เราอายุ 28 ปี เพิ่งทราบได้ 1 เดือนแล้ว
เมื่อก่อนถ้าพูดถึงโรคจิตเวชเราก็จะนึกถึงศรีธัญญา โรงพยาบาลบ้า/ประสาทแบบที่เห็นในหนังในละคร แต่ที่จริงไม่ได้แบบนั้น และตัวเราเองยังเคยเข้าใจว่าที่คนรู้จักเป็นคือสำออย แกล้งอ่อนแอ ใจไม่สู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมปัญหานิดเดียวต้องคิดกลับไปกลับมาเหมือนพายเรือวนอ่าง แต่นั่นคืออาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนป่วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสารเคมีในสมองที่ทำงานผิดปกติ คล้ายวงจรไฟฟ้าที่ลัดวงจรขึ้นมาจุดหนึ่งแล้วทำงานต่อไม่ได้ หรือเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เออเร่อร์ที่คลิกแล้วค้างไม่ไปตามสั่ง โดยไบโพลาร์จะมีลักษณะอาการสองขั้ว (Depress – ดีเพรส และ Mania – แมเนีย) และเป็นช่วงต่อเนื่องอยู่หลายอาทิตย์หรือเป็นเดือน (ไม่ใช่อาการบุคลิกแปรปรวนที่ตอนเช้าอารมณ์ดี พอตอนบ่ายอารมณ์เสีย) จากที่ไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเรื่องเล็กน้อยถึงหาทางออกไม่ได้ ไม่เลิกคิดหรือปล่อยวาง สำออยรึเปล่า จนได้เกิดกับตัวเอง ถึงได้ทำความเข้าใจใหม่ว่ามันไม่เกี่ยวกับสำออยหรือคิดไม่เป็น แต่เป็นปัญหากระบวนการคิดที่วนลูป พายเรือวนอ่าง ไม่สามารถหยุดได้ (เหมือนเป็นหวัดแต่หยุดขี้มูกไหลไม่ได้) และมีพฤติกรรมอย่างเช่น แพนิค (panic) กลัว สั่น หรือบางคนก็ร้องไห้นอนเป็นผัก ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เป็นลักษณะโดยรวมๆ ของทั้งไบโพลาร์และดีเพรสชั่น
เข้าเรื่องของเราเลยดีกว่า
และการที่คิดไม่ได้จมอยู่กับปัญหานั้นเป็นอาการอย่างหนึ่ง เลยปรึกษากับเพื่อน ตอนนั้นเราก็ได้คุยกับแฟนตัวเองว่าเราป่วยด้วยโรคที่มีอาการแบบนี้ เค้าไม่เข้าใจและถามว่าเราเป็นบ้าเป็นประสาทหรอ เค้าไม่เข้าใจถึงโรคนี้ และเค้าคิดว่าโรคนี้มันไม่มี ซึ่งเราก็พยายามอธิบายเชิงหลักการไป และเค้าไม่รับฟัง ทำให้เราสองคนทะเลาะกันตลอด เราไม่รู้ควรจะทำยังไงดี รู้ไหมในขณะที่เกิดอาการจะไม่สามารถทำสมาธิหรือฝึกสติได้ ต้องรอให้อาการดีขึ้นสักระยะ (เหมือนคนเมาไปนั่งสมาธิให้หายเมานั้นทำไม่ได้ ต้องให้สร่างก่อนแล้วค่อยว่ากัน) และการทำสมาธิของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนมีสมาธิกับการนั่งวาดรูป ทำเครื่องประดับ
