เมื่อพ่อของเราเห็นขวดเหล้าสำคัญกว่าครอบครัว

สวัสดีครับ ตอนนี้เราเป็นเด็กมหาลัยปี 4 กำลังจะออกฝึกสหกิจ ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมเราเลยอยากจะแชร์ประสบการณ์จากชีวิตจริงของเราเองเพื่อให้เพื่อนๆได้ทราบและเตือนใจว่าชีวิตไม่ได้สวยงามเสมอไป เรื่องมีอยู่ว่า..



ย้อนกลับไปเมื่อตอนเราอยู่ปวช.1 เทียบกับสายสามัญก็ประมาณม.4 ตอนนั้นเป็นช่วงที่พึ่งจะย้ายเข้ามาเรียนปวช. ยังรู้สึกตื่นเต้นกับสังคมใหม่ ได้เจอเพื่อนใหม่ ชีวิตกำลังไปได้สวย แต่ท่ามกลาง
ความน่ายินดีเหล่านั้น ได้มีรอยร้าวเล็กๆก่อเกิดขึ้นในครอบครัว ทำให้ชีวิตวัยรุ่นของเรานั้นเปลี่ยนไปตลอดกาล..



เกริ่นไปเยอะแล้ว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ^ ^



ครอบครัวของเรามีทั้งหมด 6 คน คือ พ่อ แม่ ตัวเรา แล้วก็น้องสาวอีกสามคน เราเป็นพี่คนโตสุด ทุกคนในบ้านเลยคาดหวังในตัวเราเป็นพิเศษ ครอบครัวเรามีบ้านหลังหนึ่งอยู่ที่ปทุมธานี โดยตอนที่เราเข้าเรียนปวช. เราต้องย้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านย่าเพราะที่นั่นใกล้วิทยาลัยมากกว่า เลยไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวเท่าไหร่ โดยที่แม่ของเราต้องดูแลน้องอีกสามคนลำพัง เพราะพ่อเราต้องทำงานที่กรุงเทพเลยต้องมานอนที่บ้านย่าแล้ววันหยุดถึงจะกลับบ้านที่ปทุมฯ ทีนี้พ่อเราเป็นคนที่ติดเบียร์มาก วันหนึ่งจะกินไม่ต่ำกว่าสามขวด ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้สนใจมากเพราะคิดว่าเขาเป็นคนหาเงิน เขาก็มีสิทธิ์กินเท่าไหร่ก็ได้(ถึงจะห้ามก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี) ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเราเพราะเขากินแบบนี้มาตั้งแต่เรายังเป็นเด็กจนมันกลายเป็นภาพจำไปแล้ว ที่จริงมันก็จะเป็นอะไรหรอก ถ้ากินแล้วไม่มีปัญหาอะไร แต่!! ไม่ใช่กับพ่อแน่นอน เพราะพ่อเราเป็นคนนิสัยชอบเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เป็นศูนย์กลางของโลก และเป็นคนไม่ยอมคน ยอมหักแต่ไม่ยอมงอเด็ดขาด พอเมาปุ๊ปด้านมืดของเขาก็จะเผยออกมาทันที เขาไม่ชอบให้ใครมาพูดขัดกับความคิดของเขาแม้ว่ามันจะผิดหรือถูกก็ตาม ซึ่งเราก็รู้อย่างนั้นอยู่แล้วเราเลยไม่อยากคุยกับเขาเวลาที่เขาเมา แต่ก็ไม่ใช่กับปู่ของเรานี่สิ พ่อกับปู่เราก็ไม่ค่อยถูกกันมาตั้งนานแล้ว อยู่ด้วยกันทีไรต้องมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด เพื่อนๆคงสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ เราจะตอบให้หายสงสัยคือถ้าพ่อเรานิสัยเป็นแบบไหน ปู่เราก็นิสัยแบบนั้นแถมคูณไป 5 เท่า.. ใช่แล้ว ด้วยความที่เป็นพ่อลูกกันนิสัยเลยเหมือนกันเป๊ะ (จริงๆเราก็ได้นิสัยจากปู่กับพ่อมาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่หนักถึงขนาดนั้น) เมื่อแม่เหล็กขั้วเดียวกันมาเจอกันไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันได้เด็ดขาด เราเลยต้องฟังเขาทะเลาะกันทุกวัน ย้ำ!! ว่าทุกวัน ถึงอยากจะห้ามเท่าไหร่ก็เหมือนยิ่งเติมเชื้อไฟให้มันร้อนกว่าเดิมมากกว่า เรื่องมันเป็นแบบนี้ไปเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีจนกระทั่งเราขึ้นปีสาม ก็ได้มาถึงจุดเปลี่ยน..





