บันทึกการเดินทางฉายเดี่ยว จากเชียงใหม่ไปเชียงราย โดยรถมอเตอร์ไซค์

          สวัสดีทุกคน นี่คือบันทึกการเดินทางข้ามจังหวัด จากเชียงใหม่ไปเชียงราย คนเดียวครั้งแรกด้วยรถเครื่อง(มอเตอร์ไซค์) เป็นการเดินทาง 5 วัน ที่เต็มไปด้วยความสนุก ตื่นเต้น กลัว ตกใจ โดนด่าและความรู้สึกต่างๆนาๆ เลยอยากเข้ามาบอกเล่าและร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้พบเจอมาระหว่างการเดินทาง

          โดยปกติเวลาที่จะกลับบ้านจากเชียงใหม่ไปเชียงราย ฉันจะต้องโทรนัดแนะให้พ่อหรือพี่ชายขับรถมารับที่ขนส่งเชียงใหม่เพื่อรับขึ้นดอยแม่สลองด้วยกันทุกครั้ง แต่เมื่อการเดินทางในครั้งนี้ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะลองขี่รถเครื่องกลับจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปให้ถึงบนดอยแม่สลองด้วยตัวคนเดียว ก็จำเป็นที่จะต้องหลอกคนที่บ้าน จริงๆแล้วรู้สึกไม่ดีหรอก แต่ก็คิดว่าถ้าให้บอกความจริงแล้วเจอแต่เสียงห้ามปรามขัดใจ ก็ขอโกหกเพื่อพิสูจน์ตัวเองเมื่อไปถึงดีกว่า อาจเป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่ไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ แต่ฉันได้เลือกแล้ว หลายครั้งที่จินตนาการถึงเสียงและคำพูดของแม่ขึ้นมาเองในหัว แม่คงจะบ่น หาว่าฉันบ้า ไม่กลัวหรอเดินทางคนเดียว เป็นผู้หญิงนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วจะเป็นยังไง ไม่ต้องเลยนะ อยู่ดีๆไม่ชอบชอบทำให้ตัวเองลำบาก และสารพัดประโยคที่ฉันรู้ดีว่าได้กลั่นออกมาจากความเป็นห่วงของแม่

         ฉันเป็นลูกสาว(sex: female)ที่มีเพศสภาวะเป็นหญิงสาว(gender: female)เพียงคนเดียวในบ้าน จึงถูกปฏิบัติและถูกห่วงใยแบบลูกสาว อีกทั้งด้วยความเป็นลูกคนสุดท้อง ไม่ว่าจะอายุ25 ที่ทางกายภายก็เรียกได้ว่าเป็น female adult เป็นหญิงสาวแล้ว แต่ในสายตาของพี่ๆและแม่ ฉันก็ยังเป็นเด็กหญิงของพวกเขาอยู่ดี เด็กหญิงที่พวกเขาต้องเป็นห่วงและดูแลทะนุถนอม(แม้ว่าจริงๆแล้วก็ไม่ได้น่าทะนุถนอมขนาดนั้น) จนบางครั้งรู้สึกว่า ตัวเองถูกทำให้อยู่ภายใต้กรอบบ่อยๆ ฉันถูกสอนให้เชื่อฟังนะ ถ้าไม่เชื่อฟังหมายถึงเป็นเด็กดื้อรั้นนะ ไม่น่ารักนะ ลูกที่ดีหรือน้องที่ดีต้องเชื่อฟังพี่ เชื่อฟังแม่นะ นี่เป็นอีกแรงหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ เหมือนเป็นการท้าทายตัวเองประมาณหนึ่ง ว่าฉันจะสามารถทำให้ครอบครัวยอมรับและเคารพการตัดสินใจครั้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน และครอบครัวฉันเชื่อใจและมองฉันว่ายังเป็นเด็กอยู่หรือไม่ เพราะลึกๆแล้ว ฉันก็อยากให้พ่อแม่และพี่ๆ ยอมรับว่า ฉันมีความเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ อยากให้รับฟังและเคารพในการตัดสินใจ และอยากให้เชื่อมั่นในทางที่ฉันได้เลือกด้วยสมองและหัวใจของฉันเอง แน่นอนสิ่งที่เลือกอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ฉันได้ใช้ตัวเอง ณ ตอนนี้เลือกและตัดสินใจด้วยความรู้ความสามารถเท่าที่ฉันมีอยู่อย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งวัยรุ่นไทยอีกหลายคนต้องการนั่นคือ การได้รับการยอมรับจากครอบครัว จากคนที่เรารักนั่นแหละ

