กระทู้นี้
ขออนุญาตยืมล็อกอินคนอื่นมาใช้นะคะ
เพราะตอนนี้เรื่องราวยังไม่จบ ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ จบยังไง
ตอนที่เกิดเรื่องแรกๆ ตั้งใจจะเขียนเพื่อระบายความทุกข์และถ่ายทอดความรู้สึก
รวมทั้งขอคำแนะนำเพื่อจัดการกับความรู้สึดแลพอารมณ์ของตนเองในขณะนั้น
แต่หลังจากเกิดเรื่องที่เค้าเลือกตัดสินใจ เค้าก็เรียกร้องให้ จขกท. ทำนู้นนี่ตามที่เค้าต้องการไม่หยุด
กระทู้นี้จึงต้องกลายเป็นกระทู้ขอคำปรึกษา ขอคำแนะนำ ขอความช่วยเหลือ ขอความรู้ ว่า จขกท. ควร “ตั้งรับ” อย่างไรกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
จขกท.กับสามี
เราคบกันตั้งแต่สมัยเรียน นับตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้ที่แต่งงานกันแล้วก็เกือบ 20 ปี เค้าเป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ชาย เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งสามีและเป็นครอบครัวเดียวที่ จขทก. มี เค้าเป็นคนแรกที่คิดถึงเมื่อมีเรื่องทุกข์ใจและสุขใจ เป็นความสัมพันธ์เรื่อยๆที่สุขใจ เบาใจ สบายใจและวางใจมาก เราค่อยๆเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กัน และเพราะคบกันตั้งแต่เรียรทำให้เรามีสังคมกลุ่มเดียวกัน ต่างรู้อดีตและปัจจุบันกัน
จนเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทำงานเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน
เค้าได้งานที่สายการบินหนึ่ง เข้างานเป็นกะ ทำงานตาม schedule ไม่ได้หยุด ส-อ ไม่ได้หยุดตามปฏิทิน แต่ก็กลับบ้านทุกวัน ส่วน จขกท. เป็นพนักงานออฟฟิตธรรมดาๆ ทำให้เวลาการทำงาน ลักษณะงานและสังคมของเราเริ่มจะแตกต่างกัน
หลังเราทั้งคู่ทำงานได้สักพักก็ตัดสินใจแต่งงานกัน จขกท. ฝากชีวิตทั้งหมดให้เค้า เราเป็นดำเนินชีวิตครอบครัวของเราตามปกติ
แต่วันนึงจขกท. ก็ได้ทราบว่าเค้านอกใจกับคนที่ทำงาน แต่ด้วยในตอนนั้นมันก็ยังไม่ชัดเจน จขทก. จึงเลือกที่จะไม่เชื่อ เลือกที่ะเชื่อคนของเรา คิดว่าเรารู้จักเค้าดีกว่าใคร มั่นใจในตัวเค้าถึงกับเคยบอกกับเค้าว่า "ถ้าคนอย่างเค้านอกใจได้ ผู้ชายในโลกก็ไม่มีใครเป็นคนดีหรอก" และเพราะความมั่นใจ เชื่อใจ ไม่สนว่าใครพูดยังไง เอาตัวปกป้องเค้าจากการซุบซิบนินทา เพื่อต้องการแสดงความเชื่อใจให้เค้าเห็น แม้กระทั่งไปนั่งกินข้าวถ่ายรูปร่วมโต๊ะกับผู้หญิงคนที่เค้านอกใจด้วยก็ทำ เพราะมั่นใจว่ารู้จักเค้าดี เชื่อใจ วางใจ อย่างไม่มีข้อสงสัย จนเหตุการณ์มันมีหลักฐานมันชัดเจนว่านี่คือการนอกใจแน่ๆ ก็ไปต่อ ให้อภัย เพราะคิดเข้าข้างเค้าว่า คนเราไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด
และมันก็มีครั้งที่ 2 กับผู้หญิงคนเดิม เค้าทั้งสองคนหยุดความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ จขทก.อีกแหละ...ที่ยอมได้ เพราะเข้าข้างเค้าอีกว่า เอาน่าเค้าคงพยายามอยู่ บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไรหรอก เราต้องรักษาครอบครัวเราไว้