**ความผิดปกติเกิดจนเพื่อนสังเกตได้
เรารู้สึกว่าที่ตัวเองโกรธ โมโห ร้องไห้ และเครียดนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่คนที่สังเกตความผิดปกติได้คือเพื่อน เห็นว่าเราเริ่มคิดย้ำไปย้ำมากับปัญหาเดิมและงี่เง่ามากกว่าเดิม คล้ายๆ มิสฮอร์โมน (ผู้หญิงช่วงก่อนประจำเดือนมา ที่อะไรนิดอะไรหน่อยจะรำคาญโมโหหรือบางครั้งงอนแล้วเศร้าดิ่ง และจะกลับคืนร่างหลังจากผ่านช่วงประจำเดือนไป) โดยเรานั้นสะสมความเครียดมาเรื่อยๆ จนมีอยู่วันหนึ่งที่ไม่ปกติอย่างมากคือคุยกับตัวเองให้ลืมปัญหาบางอย่าง พูดประโยคซ้ำๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนภาพตัด ทุกอย่างมืดและเบลอ จำสิ่งที่พูดไปไม่ได้แล้วก็เริ่มรู้สึกเหม่อลอย พูดไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์หรือเรียงข้อความให้สื่อสารเข้าใจได้ ช่วงนั้นความทรงจำก็ค่อนข้างจะปั่นป่วนมาก
***เราเป็นคนไม่ทานยา และพยายามสังเกตตัวเอง
เราจดไดอารี่ทุกวันว่ารู้สึกยังไงบ้าง สุขหรือเศร้า นอนหลับได้ไหม มีความคิดความกังวลอะไรในใจ สำหรับจุดสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจไปหาหมอเพราะรู้สึกว่า อาการไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการเองได้แล้ว ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ปกติได้ เศร้าก็เศร้าไปเลยไม่กลับมาแฮปปี้ อะไรที่ชอบทำก็ไม่อยากทำ ต้องมีคนมาจูงใจ นั่งคุย กำลังใจจากคนรอบข้างมันสำหรับนะ
**ช่วงที่มีอาการแมเนียนั้น คือมันอยากทำโน่นนี่ มีไอเดียร้อยแปดพันล้าน อยากวาดรูป ทำเครื่องประดับ ที่สำคัญคือนอนไม่หลับเลยซึ่งทรมานมาก มีอาการหวาดกลัวผู้คนร่วมด้วยและเป็นมาตั้งแต่ตอนดีเพรส พอเข้าสู่ช่วงแมเนียก็ยังเป็นอยู่ จะกลัวคนที่พยายามเข้าหาเรา กลัวว่า เค้าจะมาหลอก จะมาโกง จะมาเอาเปรียบเราอีกรึป่าว เพราะก่อนป่วยเราเจอเหตุการณ์แบบแย่มากๆโดนญาติแท้ๆทำเรื่องให้เราต้องรับผิดชอบเงินหลักล้าน ไม่พอยังมาโดนเรื่องค้ำประกันรถอีกก็คนในครอบครัวทำอีก และทิ้งให้เรารับผิดชอบทั้งหมดด้วยตัวเอง เรากลัวการที่คนมาใช้คำพูดแรงๆใส่ทำให้เราทำอะไรไม่ถูก กลัวว่าเราทำถูกหรือทำผิด ขาดความมั่นใจไปเลย ยังต้องจากนี้ช่วงแมเนียยังใช้เงินเยอะมาก ใช้เงินไปสองสามหมื่นแบบคุมไม่ได้ เพราะการช้อปปิ้งนั้นทำให้เสพติดความสุขจากการได้เป็นเจ้าของ อยากปาร์ตี้สังสรรค์เยอะขึ้น เราต้องจัดการอารมณ์ให้ได้ มีเพื่อนหลายคนที่ป่วยแต่ก็อยู่ในสังคมและทำงานได้ตามปกติ ต้องหาหมอและรู้จักตัวเอง รวมทั้งมีคนรอบข้างเข้าใจ ตอนนี้เรามีแค่แม่ที่เข้าใจมีเพื่อนที่เข้าใจ ส่วนแฟนเราเค้าไม่เปิดรับเราควรจะทำอย่างไรดีคะ และการใช้ธรรมชาติรักษาโดยที่เราไม่ทานยาจะมีโอกาสหายไหมคะ ควรจะทำยังไงดีคะ
ไบโพล่าร์ที่คนเคียงข้างไม่เข้าใจ
