คือผมมีอาการจิ้นแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆแล้วครับประมาณ 11-12 จะชอบจินตนาการ อารมณ์เหมือนคนดูอนิเมะแล้วชอบจิ้น ชอบสร้างโดจินขึ้นมานึกออกมั้ยครับ สร้างโลกแฟนตาซี สร้างอะไรที่เราเป็นตัวเอกในอุดมคติบลาๆ แต่ทั้งหมดเกิดแค่ในหัวของผมเท่านั้น ผมสามารถนอนนึกเรื่องต่างๆได้ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่ทำอะไรเลยยังได้ นอนเฉยๆมีตวามสุขในหัวตัวเอง เป็นบ่อยจนกลายเป็นแพ็ทเทิร์นเลยครับ โครงสร้างวางตัวละคร เบสจากอนิเมะ หนัง ซีรีย์ที่ดูมาแล้วชอบตัวละครนั้นๆแต่มาทำให้ฉีก เอาเป็นว่าผมเป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเด็กๆ จนตอนนี้อายุ 20 ปีก็ยังเป็นครับ
(ออกตัวว่าผมไม่ใช่เด็กไม่มีเพื่อนนะครับ ผมมีและเป็นคนคุยเก่งมากๆครับ ในวงสนทนาได้เป็นจุดศูนย์กลางตลอด ผมจะเล่นมุขในวงเพื่อนเก่งมากๆ)
เข้าเรื่องจริงๆนะครับ
เมื่อราวๆปีที่แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ผมมีปัญหาหนี้สิน จากมีบ้านมีรถทุกอย่างหายไปหมด ผมต้องดรอปเรียนแล้วพ่อกับแม่ก็เลิกกัน ผมเคว้งคว้างสุดๆ พ่อยังคงส่งเงินให้ผมเดือนละ 5-6 พัน + กับผมทำงาน 7-11 makro, bigc, lotus เปลี่ยนบ่อยมากเพราะชีวิตช่วงนี้เซอร์สุดๆ เหม็นขี้หน้าเพื่อนร่วมงาน เบื่องานก็ออกแล้วหาใหม่ ไกล้เคียงกับคำว่าฆ่าตัวตายที่สุดก็คือเมื่อราวๆเดือนธันวาคมปี 2561 ครับ ชีวิตผมดีเพรสสุดขีด ผมไม่เคยระบาย ไม่เคยพูดอะไรกับพี่สาวหรือพ่อหรือแม่ผมเลย เราไม่ได้เจอกันนะครับ คุยกันผ่านโทรศัพท์อย่างเดียวซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อกับแม่ผมโทรมามากกว่า เก็บไว้คนเดียวตลอดเพราะรู้สึกว่าการระบายให้พ่อให้แม่ฟังมันไม่ช่วยเลยสักนิด และผมว่ามันไม่ช่วยเลยจริงๆนะ
ณ ตอนนั้นผมไม่ได้ทำงาน ผมเริ่มตั้งคำถามถึงเป้าหมายในชีวิตตัวเองที่แม้งไม่มีอะไรเลย และเริ่มคิดมากเรื่องชีวิตที่ผ่านมาที่มันเลอะเทอะยุ่งเหยิงผมรู้สึกเหมือนเด็กที่เล่นเซฟเกมเสียแล้วอยากจะรีเซ็ตใหม่เล่นตั้งแต่ต้น(คือผมไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองตอนนั้นเหมือนกัน มันสับสนและเปราะบางมากๆ) แล้วผมก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายครับ ลงมือทำด้วย ผูกคอตัวเอง ปล่อยตัวลงจากเก้าอีก ห้อยได้ประมาณ 5-7 วินาทีผมไม่แน่ใจ เชือกที่ผูกไว้กับช่องลมก็หลุดลงมา ผมลงไปนอนที่พื้นแล้วหน้าผมก็ค่อยๆมืดๆแล้วดับไป2-3นาที แล้วผมก็ตื่นมาร้องไห้ คลานไปตรงที่นอนที่เป็นฟูก แล้วผมก็ร้องไห้จนหลับไป
พอตื่นมามันเหมือนทุกอย่างใหม่ไปหมด ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหายไปหมดเลย พอล้างหน้ากินข้าวแล้วทุกอย่างมันดีขึ้นมากจริงๆ บอกไม่ถูกเลย