จนมันก็ยังมีครั้งที่ 3 กับผู้หญิงคนเดิมอีกแล้ว และก็ลงเอยด้วยการให้อภัยเหมือนเดิมเหมือนสองครั้งที่เป็นมา ในตอนนั้นมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องจบ ไม่มทางที่เค้าจะสานสัมพันธ์กันต่อ เพราะในตอนนั้นผู้หญิงคนนั้นแต่งงานแล้วและสามีของผู้หญิงคนนั้นก็รู้เรื่องแล้ว มันไม่มีทางไม่จบหรอก จขกท.จึงเดินหน้าใช้ชีวิตครอบครัวกับเค้าต่อไป
ใช่มันจบ...เราต่างเดินหน้าใช้ชีวิตครอบครัวตามที่หวังจะให้เป็น แต่มันจบแค่ Season 1 เพราะมันมี Season 2
ครั้งนี้เป็นการนอกใจกับรุ่นน้องที่ทำงาน จขกท. ทราบภายหลังว่าเค้าสอนงานกันมาตั้งแต่วันแรกที่น้องคนนี้มาทำงาน จขกท. ไม่รู้หรอกว่ามันนานแค่ไหนแล้ว ในวันที่เหตุการณ์และมีหลักฐานแน่ชัด เป็นวันที่ได้รู้จากคนที่ทำงานเค้าว่ามันเกิดมานานแล้ว คนอืนๆ ซุบซิบนินทา สังเกต และสงสัยมานานแล้ว โดยตลอดระยะเวลานั้น จขกท. ไม่ได้ระแคะระคายเลย สรุป จขกท. รู้เป็นคนสุดท้าย และก็เหมือนเดิม จขกท. ยอมอภัย เพราะเค้าบอกว่าไม่มีอะไร ไม่ได้คิดอะไรกันเกินเลย แค่พี่น้อง
ตามที่คนเค้าพูดกัน...หนังสือเล่มเดิม ที่อ่านกี่ครั้งก็จบเหมือนเดิม เค้าและรุ่นน้องผู้หญิงจึงยังไม่สามารถไม่จบความสัมพันธ์กันได้ จขกท. จึงได้รับรู้ว่าเค้านอกใจเป็นครั้งที่ 2 แต่คราวนี้สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือเค้าพูดออกจากปากว่า เค้าไม่ได้รัก จขกท.เท่าเดิม ไม่ได้รู้สึกเท่าเดิมเหมือนที่เคยรู้สึก ด้วยสาเหตุต่างๆเป็นข้อๆ ดังนั้นก็เป็น จขกท. นี่แหละ ที่กลับรู้สึกผิดว่าที่เค้าเป็นแบบนี้เพราะตัว จขกท. เอง ดังนั้นในครั้งนี้ จขกท. จึงกลายเป็นคนที่จะปรับแก้ไขสาเหตุต่างๆที่เค้ากล่าวมาเป็นข้อๆ เพื่อรักษาครอบครัวไว้ และในครั้งนี้ ในครั้งนี้ เค้าเอ่ยปากขอไปเจอกับน้องผุ้หญิงคนนั้นสองต่อสอง โดยไม่ให้ จขกท. ไปด้วยเพื่อพูดคุยเคลียร์เรื่องราวเพื่อจะได้จบ
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมันคงแน่นแฟ้นและได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ...จขกท. จับได้ว่าเค้าเค้ากับรุ่นน้องที่ทำงานยังติดต่อกันเหมือนเดิม มันคือครั้งที่ 3 กับผู้หญิงคนที่ 2 ครั้งนี้ จขกท. เริ่มรู้สึกมากขึ้นถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวเค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เค้าเริ่มพูดว่าหากวันนึงเลิกรากันไปขอให้เราเป็นเพื่อนกันได้ไหม ขอให้เราติดต่อกันในฐานะคนรู้จักได้หรือเปล่า ถ้ามีวันนั้นขอให้จบกันด้วยดีได้ไหม แต่ยังไงเค้าก็จะพยายามทำให้เราเชื่อใจว่าไม่มีอะไรแล้วจริงๆ แต่อาจจะเพราะหลักฐานที่เจอ ที่เค้าใช้สรรพนามเรียกกันว่า "ที่รัก" "beb " มันยิ่งทำให้ จขกท. ก็รู้สึกระแวง ไม่เชื่อใจ หวั่นวิตก กังวล กลัว ดังนั้นการตรวจสอบ เช็ค มันมากขึ้นมากๆ คิดโง่ๆว่า จิตใจเค้าคงอ่อนไหว ถ้าเราสามารถทำให้เค้าไม่นอกลู่นอกทางได้ เดี๋ยวเค้าก็จะลืมกันไปเอง