เมื่อก่อนถ้าพูดถึงโรคจิตเวชเราก็จะนึกถึงศรีธัญญา โรงพยาบาลบ้า/ประสาทแบบที่เห็นในหนังในละคร แต่ที่จริงไม่ได้แบบนั้น และตัวเราเองยังเคยเข้าใจว่าที่คนรู้จักเป็นคือสำออย แกล้งอ่อนแอ ใจไม่สู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมปัญหานิดเดียวต้องคิดกลับไปกลับมาเหมือนพายเรือวนอ่าง แต่นั่นคืออาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนป่วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสารเคมีในสมองที่ทำงานผิดปกติ คล้ายวงจรไฟฟ้าที่ลัดวงจรขึ้นมาจุดหนึ่งแล้วทำงานต่อไม่ได้ หรือเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เออเร่อร์ที่คลิกแล้วค้างไม่ไปตามสั่ง โดยไบโพลาร์จะมีลักษณะอาการสองขั้ว (Depress – ดีเพรส และ Mania – แมเนีย) และเป็นช่วงต่อเนื่องอยู่หลายอาทิตย์หรือเป็นเดือน (ไม่ใช่อาการบุคลิกแปรปรวนที่ตอนเช้าอารมณ์ดี พอตอนบ่ายอารมณ์เสีย) จากที่ไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเรื่องเล็กน้อยถึงหาทางออกไม่ได้ ไม่เลิกคิดหรือปล่อยวาง สำออยรึเปล่า จนได้เกิดกับตัวเอง ถึงได้ทำความเข้าใจใหม่ว่ามันไม่เกี่ยวกับสำออยหรือคิดไม่เป็น แต่เป็นปัญหากระบวนการคิดที่วนลูป พายเรือวนอ่าง ไม่สามารถหยุดได้ (เหมือนเป็นหวัดแต่หยุดขี้มูกไหลไม่ได้) และมีพฤติกรรมอย่างเช่น แพนิค (panic) กลัว สั่น หรือบางคนก็ร้องไห้นอนเป็นผัก ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เป็นลักษณะโดยรวมๆ ของทั้งไบโพลาร์และดีเพรสชั่น
เข้าเรื่องของเราเลยดีกว่า
และการที่คิดไม่ได้จมอยู่กับปัญหานั้นเป็นอาการอย่างหนึ่ง เลยปรึกษากับเพื่อน ตอนนั้นเราก็ได้คุยกับแฟนตัวเองว่าเราป่วยด้วยโรคที่มีอาการแบบนี้ เค้าไม่เข้าใจและถามว่าเราเป็นบ้าเป็นประสาทหรอ เค้าไม่เข้าใจถึงโรคนี้ และเค้าคิดว่าโรคนี้มันไม่มี ซึ่งเราก็พยายามอธิบายเชิงหลักการไป และเค้าไม่รับฟัง ทำให้เราสองคนทะเลาะกันตลอด เราไม่รู้ควรจะทำยังไงดี รู้ไหมในขณะที่เกิดอาการจะไม่สามารถทำสมาธิหรือฝึกสติได้ ต้องรอให้อาการดีขึ้นสักระยะ (เหมือนคนเมาไปนั่งสมาธิให้หายเมานั้นทำไม่ได้ ต้องให้สร่างก่อนแล้วค่อยว่ากัน) และการทำสมาธิของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนมีสมาธิกับการนั่งวาดรูป ทำเครื่องประดับ