และผมก็ไม่ได้ออกไปหางานทำเลยเป็นเดือน เพราะน่าจะมีความเป็นมนุษย์ปกติมากขึ้น ผมแคร์สายตาคนรอบข้าง แคร์ความคิดคนอื่น ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่สนเลย มันกลายเป็นความแคร์และความกลัว กลัวไปหมดว่าคนจะมองเรายังไง จะคิดกับเรายังไง ทั้งๆที่จริงๆมันก็เหมือนๆกับที่ผ่านมา
แต่ความคิดความกลัวนี้มันไม่ไปไหนเลย(มีการทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นในช่วงนั้นเยอะเหมือนกันครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อยผนัง ต่อยหน้าตัวเอง)
มีคืนนึงผมก็นอนคิดกับตัวเองว่าจะยังไงดี ชีวิตไม่มีเป้าหมายแล้วนะ ทุกวันนี้ทำงานแค่เพื่อเลี้ยงตัวเอง เสพความสุขที่แม้งไม่ใช่ความสุขจริงๆ(เช่น ซีรีย์ อาหาร เครื่องประดับ สังคมนิยมบลาๆ)ไม่มีความฝันจริงๆเลยนะ คือ ตอนนั้นตัวผมเริ่มหาเหตุผลอีกครั้งนึง หาเหตุผลที่จะจบชีวิตตัวเองอีกครั้งนึง นอนคิดแบบนั้นเป็นชั่วโมงครับ
จนจากการนอนคิดเริ่มเป็นการพูดกับตัวเอง และก็มีการพูดเป็นภาษาที่สองคือภาษาอังกฤษครับ พูดโมติเวทตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ ให้กำลังใจตัวเอง ผมจำได้ทุกคำพูดเลยครับ เหมือนกับไม่ได้พูดเอง แต่ฟังคนอื่นพูดให้ฟังอยู่แล้วมันประทับใจ มันตราตรึงมาก มันช่วยให้ผมยืนขึ้นได้จริงๆ ผมพูดกับตัวเองประมาณว่า
"เห้ยคือคุณไม่กลัวที่จะตายแล้วนะ แล้วคุณจะยังกลัวอะไรอีก ?? คือคุณแม้งแม้แต่ตายยังไม่กลัวแล้วจะกลัวอะไรอีกวะเพื่อน "
"คุณยอมรับความตายแล้ว นั่นเท่ากับว่านับต่อจากนี้ในชีวิตคุณ คุณไม่ต้องกลัวเรื่องอะไรเลยที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อะไรที่มันผิดแผนคุณไม่ต้องกลัวอีกแล้ว ความตายมันคือจุดสูงสุดและสิ้นสุดของชีวิตนะเว้ย คุณไม่กลัวมันแล้วเท่ากับคุณเป็นอิสระเว้ย ! ถ้าคุณยอมรับว่าตัวคุณตายได้ นั่นเท่ากับไม่มีอะไรอีกแล้วในชีวิตที่คุณทำไม่ได้ เพราะจุดสิ้นสุดของมันคือความตายที่คุณยอมรับมันไปแล้ว"
(ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ดีด้วยนะครับ หมายถึงแอคเซนท์ผ่าน แต่หลายๆคำผิดหลักไวยากรณ์ด้วยซ้ำ แต่ผมพูดเองอะเลยเข้าใจเองได้)
วันรุ่งขึ้นผมออกไปถ่ายสำเนาเอกสารส่วนตัวและสมัครงานแบบปกติเลยครับ ผมมีความมั่นใจแบบโคตรประหลาด แต่ผมไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนนะครับ มันไม่ได้หลุดโลกขนาดนั้น(แต่เอาจริงๆก็หลุดอยู่นะ) แต่ผมยังคงเป็นคนเดิมเป็นพวกเมนิปูเลเตอร์ ชอบมีความคิดเหนือกว่าคนอื่นเสมอ 1 ก้าว ชอบทำตัวให้คนอื่นคิดว่าเราไม่รู้อะไร แต่ทั้งๆที่รู้ทุกอย่าง ใช้ชีวิตเหมือนกระดานหมากรุก ใส่หน้ากากเข้าหาคน พูดขอบคุณ ทำตัวเป็นสุภาพ เพียงแต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ผมรู้สึกได้เลยว่า