แต่เหตุการณ์กลับ “ตีกลับ” มาที่ตัว จขกท.เอง เพราะการที่ จขกท. เพราะการระแวง ไม่ไว้ใจ ทำให้ไปเช็ค ตรวจสอบ เค้ามากขึ้น จนเค้าเริ่มมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เค้าบอกว่าเค้าอึดอัด เค้ารู้สึกว่าเค้าไม่มีที่ยืน เค้าทนไม่ไหวแล้ว เค้าไม่ทนแล้ว เค้าไม่อยากแก้ปัญหาแล้ว เค้าอยากจบปัญหา เค้าไม่ได้รัก จขกท.แล้ว ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เค้าหมดใจ ตอนนั้น จขกท. รู้แต่ว่าตัวเองขาดเค้าไม่ได้ และยินดีจะยอมให้ทุกๆอย่าง จึงขอรับปากเค้าว่าจะไม่พูดถึงเรื่องน้องผู้หญิงคนนั้นและขอร้องให้เค้ายอมอยู่ด้วยกันต่อเพื่อลองแก้ปัญหา ปรับแก้ไข ประคับประคองชีวิตครอบครัว ซึ่งเค้าก็ยอมอยู่ต่อตามที่ จขกท. อ้อนวอนขอร้อง
แต่ปฏิกิริยาพฤติกรรมของเค้ามันไม่เหมือนเดิมเลย เค้าแสดงออกให้เรารับสภาพว่าเค้าหมดใจแล้วแล้วจริงๆ เค้าบอกว่าตอนนี้ใส่เกียร์ว่าง ที่ยังอยู่เพราะ จขกท. ขอร้องให้ลองดู ก็อยู้ให้ลอง เราอยู่เหมือนต่างคนต่างอยู่ ถามคำเค้าตอบคำ เมื่อ จขกท.เดินหน้าเข้าหาเค้า เค้าจะพยายามหนีออกไปจากจุดที่เราเดินเข้าหา
- เมื่อ จขกท.ถามเค้าว่าไหนว่าจะลอง เราก็ต้องช่วยกันสิ ให้ทุกอย่างเหมือนปกติ คำตอบคือ ก็บอกไปแล้วว่าไม่อยากลอง ไม่อยากแก้ปัญหา ก็อยากให้ลองก็ลองให้แล้วไง
- เมื่อเค้าถอยห่าง เราก็พยายามเข้าไป ก็กลายเป็นว่าเราเอาแต่ใจตัวเอง ต้องการให้เค้าเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้
- เมื่อถามว่าเราไม่เชื่อหรอกว่าเวลาที่เราคบกันจนแต่งงานกันนานขนาดนี้ เธอจะไม่ได้รักฉันแล้ว คำตอบคือ ฉันจะโกหกเธอทำไม
- เมื่อพยายามเข้าไปอยู่ใกล้ ทำนู้นนี่ร่วมกัน เค้าจะเดินหนี และพูดว่า ก็บอกแล้วไงต่างคนต่างอยู่
- เมื่ออยู่ในบ้านเดียวกันสองคน เค้าพูดว่าเลือกว่าอยู่ชั้นบนหรือชั้นล่าง ถ้าเธออยู่ข้างล่างฉันจะได้ขึ้นข้างบน
จนคืนนึงเค้าให้ จขกท. ขึ้นไปนอนก่อน เค้าจะนั่งอยู่ข้างล่าง สะดวกแล้วจะตามไปนอนเอง จขกท. รับรู้ได้ถึงบางอย่าง เพราะเห็นว่าเค้าพยายามรวบรวมของไปกองไว้จุดเดียวกัน หยิบนู้นนี่ในบ้านที่จำเป็น ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงรู้อยู่ในใจแล้วว่า ถ้า จขกท.ขึ้นห้องไป เค้าน่าจะไม่อยู่แล้วแน่ๆ จึงบอกเค้าว่าขอนั่งอยู่ด้วยเงียบๆ จะไม่รบกวน เดี๋ยวเราขึ้นพร้อมกัน ไม่นาน เค้าก็เอ่ยปากว่า "ขอไปอยู่ที่อื่น" จขกท.จึงถามกลับว่า จขกท. เลือกได้ใช่ไหม ถ้าเลือกได้ไม่ไปได้ไหม บอกว่าจะลองก็ต้องร่วมมือกันด้วยสิ รักษาครอบครัวไว้ เค้าตอบกลับมาว่าเลือกไม่ได้ เค้าจะไป และเก็บข้าวของเกือบทั้งหมดออกไป รวมทั้งเอกสารสำคัญหลายๆอย่าง ซึ่งมันยิ่งทำให้ จขกท. มั่นใจว่ามันไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ เค้าคิดวางแผนและตั้งใจอยู่แล้ว
ก่อนที่เค้าจะออกรถไป จขกท. บอกให้เค้ารู้ว่าขอไม่หย่านะ เค้าตอบกลับมาว่าก็แล้วแต่ ดังนั้น จขกท.จึงย้ำกลับไปว่าหากมันเป็นเพราะ จขกท. ไม่ดีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าการไปครั้งนี้มันมีเรื่องน้องผู้หญิงที่ทำงานคนนั้นเป็นปัจจัยร่วมด้วย จขกท. มีสิทธิ์จะฟ้องน้องผู้หญิงคนนั้นนะ (ไม่เคยคิดจะฟ้องเค้าเลย) ยังไม่ทันจบประโยคดี เค้ากลายเป็นอีกคนที่ จขกท. ไม่เคยเห็นมาก่อน เค้าทำร้ายร่างกาย กร่นด่า ขึ้นกู เรียก จขกท. ว่า อี.......เอาเป็นว่าเราจบกันไม่ดี เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่เค้าเคยคิดและขอไว้