แรงบันดาลใจ

          ฉันคิดว่าตัวเองก็เป็นเหมือนกับหลายๆคน ที่ชอบดูสารคดีท่องเที่ยว รู้สึกสนุกและตื่นเต้นเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของคนอื่น เสร็จแล้วก็กลับมาเพ้อเจ้อกับตัวเองว่า ถ้าฉันมีเงินนะ ถ้าฉันมีเวลานะ ถ้าฉันมีเพื่อนนะ ฉันจะไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ จะไปญี่ปุ่น จะนั่งรถไฟทรานไซบีเรีย จะไปอียิปต์ จะออกไปใช้ชีวิต แต่ก็เรียนรู้ว่าเมื่อตัวเองตั้งเงื่อนไขแบบนี้ขึ้นมา ก็ไม่เห็นจะได้ออกเดินทางเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนกี่ปี เงินก็ไม่เคยมากพอสำหรับการเดินทาง งานที่ทำก็ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด เพื่อนก็ไม่ค่อยจะมีกับเขาหรือถ้ามีก็เวลาไม่ตรงกันบ้าง ชอบเที่ยวคนละแบบกันบ้าง และอีกหลายครั้ง ความคิดที่จะออกเดินทางต้องล้มพับไปด้วยความขี้เกียจ ความไม่แน่วแน่ของตัวเอง 
          ซึ่งสิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นจริงขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะเงื่อนไขภายนอกข้างต้นที่มีครบถ้วนแล้ว แต่มันเกิดจากเงื่อนไขภายในที่ถูกเติมเต็ม จากเรื่องราวการเดินทางของคนหลายคนที่กรูกันเข้ามาให้ได้รับรู้พร้อมๆกันในช่วงที่กำลังการตัดสินใจที่จะเดินทาง เรื่องราวเหล่านี้ช่วยยืนยันการตัดสินใจที่จะออกเดินทางของฉัน

(https://wildside.pixtache.fr/en/taiwan_bicycle_tips/) (ยืมภาพมาจากเว็บนี้จ่ะ)

          1). เรื่องแรก เป็นเรื่องราวประสบการณ์ของเพื่อนชาวเบลเยี่ยมคนหนึ่ง เขาปั่นจักรยานเที่ยวรอบเอเซียคนเดียวโดยใช้เวลาถึง 6 เดือน(cycling trip) เขาไปมาแล้วทั้งกัมพูชา ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย โดยที่ไม่รู้ภาษาท้องถิ่นเลย เขาบอกว่าการท่องเที่ยวโดยจักรยานทำให้เขาสามารถเข้าถึงถนนเส้นเล็กเส้นน้อยที่นำไปสู่หมู่บ้านอันห่างไกลถนนได้ ซึ่งรถเครื่องหรือรถยนต์ทำไม่ได้ เขาเดินทางปั่นจักรยาน 6 เดือนโดยมีเสื้อเพียง 3 ตัว กางเกงอีก 3 ตัว รองเท้าแตะหนึ่งคู่ เปล ถุงนอน เต้นท์นอน และจักรยานมือสองอีกหนึ่งคัน (ตอนแรกเขาพกเครือ่งจีพีเอสไปด้วย แต่ระหว่างทางถูกโจรขี่รถเครื่องฉกไป การเดินทางที่เหลือจึงต้องพึ่งพาแผนที่ ซึ่งเขาบอกว่าต้องขอบคุณโจรสองคนนั้นเพราะใช้แผนที่สนุกกว่าใช้จีพีเอสตั้งเยอะ)
           เขาเดินทางอย่างประหยัด ไม่มีค่าน้ำมัน ค่ำไหนนอนนั่น หลายครั้งเขาเข้าไปนอนกับชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆที่กัมพูชา บางครั้งชาวบ้านก็เลี้ยงข้าว บางครั้งค่ำมืดแล้วก็ขออนุญาติชาวบ้านนอนในสวนในไร่ ครั้งหนึ่งเขาเล่าว่า เขาผูกเปลนอนอยู่ในสวนของชาวบ้าน เชือกที่เขาผูกนั้นไม่แน่นหนาพอ ตอนเช้าเขาตื่นนอนโดยพบว่าตัวเองนอนกองอยู่บนพื้น พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นคุณป้าคุณยายสวมผ้าคลุมสีขาวยื่นหน้ามุงดูเขาอยู่ เขาบอกว่า นึกว่าตัวเองตายไปแล้ว เขานึกว่าที่รายล้อมตัวเขาคือนางฟ้าจากสวรรค์ลงมารับเขา เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและชวนให้หัวเราะเมื่อได้นึกถึง