ณ ต่อแต่นี้ชีวิตผมถ้าเดินหมากผิด เดินเกมผิด ผมไม่กลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกเลยแม้แต่นิดเดียว ผมรู้สึกอิสระมาก และโคตรมีความสุขเลยครับ ตอนนี้ผมมีแฟนนะครับ น่ารักมากๆด้วยคล้ายๆยิปซีเวอร์ชั่นเตี้ย ทำงานแถวๆเดียวกัน มีความรักปกติ ชีวิตปกติสุดๆ เท่าที่เด็กวัยรุ่นคนนึงจะมีได้ ฟังดูเหมือนผมเป็นคนสองหน้าเลยนะ แต่ผมว่านี่คือชีวิตปกติของคนในสังคมนะครับ ผมเชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงนี่ หรือคนในสังคมทั่วไป 100% มีความลับดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้อยู่แน่นอนครับ
(คนที่พูดภาษาที่สองออกมาผมจินตนาการว่าเค้าเป็นน้อง/พี่ชายฝาแฝดของผมนะครับ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่นะครับ บางทีผมนอนคนเดียวก็เอาเรื่องแฟนตัวเองมาพูดคนเดียวเหมือนกันครับ เดิมๆแอ็คเซนภาษาอังกฤษผมดีมากๆนะครับ อเมริกันผสมบริติช เลยครับ)
ปล.หลายคนอ่านจบอาจคิดว่า เห้ยเรื่องแต่ง เวอร์เกินไป แต่ถึงเวลาคุณจะรู้เองครับว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่สีขาวไปหมด ยิ่งคนที่เพอร์เฟ็คมากมายในสังคม ผมการันตีด้วยชีวิตผมเลยว่าเค้ามีเรื่องปกปิดมากมาย เบื้องหลังเค้าต้องมีพาร์ทสีดำสกปรกอยู่แน่นอน ทุกๆคนบนโลกเลยครับ ผมใช้คำนี้เลย มีความลับกันหมด ไม่มีใครไม่เคยทำเรื่องผิดพลาดในชีวิต 100% ครับ
ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านจนจบครับ ขอให้ทุกคนผ่านพ้นปัญหาไปได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไดก็ตามครับ
อยากให้คนอื่นมาแชร์มั่งนะ อาจจะไม่ต้องสุดขั้วแบบผมก็ได้ 555
มีใครชอบจินตนการ จิ้นเรื่องในหัว หรือมีเพื่อนในจินตนาการเหมือนผมมั่งครับ
(ออกตัวว่าผมไม่ใช่เด็กไม่มีเพื่อนนะครับ ผมมีและเป็นคนคุยเก่งมากๆครับ ในวงสนทนาได้เป็นจุดศูนย์กลางตลอด ผมจะเล่นมุขในวงเพื่อนเก่งมากๆ)
เข้าเรื่องจริงๆนะครับ
เมื่อราวๆปีที่แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ผมมีปัญหาหนี้สิน จากมีบ้านมีรถทุกอย่างหายไปหมด ผมต้องดรอปเรียนแล้วพ่อกับแม่ก็เลิกกัน ผมเคว้งคว้างสุดๆ พ่อยังคงส่งเงินให้ผมเดือนละ 5-6 พัน + กับผมทำงาน 7-11 makro, bigc, lotus เปลี่ยนบ่อยมากเพราะชีวิตช่วงนี้เซอร์สุดๆ เหม็นขี้หน้าเพื่อนร่วมงาน เบื่องานก็ออกแล้วหาใหม่ ไกล้เคียงกับคำว่าฆ่าตัวตายที่สุดก็คือเมื่อราวๆเดือนธันวาคมปี 2561 ครับ ชีวิตผมดีเพรสสุดขีด ผมไม่เคยระบาย ไม่เคยพูดอะไรกับพี่สาวหรือพ่อหรือแม่ผมเลย เราไม่ได้เจอกันนะครับ คุยกันผ่านโทรศัพท์อย่างเดียวซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อกับแม่ผมโทรมามากกว่า เก็บไว้คนเดียวตลอดเพราะรู้สึกว่าการระบายให้พ่อให้แม่ฟังมันไม่ช่วยเลยสักนิด และผมว่ามันไม่ช่วยเลยจริงๆนะ