เค้าออกจากบ้านกลางดึก เมื่อ จขกท. เห็นว่าเค้าออกไปสิ่งแรกคือคิดจะลองไลน์ไปหาแต่เค้าก็บล็อกไลน์ในทันทีที่ก้าวขาขึ้นรถไป เช้าขึ้นมาเค้าเปลี่ยนรหัสการเข้าถึงอีเมลและโซเชี่ยลต่างๆ ในทันที ใน 2-3 วันต่อมาก็มีข้อความจากเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้งานร่วมกัน แจ้งว่าเค้าได้แจ้งยกเลิกบริการนั้นที่ใช้ร่วมกันทั้งหมด และเมื่อครบ 1 อาทิตย์ที่เค้าออกไป อยู่ๆเค้าก็โทรเข้า แต่ จขกท. ไม่ได้รับสาย เค้าจึงปลดล็อคไลน์และส่งข้อความเข้ามาบอกว่าต้องการจะเข้าบ้านไปเก็บของที่เหลือทั้งหมด ซึ่ง จขกท. ก็ให้เค้าทำตามที่เค้าต้องการ
ตั้งแต่วันแรกที่เค้าตัดสินใจก้าวขาออกไปจนถึงวันที่เค้าเข้ามาเก็บข้าวของที่เหลือ มันเหมือนกับเค้าเป็นฝ่ายเลือกทุกๆอย่าง ให้ จขกท. เราทำได้แค่นั่งดู และให้ความร่วมมือกับสิ่งที่เค้าเลือก ทำเหมือนคนที่อยู่ด้วยกันมาเป็นหมา วันนึงพอใจอยากได้ก็เอามาดูแล แต่พอวันนึงไม่อยากได้ อึดอัดทนไม่ไหว ก็เอาไปปล่อยทิ้งที่วัดอย่างไม่มีความรับผิดชอบ ไม่สนใจว่ามันจะอยู่ยังไง อยู่ได้ไหม ทั้งที่ตอนทุกข์เราก็ทุกข์กับเค้า ตอนไม่มีก็ช่วยเหลือกัน ตอนป่วยก็เป็นเราที่อยู่ตรงนั้น ตอนที่เค้าเป็น lost social respectation ในสายตาคนอื่น ก็เป็นเราที่ยืนหยัดอยู่ข้างๆเค้า
ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จขกท. ทำหน้าที่ของคนรักอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซื่อสัตย์ ให้เกียรติทั้งต่อหน้าและลับหลัง ช่วยวางแผนทางการเงิน ไม่เคยเบียดเบียนรายได้ ทำตัวไม่ให้เป็นภาระโดยการทำงาน มีเงินเดือน ขวนขวายเรียนจนจบปริญญาโท เพื่ออัพเดตเงินเดือนให้สูงขึ้น ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่ม ไม่เคยใช้แบรนด์เนม ทำหน้าที่ภรรยาอย่างเต็มความสามารถ ทำงานงานประจำนอกบ้าน ทำงานบ้าน ทำกับข้าว ดูแลเค้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้า กางเกงใน มีความสุขที่ได้ตัดเล็บเท้า เล็บมือให้เค้า แต่บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดกลับจบลงแบบนี้
ในช่วง 2-3 วันแรก จขทก. ยังย่ำและย้ำกับตัวเองว่าที่ทุกอบ่างมันลงเอยแบบนี้เพราะเราเป็นสาเหตุ ถ้าเรายอมเชื่อใจและทำให้เค้าอึดอัด ทุกอย่างจึงลงเอยแบบนี้ และต้องรับกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเพียงลำพังคนเดียวในบ้านหลังเดิม ยังมีหนี้สินบางอย่างที่ต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง โดยไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากเค้า
ตอนนี้ จขกท. รู้สึกว่าเค้าเดินหน้า "รุก" เกินไป จากความรู้สึกเสียใจ จึงกลายเป็นรู้สึกว่าต้องป้องกันตัวเองและเอาตัวรอด เพราะตอนนี้เค้าได้สิ่งที่ต้องการไปหมดแล้ว เหลือเพียงอยากเดียวคือทะเบียนสมรสที่ยังมีผลทางกฏหมาย ซึ่ง จขกท. ประเมินจากสถานการณ์รุกที่เกิดขึ้น คาดว่าเค้าคงไม่หยุดดิ้นจนกว่าจะได้ตามที่ต้องการ จึงอยากขอคำปรึกษา คำแนะนำว่า จขกท. ควร "ตั้งรับ" กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะเร็วหรือช้า และจะเป็นอย่างไร