            ฉันเกิดแรงบันดาลใจขึ้นทีละน้อย โห เจ๋งหวะ เป็นความรู้ใหม่เลยว่าคนเราสามารถเดินทางได้ง่ายๆ แค่มีจักรยานหนึ่งคัน อุปกรณ์ข้าวของอีกเล็กน้อย และความกล้าหาญ แค่นี้ก็สามารถพาตัวเองไปพบเจอประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความหมายได้แล้ว เป็นครั้งแรกที่เรื่องเล่าการเดินทางทำให้เราว๊าวได้ขนาดนี้
            ชายคนต่อมาทำให้ฉันได้ตั้งคำถามกับเงื่อนไขที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อจำกัดการออกเดินทางของตัวเอง ต้องมีเงินก่อน ต้องมีหน้าที่การงานที่มั่นคงก่อน ต้องวางแผนทุกอย่างให้เป๊ะก่อนออกเดินทาง ข้อจำกัดพวกนั้นถูกทำลายไปอย่างช้าๆเมื่อฉันได้รับรู้เรื่องราวของพี่กบ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
            2). พี่กบ คนค้นฅน(ไม่ใช่นามสกุลของเขา ฉันแค่รู้จักเรื่องราวของเขาผ่านรายการคนค้นฅน) ชายผู้ซึ่งไม่ให้ข้อจำกัด มาจำกัดชีวิตของตัวเอง พ่อแม่ของพี่กบแยกทางกันตั้งแต่ยังเด็ก พี่กบอาศัยอยู่ในสวนยางพาราของป้า เขาทำงานกรีดต้นยางแลกกับเงินค่าจ้างและเพิ่งพักอาศัยกลางสวน ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา แม้ต้นทุนชีวิตจะน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่นๆในวัยเดียวกัน แต่เขาก็สามารถส่งเสียตัวเองจนเรียนจบกศน.ด้วยเงินที่ได้จากการรับจ้าง เงินอีกส่วนหนึ่งเป็นค่าร้านเกมส์ พี่กบจะเข้าไปหาความรู้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตอยู่เสมอ เช่น วิธีการต่อ/ซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีการตัดผม วิธีการสร้างกระแสไฟฟ้าจากแรงดันน้ำ ฯลฯ อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่พี่กบประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหน้าจอมือถือเสียคือ เขาต่อเม้าส์เข้ากับมือถือเพื่อใช้เม้าส์ในการควบคุมเครื่องแทนการใช้นิ้วปัดหน้าจอ 
            ในหนึ่งปี พี่กบจะแบ่งเวลาในการทำงานรับจ้างกรีดยาง หลังจากหมดงานกรีดยาง พี่กบจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ออกเดินทางโดยจักรยานคู่ใจ พี่กบจะหอบข้าวสาร น้ำเปล่า หม้อไหจานชาม เต้นท์นอน อะไรที่มีอยู่แล้วก็จะขนไปด้วย จะได้ไม่ต้องซื้อระหว่างทางเพื่อประหยัดงบ รวมถึงเก้าอี้สำหรับงานอาสาตัดผมของพี่กบ เมื่อพี่กบเดินทางไปถึงชุมชนต่างๆ เขาก็จะตั้งป้าย "ตัดผมฟรี" และให้บริการคนในพื้นที่โดยใช้ทักษะการตัดผมที่ได้เรียนรู้มาจากอินเตอร์เน็ต จนชาวบ้านบางคนก็ให้น้ำดื่มและอาหารเป็นเหมือนน้ำใจเล็กน้อยที่ให้ตอบแทนกัน ด้วยความที่พี่กบเล่นขนทุกสิ่งอย่างที่จำเป็นไปด้วยโดยไม่คิดใช้เงินซื้อระหว่างทาง จักรยานคู่ใจของพี่กบก็เต็มไปด้วยของพะรุงพะรัง ทำให้บางครั้งจากทริปปั่นจักรยาน กลายเป็นทริปเดินจักรยานแทน
            และอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกประทับใจมากนั่นคือ การเห็นคุณค่าของสิ่งของต่างๆ(ที่หลายคนมองว่ามันเป็นแค่ขยะ) ระหว่างทางที่เดินจูงจักรยานไปนั้น พี่กบก็จะมีไม้อันหนึ่งที่ปลายเป็นแม่เหล็ก เขาใช้ไม้นั้นดูดเศษน็อต เศษตะปู หรือเศษเหล็กตามทาง เพื่อนำกลับไปใช้ในสิ่งประดิษฐ์ในครั้งต่อไป แม้แต่เศษเหล็กข้างทางที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า พี่กบกลับไม่ละเลยและบรรจงเก็บมาใช้ประโยชน์ทุกชิ้น เขาเก็บจนขวดพลาสติก 1.5 ลิตรนั้นมีโลหะชิ้นเล็กชิ้นน้อยเต็มไปหมด

           เงินไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการจำกัดชีวิตและความฝันของพี่กบ เพราะเขามีสิ่งหนึ่งที่แข็งแรงมาก นั่นคือ ความสร้างสรรค์ เขาใช้หัวคิดสร้างสรรค์ต่อสู้กับข้อจำกัดที่เขามี ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องเล่าหนึ่ง มันก็มีคำถามที่เขาถามๆกันว่า ลองให้คนสองคนสู้กัน คนหนึ่งมีปืน อีกคนหนึ่งมีเข็มหนึ่งเล่ม คุณคิดว่าคนไหนต้องใช้หัวคิดในการสู้มากกว่ากัน 
           ฉันดูคนค้นฅนตอนนี้ทั้งหมดสามรอบ ทุกรอบที่ดู สมองและจิตใจของฉันก็ได้ซึมซับแรงบันดาลใจและพลังแห่งความไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด ผู้ชายคนนี้ทำให้เรียนรู้ว่า เงิน เวลา เพื่อน ไม่เคยจำกัดเราด้วยตัวของมันเอง ตัวเราเองต่างหากที่ยกของพวกนั้นมาเป็นข้ออ้างในการจำกัดตัวเอง

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
           3.) การเดินทางครั้งนี้ เป็นการขี่รถเครื่องจากเชียงใหม่ ไปเชียงราย ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเดินทางที่ไกลและเข้มข้นที่สุดจนมีบางขณะที่ลังเลว่าฉันจะทำได้หรือไม่ จะไกลไปมั้ย จะเป็นไปได้มั้ย แต่เมื่อลองศึกษาข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็เจอช่องยูทูป On my bike ก็เหมือนได้เจอกับแสงสว่างวาบที่ฉายสาดเข้าหน้าอย่างจัง
            On my bike เป็นช่องยูทูปที่บันทึกการเดินทางรอบโลกด้วยรถเครื่อง(ใหญ่)เพียงลำพังของพี่เกท ผู้หญิงคนหนึ่งที่เก็บเงินก้อนหนึ่งได้แล้วออกจากงานเพื่อมาทำตามฝันของตัวเอง เป็นการเดินทางที่เป็นการเดินทางอย่างจริงจังและเข้มข้นอย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับการเดินทางระดับอนุบาลอย่างฉัน5555 พี่เกทก็เป็นอีกแรงเสริมหนึ่งที่ทำให้ฉันได้คิดดังๆกับตัวเองว่า 'ฉันก็น่าจะทำได้นะ' ข้ออ้างที่ว่า เดินทางคนเดียวไม่ได้เพราะเป็นผู้หญิงก็ต้องถูกทลายไปด้วยการเดินทางสุดโหดของผู้หญิงคนนี้

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
           4.) และที่ขาดไม่ได้ อีกแรงบันดาลใจหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ รายการหนังพาไป ทางช่องTPBS สองคู่ซี้พี่บอลและพี่ยอด ชายหนุ่มทรงเสน่ห์สองคนที่พาผู้ชมเดินทางไปรอบโลก ผ่านการนำเสนอด้วยมุมมองอันจิกกัดเหน็บแนม นำเสนอประเด็นเชิงวัฒนธรรมและสาธารนูปโภคขึ้นพื้นฐาน มองประเทศคนอื่นแล้วย้อนมองประเทศตัวเอง เที่ยวจริงหลงจริงงกจริงจ่ายจริง
               ปรัชญาที่ฉันยึดเหนี่ยวไว้ใช้ตลอดการเดินทางครั้งนี้คือ สโลแกนของหนังพาไป นั่นคือ "จุดหมายปลายทาง อาจไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม" เหมือนถ้าเรามัวแต่โฟกัสไปที่จุดหมายปลายทาง เราก็อาจจะพลาดความงดงามที่อยู่ระหว่างทาง ณ ปัจจุบันขณะนั้นไปก็ได้ ซึ่งความงดงามในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงเฉพาะ ความสุข ความสบาย ความสนุก ความราบรื่น แต่รวมไปถึง ความหลง ความเหนื่อย การถูกโกง ความทุกข์ระหว่างทาง ที่เป็นส่วนสำคัญในการบ่มเพาะประสบการณ์ เป็นทั้งบทเรียนและเรื่องเล่าที่มีความหมาย

            โอ๊ย ตื่นเต้นๆ ไม่ใช่เพราะมั่นใจเต็มร้อยว่าจะทำสำเร็จนะ จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่าจะทำได้รึเปล่า แค่รู้สึกว่า "มันเป็นไปได้" คือ มันเป็นไปได้ที่จะทำไม่สำเร็จ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นไปได้ที่จะทำได้สำเร็จ มันเป็นความตื่นเต้นที่จะได้ลอง ที่จะได้เสี่ยง 
           ทำไมการเดินทางแค่ระยะห่างหนึ่งจังหวัด จะต้องใช้แรงบันดาลใจอะไรมากมายขนาดนี้ บิ๊วตัวเองเยอะไปมั้ย ระยะทางแค่ 200 กิโลเมตรเองนะ5555 บางทีก็คิดว่าตัวเองเยอะไปเหมือนกัน
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่