ณ ตอนนั้นผมไม่ได้ทำงาน ผมเริ่มตั้งคำถามถึงเป้าหมายในชีวิตตัวเองที่แม้งไม่มีอะไรเลย และเริ่มคิดมากเรื่องชีวิตที่ผ่านมาที่มันเลอะเทอะยุ่งเหยิงผมรู้สึกเหมือนเด็กที่เล่นเซฟเกมเสียแล้วอยากจะรีเซ็ตใหม่เล่นตั้งแต่ต้น(คือผมไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองตอนนั้นเหมือนกัน มันสับสนและเปราะบางมากๆ) แล้วผมก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายครับ ลงมือทำด้วย ผูกคอตัวเอง ปล่อยตัวลงจากเก้าอีก ห้อยได้ประมาณ 5-7 วินาทีผมไม่แน่ใจ เชือกที่ผูกไว้กับช่องลมก็หลุดลงมา ผมลงไปนอนที่พื้นแล้วหน้าผมก็ค่อยๆมืดๆแล้วดับไป2-3นาที แล้วผมก็ตื่นมาร้องไห้ คลานไปตรงที่นอนที่เป็นฟูก แล้วผมก็ร้องไห้จนหลับไป
พอตื่นมามันเหมือนทุกอย่างใหม่ไปหมด ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหายไปหมดเลย พอล้างหน้ากินข้าวแล้วทุกอย่างมันดีขึ้นมากจริงๆ บอกไม่ถูกเลย
และผมก็ไม่ได้ออกไปหางานทำเลยเป็นเดือน เพราะน่าจะมีความเป็นมนุษย์ปกติมากขึ้น ผมแคร์สายตาคนรอบข้าง แคร์ความคิดคนอื่น ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่สนเลย มันกลายเป็นความแคร์และความกลัว กลัวไปหมดว่าคนจะมองเรายังไง จะคิดกับเรายังไง ทั้งๆที่จริงๆมันก็เหมือนๆกับที่ผ่านมา
แต่ความคิดความกลัวนี้มันไม่ไปไหนเลย(มีการทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นในช่วงนั้นเยอะเหมือนกันครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อยผนัง ต่อยหน้าตัวเอง)
มีคืนนึงผมก็นอนคิดกับตัวเองว่าจะยังไงดี ชีวิตไม่มีเป้าหมายแล้วนะ ทุกวันนี้ทำงานแค่เพื่อเลี้ยงตัวเอง เสพความสุขที่แม้งไม่ใช่ความสุขจริงๆ(เช่น ซีรีย์ อาหาร เครื่องประดับ สังคมนิยมบลาๆ)ไม่มีความฝันจริงๆเลยนะ คือ ตอนนั้นตัวผมเริ่มหาเหตุผลอีกครั้งนึง หาเหตุผลที่จะจบชีวิตตัวเองอีกครั้งนึง นอนคิดแบบนั้นเป็นชั่วโมงครับ
จนจากการนอนคิดเริ่มเป็นการพูดกับตัวเอง และก็มีการพูดเป็นภาษาที่สองคือภาษาอังกฤษครับ พูดโมติเวทตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ ให้กำลังใจตัวเอง ผมจำได้ทุกคำพูดเลยครับ เหมือนกับไม่ได้พูดเอง แต่ฟังคนอื่นพูดให้ฟังอยู่แล้วมันประทับใจ มันตราตรึงมาก มันช่วยให้ผมยืนขึ้นได้จริงๆ ผมพูดกับตัวเองประมาณว่า
"เห้ยคือคุณไม่กลัวที่จะตายแล้วนะ แล้วคุณจะยังกลัวอะไรอีก ?? คือคุณแม้งแม้แต่ตายยังไม่กลัวแล้วจะกลัวอะไรอีกวะเพื่อน "