ควร "ตั้งรับ" กับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตคู่ที่เกิดขึ้นอย่างไร
ขออนุญาตยืมล็อกอินคนอื่นมาใช้นะคะ
เพราะตอนนี้เรื่องราวยังไม่จบ ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ จบยังไง
ตอนที่เกิดเรื่องแรกๆ ตั้งใจจะเขียนเพื่อระบายความทุกข์และถ่ายทอดความรู้สึก
รวมทั้งขอคำแนะนำเพื่อจัดการกับความรู้สึดแลพอารมณ์ของตนเองในขณะนั้น
แต่หลังจากเกิดเรื่องที่เค้าเลือกตัดสินใจ เค้าก็เรียกร้องให้ จขกท. ทำนู้นนี่ตามที่เค้าต้องการไม่หยุด
กระทู้นี้จึงต้องกลายเป็นกระทู้ขอคำปรึกษา ขอคำแนะนำ ขอความช่วยเหลือ ขอความรู้ ว่า จขกท. ควร “ตั้งรับ” อย่างไรกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
จขกท.กับสามี
เราคบกันตั้งแต่สมัยเรียน นับตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้ที่แต่งงานกันแล้วก็เกือบ 20 ปี เค้าเป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ชาย เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งสามีและเป็นครอบครัวเดียวที่ จขทก. มี เค้าเป็นคนแรกที่คิดถึงเมื่อมีเรื่องทุกข์ใจและสุขใจ เป็นความสัมพันธ์เรื่อยๆที่สุขใจ เบาใจ สบายใจและวางใจมาก เราค่อยๆเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กัน และเพราะคบกันตั้งแต่เรียรทำให้เรามีสังคมกลุ่มเดียวกัน ต่างรู้อดีตและปัจจุบันกัน
จนเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทำงานเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน
เค้าได้งานที่สายการบินหนึ่ง เข้างานเป็นกะ ทำงานตาม schedule ไม่ได้หยุด ส-อ ไม่ได้หยุดตามปฏิทิน แต่ก็กลับบ้านทุกวัน ส่วน จขกท. เป็นพนักงานออฟฟิตธรรมดาๆ ทำให้เวลาการทำงาน ลักษณะงานและสังคมของเราเริ่มจะแตกต่างกัน
หลังเราทั้งคู่ทำงานได้สักพักก็ตัดสินใจแต่งงานกัน จขกท. ฝากชีวิตทั้งหมดให้เค้า เราเป็นดำเนินชีวิตครอบครัวของเราตามปกติ
แต่วันนึงจขกท. ก็ได้ทราบว่าเค้านอกใจกับคนที่ทำงาน แต่ด้วยในตอนนั้นมันก็ยังไม่ชัดเจน จขทก. จึงเลือกที่จะไม่เชื่อ เลือกที่ะเชื่อคนของเรา คิดว่าเรารู้จักเค้าดีกว่าใคร มั่นใจในตัวเค้าถึงกับเคยบอกกับเค้าว่า "ถ้าคนอย่างเค้านอกใจได้ ผู้ชายในโลกก็ไม่มีใครเป็นคนดีหรอก" และเพราะความมั่นใจ เชื่อใจ ไม่สนว่าใครพูดยังไง เอาตัวปกป้องเค้าจากการซุบซิบนินทา เพื่อต้องการแสดงความเชื่อใจให้เค้าเห็น แม้กระทั่งไปนั่งกินข้าวถ่ายรูปร่วมโต๊ะกับผู้หญิงคนที่เค้านอกใจด้วยก็ทำ เพราะมั่นใจว่ารู้จักเค้าดี เชื่อใจ วางใจ อย่างไม่มีข้อสงสัย จนเหตุการณ์มันมีหลักฐานมันชัดเจนว่านี่คือการนอกใจแน่ๆ ก็ไปต่อ ให้อภัย เพราะคิดเข้าข้างเค้าว่า คนเราไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด
และมันก็มีครั้งที่ 2 กับผู้หญิงคนเดิม เค้าทั้งสองคนหยุดความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ จขทก.อีกแหละ...ที่ยอมได้ เพราะเข้าข้างเค้าอีกว่า เอาน่าเค้าคงพยายามอยู่ บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไรหรอก เราต้องรักษาครอบครัวเราไว้
