของที่ผมชอบมากที่สุด นั่นคือเสื้อตัวแรกที่ผมได้สวมลงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และปลอกแขนกัปตันทีม ในตอนที่โชเซ่ มูรินโญ่ตั้งผมเป็นกัปตันทีมครั้งแรก"
.
"สิ่งของเหล่านี้คือความทรงจำที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับผม"
.
"หัวใจของผม ความรักที่มีให้กับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะคงอยู่เสมอไป ผมจะเป็นแฟนบอลของสโมสรต่อไป รวมถึงความรักที่ผมมีให้กับผู้คนที่เมืองแห่งนี้ ที่สโมสรแห่งนี้ ลูกสาวของผมมีความสุขมากๆกับช่วงเวลา 10 ปีที่เมืองแมนเชสเตอร์ ที่นี่เป็นบ้านที่วิเศษมากจริงๆ"
.
"ผมจะเก็บสโมสรและแฟนบอลทุกคนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ถึงแฟนๆยูไนเต็ดทุกคน พวกคุณนั้นยอดเยี่ยมมากๆกับตัวผม ดังนั้นผมอยากบอกว่า ผมขอบคุณทุกคนมากจริงๆ สำหรับการสนับสนุน สำหรับกำลังใจที่มีให้กับผมตลอดช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่ผมมีกับสโมสรแห่งนี้ ผมหวังว่าพวกคุณจะสนุกไปกับการสนับสนุนสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป และผมมั่นใจว่าพวกเขาจะกลับมาคว้าถ้วยรางวัลอีกมากมายในอนาคต"
.
"ขอบคุณทุกคนมากๆครับ"
.
อันโตนิโอ วาเลนเซีย


เครดิต เฟซบุค เพจ Fanmanutd Thailand
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่