"คุณยอมรับความตายแล้ว นั่นเท่ากับว่านับต่อจากนี้ในชีวิตคุณ คุณไม่ต้องกลัวเรื่องอะไรเลยที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อะไรที่มันผิดแผนคุณไม่ต้องกลัวอีกแล้ว ความตายมันคือจุดสูงสุดและสิ้นสุดของชีวิตนะเว้ย คุณไม่กลัวมันแล้วเท่ากับคุณเป็นอิสระเว้ย ! ถ้าคุณยอมรับว่าตัวคุณตายได้ นั่นเท่ากับไม่มีอะไรอีกแล้วในชีวิตที่คุณทำไม่ได้ เพราะจุดสิ้นสุดของมันคือความตายที่คุณยอมรับมันไปแล้ว"
(ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ดีด้วยนะครับ หมายถึงแอคเซนท์ผ่าน แต่หลายๆคำผิดหลักไวยากรณ์ด้วยซ้ำ แต่ผมพูดเองอะเลยเข้าใจเองได้)
วันรุ่งขึ้นผมออกไปถ่ายสำเนาเอกสารส่วนตัวและสมัครงานแบบปกติเลยครับ ผมมีความมั่นใจแบบโคตรประหลาด แต่ผมไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนนะครับ มันไม่ได้หลุดโลกขนาดนั้น(แต่เอาจริงๆก็หลุดอยู่นะ) แต่ผมยังคงเป็นคนเดิมเป็นพวกเมนิปูเลเตอร์ ชอบมีความคิดเหนือกว่าคนอื่นเสมอ 1 ก้าว ชอบทำตัวให้คนอื่นคิดว่าเราไม่รู้อะไร แต่ทั้งๆที่รู้ทุกอย่าง ใช้ชีวิตเหมือนกระดานหมากรุก ใส่หน้ากากเข้าหาคน พูดขอบคุณ ทำตัวเป็นสุภาพ เพียงแต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ผมรู้สึกได้เลยว่า ณ ต่อแต่นี้ชีวิตผมถ้าเดินหมากผิด เดินเกมผิด ผมไม่กลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกเลยแม้แต่นิดเดียว ผมรู้สึกอิสระมาก และโคตรมีความสุขเลยครับ ตอนนี้ผมมีแฟนนะครับ น่ารักมากๆด้วยคล้ายๆยิปซีเวอร์ชั่นเตี้ย ทำงานแถวๆเดียวกัน มีความรักปกติ ชีวิตปกติสุดๆ เท่าที่เด็กวัยรุ่นคนนึงจะมีได้ ฟังดูเหมือนผมเป็นคนสองหน้าเลยนะ แต่ผมว่านี่คือชีวิตปกติของคนในสังคมนะครับ ผมเชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงนี่ หรือคนในสังคมทั่วไป 100% มีความลับดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้อยู่แน่นอนครับ
(คนที่พูดภาษาที่สองออกมาผมจินตนาการว่าเค้าเป็นน้อง/พี่ชายฝาแฝดของผมนะครับ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่นะครับ บางทีผมนอนคนเดียวก็เอาเรื่องแฟนตัวเองมาพูดคนเดียวเหมือนกันครับ เดิมๆแอ็คเซนภาษาอังกฤษผมดีมากๆนะครับ อเมริกันผสมบริติช เลยครับ)
ปล.หลายคนอ่านจบอาจคิดว่า เห้ยเรื่องแต่ง เวอร์เกินไป แต่ถึงเวลาคุณจะรู้เองครับว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่สีขาวไปหมด ยิ่งคนที่เพอร์เฟ็คมากมายในสังคม ผมการันตีด้วยชีวิตผมเลยว่าเค้ามีเรื่องปกปิดมากมาย เบื้องหลังเค้าต้องมีพาร์ทสีดำสกปรกอยู่แน่นอน ทุกๆคนบนโลกเลยครับ ผมใช้คำนี้เลย มีความลับกันหมด ไม่มีใครไม่เคยทำเรื่องผิดพลาดในชีวิต 100% ครับ
ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านจนจบครับ ขอให้ทุกคนผ่านพ้นปัญหาไปได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไดก็ตามครับ
อยากให้คนอื่นมาแชร์มั่งนะ อาจจะไม่ต้องสุดขั้วแบบผมก็ได้ 555