จนมันก็ยังมีครั้งที่ 3 กับผู้หญิงคนเดิมอีกแล้ว และก็ลงเอยด้วยการให้อภัยเหมือนเดิมเหมือนสองครั้งที่เป็นมา ในตอนนั้นมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องจบ ไม่มทางที่เค้าจะสานสัมพันธ์กันต่อ เพราะในตอนนั้นผู้หญิงคนนั้นแต่งงานแล้วและสามีของผู้หญิงคนนั้นก็รู้เรื่องแล้ว มันไม่มีทางไม่จบหรอก จขกท.จึงเดินหน้าใช้ชีวิตครอบครัวกับเค้าต่อไป
ใช่มันจบ...เราต่างเดินหน้าใช้ชีวิตครอบครัวตามที่หวังจะให้เป็น แต่มันจบแค่ Season 1 เพราะมันมี Season 2
ครั้งนี้เป็นการนอกใจกับรุ่นน้องที่ทำงาน จขกท. ทราบภายหลังว่าเค้าสอนงานกันมาตั้งแต่วันแรกที่น้องคนนี้มาทำงาน จขกท. ไม่รู้หรอกว่ามันนานแค่ไหนแล้ว ในวันที่เหตุการณ์และมีหลักฐานแน่ชัด เป็นวันที่ได้รู้จากคนที่ทำงานเค้าว่ามันเกิดมานานแล้ว คนอืนๆ ซุบซิบนินทา สังเกต และสงสัยมานานแล้ว โดยตลอดระยะเวลานั้น จขกท. ไม่ได้ระแคะระคายเลย สรุป จขกท. รู้เป็นคนสุดท้าย และก็เหมือนเดิม จขกท. ยอมอภัย เพราะเค้าบอกว่าไม่มีอะไร ไม่ได้คิดอะไรกันเกินเลย แค่พี่น้อง
ตามที่คนเค้าพูดกัน...หนังสือเล่มเดิม ที่อ่านกี่ครั้งก็จบเหมือนเดิม เค้าและรุ่นน้องผู้หญิงจึงยังไม่สามารถไม่จบความสัมพันธ์กันได้ จขกท. จึงได้รับรู้ว่าเค้านอกใจเป็นครั้งที่ 2 แต่คราวนี้สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือเค้าพูดออกจากปากว่า เค้าไม่ได้รัก จขกท.เท่าเดิม ไม่ได้รู้สึกเท่าเดิมเหมือนที่เคยรู้สึก ด้วยสาเหตุต่างๆเป็นข้อๆ ดังนั้นก็เป็น จขกท. นี่แหละ ที่กลับรู้สึกผิดว่าที่เค้าเป็นแบบนี้เพราะตัว จขกท. เอง ดังนั้นในครั้งนี้ จขกท. จึงกลายเป็นคนที่จะปรับแก้ไขสาเหตุต่างๆที่เค้ากล่าวมาเป็นข้อๆ เพื่อรักษาครอบครัวไว้ และในครั้งนี้ ในครั้งนี้ เค้าเอ่ยปากขอไปเจอกับน้องผุ้หญิงคนนั้นสองต่อสอง โดยไม่ให้ จขกท. ไปด้วยเพื่อพูดคุยเคลียร์เรื่องราวเพื่อจะได้จบ
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมันคงแน่นแฟ้นและได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ...จขกท. จับได้ว่าเค้าเค้ากับรุ่นน้องที่ทำงานยังติดต่อกันเหมือนเดิม มันคือครั้งที่ 3 กับผู้หญิงคนที่ 2 ครั้งนี้ จขกท. เริ่มรู้สึกมากขึ้นถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวเค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เค้าเริ่มพูดว่าหากวันนึงเลิกรากันไปขอให้เราเป็นเพื่อนกันได้ไหม ขอให้เราติดต่อกันในฐานะคนรู้จักได้หรือเปล่า ถ้ามีวันนั้นขอให้จบกันด้วยดีได้ไหม แต่ยังไงเค้าก็จะพยายามทำให้เราเชื่อใจว่าไม่มีอะไรแล้วจริงๆ แต่อาจจะเพราะหลักฐานที่เจอ ที่เค้าใช้สรรพนามเรียกกันว่า "ที่รัก" "beb " มันยิ่งทำให้ จขกท. ก็รู้สึกระแวง ไม่เชื่อใจ หวั่นวิตก กังวล กลัว ดังนั้นการตรวจสอบ เช็ค มันมากขึ้นมากๆ คิดโง่ๆว่า จิตใจเค้าคงอ่อนไหว ถ้าเราสามารถทำให้เค้าไม่นอกลู่นอกทางได้ เดี๋ยวเค้าก็จะลืมกันไปเอง