**ความผิดปกติเกิดจนเพื่อนสังเกตได้
เรารู้สึกว่าที่ตัวเองโกรธ โมโห ร้องไห้ และเครียดนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่คนที่สังเกตความผิดปกติได้คือเพื่อน เห็นว่าเราเริ่มคิดย้ำไปย้ำมากับปัญหาเดิมและงี่เง่ามากกว่าเดิม คล้ายๆ มิสฮอร์โมน (ผู้หญิงช่วงก่อนประจำเดือนมา ที่อะไรนิดอะไรหน่อยจะรำคาญโมโหหรือบางครั้งงอนแล้วเศร้าดิ่ง และจะกลับคืนร่างหลังจากผ่านช่วงประจำเดือนไป) โดยเรานั้นสะสมความเครียดมาเรื่อยๆ จนมีอยู่วันหนึ่งที่ไม่ปกติอย่างมากคือคุยกับตัวเองให้ลืมปัญหาบางอย่าง พูดประโยคซ้ำๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนภาพตัด ทุกอย่างมืดและเบลอ จำสิ่งที่พูดไปไม่ได้แล้วก็เริ่มรู้สึกเหม่อลอย พูดไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์หรือเรียงข้อความให้สื่อสารเข้าใจได้ ช่วงนั้นความทรงจำก็ค่อนข้างจะปั่นป่วนมาก
***เราเป็นคนไม่ทานยา และพยายามสังเกตตัวเอง
เราจดไดอารี่ทุกวันว่ารู้สึกยังไงบ้าง สุขหรือเศร้า นอนหลับได้ไหม มีความคิดความกังวลอะไรในใจ สำหรับจุดสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจไปหาหมอเพราะรู้สึกว่า อาการไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการเองได้แล้ว ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ปกติได้ เศร้าก็เศร้าไปเลยไม่กลับมาแฮปปี้ อะไรที่ชอบทำก็ไม่อยากทำ ต้องมีคนมาจูงใจ นั่งคุย กำลังใจจากคนรอบข้างมันสำหรับนะ
**ช่วงที่มีอาการแมเนียนั้น คือมันอยากทำโน่นนี่ มีไอเดียร้อยแปดพันล้าน อยากวาดรูป ทำเครื่องประดับ ที่สำคัญคือนอนไม่หลับเลยซึ่งทรมานมาก มีอาการหวาดกลัวผู้คนร่วมด้วยและเป็นมาตั้งแต่ตอนดีเพรส พอเข้าสู่ช่วงแมเนียก็ยังเป็นอยู่ จะกลัวคนที่พยายามเข้าหาเรา กลัวว่า เค้าจะมาหลอก จะมาโกง จะมาเอาเปรียบเราอีกรึป่าว เพราะก่อนป่วยเราเจอเหตุการณ์แบบแย่มากๆโดนญาติแท้ๆทำเรื่องให้เราต้องรับผิดชอบเงินหลักล้าน ไม่พอยังมาโดนเรื่องค้ำประกันรถอีกก็คนในครอบครัวทำอีก และทิ้งให้เรารับผิดชอบทั้งหมดด้วยตัวเอง เรากลัวการที่คนมาใช้คำพูดแรงๆใส่ทำให้เราทำอะไรไม่ถูก กลัวว่าเราทำถูกหรือทำผิด ขาดความมั่นใจไปเลย ยังต้องจากนี้ช่วงแมเนียยังใช้เงินเยอะมาก ใช้เงินไปสองสามหมื่นแบบคุมไม่ได้ เพราะการช้อปปิ้งนั้นทำให้เสพติดความสุขจากการได้เป็นเจ้าของ อยากปาร์ตี้สังสรรค์เยอะขึ้น เราต้องจัดการอารมณ์ให้ได้ มีเพื่อนหลายคนที่ป่วยแต่ก็อยู่ในสังคมและทำงานได้ตามปกติ ต้องหาหมอและรู้จักตัวเอง รวมทั้งมีคนรอบข้างเข้าใจ ตอนนี้เรามีแค่แม่ที่เข้าใจมีเพื่อนที่เข้าใจ ส่วนแฟนเราเค้าไม่เปิดรับเราควรจะทำอย่างไรดีคะ และการใช้ธรรมชาติรักษาโดยที่เราไม่ทานยาจะมีโอกาสหายไหมคะ ควรจะทำยังไงดีคะ