แต่เหตุการณ์กลับ “ตีกลับ” มาที่ตัว จขกท.เอง เพราะการที่ จขกท. เพราะการระแวง ไม่ไว้ใจ ทำให้ไปเช็ค ตรวจสอบ เค้ามากขึ้น จนเค้าเริ่มมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เค้าบอกว่าเค้าอึดอัด เค้ารู้สึกว่าเค้าไม่มีที่ยืน เค้าทนไม่ไหวแล้ว เค้าไม่ทนแล้ว เค้าไม่อยากแก้ปัญหาแล้ว เค้าอยากจบปัญหา เค้าไม่ได้รัก จขกท.แล้ว ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เค้าหมดใจ ตอนนั้น จขกท. รู้แต่ว่าตัวเองขาดเค้าไม่ได้ และยินดีจะยอมให้ทุกๆอย่าง จึงขอรับปากเค้าว่าจะไม่พูดถึงเรื่องน้องผู้หญิงคนนั้นและขอร้องให้เค้ายอมอยู่ด้วยกันต่อเพื่อลองแก้ปัญหา ปรับแก้ไข ประคับประคองชีวิตครอบครัว ซึ่งเค้าก็ยอมอยู่ต่อตามที่ จขกท. อ้อนวอนขอร้อง
แต่ปฏิกิริยาพฤติกรรมของเค้ามันไม่เหมือนเดิมเลย เค้าแสดงออกให้เรารับสภาพว่าเค้าหมดใจแล้วแล้วจริงๆ เค้าบอกว่าตอนนี้ใส่เกียร์ว่าง ที่ยังอยู่เพราะ จขกท. ขอร้องให้ลองดู ก็อยู้ให้ลอง เราอยู่เหมือนต่างคนต่างอยู่ ถามคำเค้าตอบคำ เมื่อ จขกท.เดินหน้าเข้าหาเค้า เค้าจะพยายามหนีออกไปจากจุดที่เราเดินเข้าหา
- เมื่อ จขกท.ถามเค้าว่าไหนว่าจะลอง เราก็ต้องช่วยกันสิ ให้ทุกอย่างเหมือนปกติ คำตอบคือ ก็บอกไปแล้วว่าไม่อยากลอง ไม่อยากแก้ปัญหา ก็อยากให้ลองก็ลองให้แล้วไง
- เมื่อเค้าถอยห่าง เราก็พยายามเข้าไป ก็กลายเป็นว่าเราเอาแต่ใจตัวเอง ต้องการให้เค้าเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้
- เมื่อถามว่าเราไม่เชื่อหรอกว่าเวลาที่เราคบกันจนแต่งงานกันนานขนาดนี้ เธอจะไม่ได้รักฉันแล้ว คำตอบคือ ฉันจะโกหกเธอทำไม
- เมื่อพยายามเข้าไปอยู่ใกล้ ทำนู้นนี่ร่วมกัน เค้าจะเดินหนี และพูดว่า ก็บอกแล้วไงต่างคนต่างอยู่
- เมื่ออยู่ในบ้านเดียวกันสองคน เค้าพูดว่าเลือกว่าอยู่ชั้นบนหรือชั้นล่าง ถ้าเธออยู่ข้างล่างฉันจะได้ขึ้นข้างบน
จนคืนนึงเค้าให้ จขกท. ขึ้นไปนอนก่อน เค้าจะนั่งอยู่ข้างล่าง สะดวกแล้วจะตามไปนอนเอง จขกท. รับรู้ได้ถึงบางอย่าง เพราะเห็นว่าเค้าพยายามรวบรวมของไปกองไว้จุดเดียวกัน หยิบนู้นนี่ในบ้านที่จำเป็น ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงรู้อยู่ในใจแล้วว่า ถ้า จขกท.ขึ้นห้องไป เค้าน่าจะไม่อยู่แล้วแน่ๆ จึงบอกเค้าว่าขอนั่งอยู่ด้วยเงียบๆ จะไม่รบกวน เดี๋ยวเราขึ้นพร้อมกัน ไม่นาน เค้าก็เอ่ยปากว่า "ขอไปอยู่ที่อื่น" จขกท.จึงถามกลับว่า จขกท. เลือกได้ใช่ไหม ถ้าเลือกได้ไม่ไปได้ไหม บอกว่าจะลองก็ต้องร่วมมือกันด้วยสิ รักษาครอบครัวไว้ เค้าตอบกลับมาว่าเลือกไม่ได้ เค้าจะไป และเก็บข้าวของเกือบทั้งหมดออกไป รวมทั้งเอกสารสำคัญหลายๆอย่าง ซึ่งมันยิ่งทำให้ จขกท. มั่นใจว่ามันไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ เค้าคิดวางแผนและตั้งใจอยู่แล้ว
ก่อนที่เค้าจะออกรถไป จขกท. บอกให้เค้ารู้ว่าขอไม่หย่านะ เค้าตอบกลับมาว่าก็แล้วแต่ ดังนั้น จขกท.จึงย้ำกลับไปว่าหากมันเป็นเพราะ จขกท. ไม่ดีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าการไปครั้งนี้มันมีเรื่องน้องผู้หญิงที่ทำงานคนนั้นเป็นปัจจัยร่วมด้วย จขกท. มีสิทธิ์จะฟ้องน้องผู้หญิงคนนั้นนะ (ไม่เคยคิดจะฟ้องเค้าเลย) ยังไม่ทันจบประโยคดี เค้ากลายเป็นอีกคนที่ จขกท. ไม่เคยเห็นมาก่อน เค้าทำร้ายร่างกาย กร่นด่า ขึ้นกู เรียก จขกท. ว่า อี.......เอาเป็นว่าเราจบกันไม่ดี เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่เค้าเคยคิดและขอไว้
เค้าออกจากบ้านกลางดึก เมื่อ จขกท. เห็นว่าเค้าออกไปสิ่งแรกคือคิดจะลองไลน์ไปหาแต่เค้าก็บล็อกไลน์ในทันทีที่ก้าวขาขึ้นรถไป เช้าขึ้นมาเค้าเปลี่ยนรหัสการเข้าถึงอีเมลและโซเชี่ยลต่างๆ ในทันที ใน 2-3 วันต่อมาก็มีข้อความจากเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้งานร่วมกัน แจ้งว่าเค้าได้แจ้งยกเลิกบริการนั้นที่ใช้ร่วมกันทั้งหมด และเมื่อครบ 1 อาทิตย์ที่เค้าออกไป อยู่ๆเค้าก็โทรเข้า แต่ จขกท. ไม่ได้รับสาย เค้าจึงปลดล็อคไลน์และส่งข้อความเข้ามาบอกว่าต้องการจะเข้าบ้านไปเก็บของที่เหลือทั้งหมด ซึ่ง จขกท. ก็ให้เค้าทำตามที่เค้าต้องการ
ตั้งแต่วันแรกที่เค้าตัดสินใจก้าวขาออกไปจนถึงวันที่เค้าเข้ามาเก็บข้าวของที่เหลือ มันเหมือนกับเค้าเป็นฝ่ายเลือกทุกๆอย่าง ให้ จขกท. เราทำได้แค่นั่งดู และให้ความร่วมมือกับสิ่งที่เค้าเลือก ทำเหมือนคนที่อยู่ด้วยกันมาเป็นหมา วันนึงพอใจอยากได้ก็เอามาดูแล แต่พอวันนึงไม่อยากได้ อึดอัดทนไม่ไหว ก็เอาไปปล่อยทิ้งที่วัดอย่างไม่มีความรับผิดชอบ ไม่สนใจว่ามันจะอยู่ยังไง อยู่ได้ไหม ทั้งที่ตอนทุกข์เราก็ทุกข์กับเค้า ตอนไม่มีก็ช่วยเหลือกัน ตอนป่วยก็เป็นเราที่อยู่ตรงนั้น ตอนที่เค้าเป็น lost social respectation ในสายตาคนอื่น ก็เป็นเราที่ยืนหยัดอยู่ข้างๆเค้า
ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จขกท. ทำหน้าที่ของคนรักอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซื่อสัตย์ ให้เกียรติทั้งต่อหน้าและลับหลัง ช่วยวางแผนทางการเงิน ไม่เคยเบียดเบียนรายได้ ทำตัวไม่ให้เป็นภาระโดยการทำงาน มีเงินเดือน ขวนขวายเรียนจนจบปริญญาโท เพื่ออัพเดตเงินเดือนให้สูงขึ้น ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่ม ไม่เคยใช้แบรนด์เนม ทำหน้าที่ภรรยาอย่างเต็มความสามารถ ทำงานงานประจำนอกบ้าน ทำงานบ้าน ทำกับข้าว ดูแลเค้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้า กางเกงใน มีความสุขที่ได้ตัดเล็บเท้า เล็บมือให้เค้า แต่บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดกลับจบลงแบบนี้
ในช่วง 2-3 วันแรก จขทก. ยังย่ำและย้ำกับตัวเองว่าที่ทุกอบ่างมันลงเอยแบบนี้เพราะเราเป็นสาเหตุ ถ้าเรายอมเชื่อใจและทำให้เค้าอึดอัด ทุกอย่างจึงลงเอยแบบนี้ และต้องรับกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเพียงลำพังคนเดียวในบ้านหลังเดิม ยังมีหนี้สินบางอย่างที่ต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง โดยไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากเค้า
ตอนนี้ จขกท. รู้สึกว่าเค้าเดินหน้า "รุก" เกินไป จากความรู้สึกเสียใจ จึงกลายเป็นรู้สึกว่าต้องป้องกันตัวเองและเอาตัวรอด เพราะตอนนี้เค้าได้สิ่งที่ต้องการไปหมดแล้ว เหลือเพียงอยากเดียวคือทะเบียนสมรสที่ยังมีผลทางกฏหมาย ซึ่ง จขกท. ประเมินจากสถานการณ์รุกที่เกิดขึ้น คาดว่าเค้าคงไม่หยุดดิ้นจนกว่าจะได้ตามที่ต้องการ จึงอยากขอคำปรึกษา คำแนะนำว่า จขกท. ควร "ตั้งรับ" กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะเร็วหรือช้า และจะเป็นอย่างไร