..พ่อเราได้พูดประโยคอมตะประโยคหนึ่งขึ้นมาซึ่งเราจำได้ติดหูมาจนถึงตอนนี้ว่า “เป็นครอบครัว ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมันมีปัญหามากนัก กูก็จะไม่อยู่” จากนั้นพ่อเราก็สั่งให้เราเก็บข้าวของแล้วเขาก็พาเราย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าทันที ตอนนั้นถามว่าเราเครียดไหม ก็เครียดนะ แต่ก็คิดในแง่ดีว่าคงไปอยู่สักพักพอใจเย็นลงแล้วก็ย้ายกลับมาที่เดิมเลยไม่ได้แย้งไว้ อีกอย่างคือจะได้ไม่ต้องทนฟังพ่อกับปู่ทะเลาะกันทุกวี่ทุกวันด้วย แต่เรื่องจริงมันไม่ใช่อย่างที่คิด นอกจากจะไม่ได้กลับบ้านย่าแล้ว ยังต้องเจอกับปัญหาที่มันทวีคูณขึ้นมาอีก หลังจากที่ย้ายมาอยู่บ้านเช่าแล้ว พ่อเราก็กินเบียร์มากกว่าเดิม พอกินหนักขึ้นทีนี้เราจะพูดอะไรก็กลายเป็นว่าทำให้เขาหงุดหงิดโมโหไปซะทุกเรื่อง แล้วเราทำยังไงล่ะ ต้องอยู่กับพ่อสองคนแถมพ่อยังกลายเป็นแบบนี้ไปอีก เราเลยเลือกที่จะอยู่กับเพื่อนมากขึ้น กลับบ้านดึกขึ้น(ที่กลับดึกเพราะไปนั่งเล่นเกม เล่นดนตรีที่บ้านเพื่อน ไม่ได้มั่วสุมอะไรแบบนั้นเด้ออ) คุยกับพ่อน้อยลง พอเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ พ่อก็ยิ่งกินหนักขึ้น เริ่มเล่นหุ้นฟอร์เรกหมดเงินไปไม่น้อย จากครอบครัวที่ไม่เดือดร้อนเงิน การเงินก็เริ่มไม่คล่องตัว จะใช้เงินแต่ละทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีก พ่อเริ่มทะเลาะกับแม่มากขึ้นเรื่องที่แม่ให้ยืมเงินแล้วก็ไม่ได้คืน แล้วก็อีกหลายเรื่องแล้วแต่จะสรรหามาทะเลาะได้ จนเวลาผ่านมาถึงช่วงที่เราจบปวช.ปี 3 กำลังขึ้นมหาลัยปี 1 ชีวิตก็ได้มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง..





..พอขึ้นมหาลัย เราก็ต้องไปเช่าหออยู่เนื่องจากมหาลัยอยู่ไกลบ้านแล้วก็อยากลองใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวดูบ้าง ส่วนพ่อก็ย้ายกลับบ้านย่าเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้พ่อไม่คุยกับปู่อีกเลย ต่างคนต่างอยู่คนละห้อง ปู่ก็ชอบพูดเหน็บแนมพ่อบ้าง หาเรื่องพ่อบ้างแต่พ่อเราเลือกที่จะไม่โต้ตอบและไม่สนใจ แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้ก็คือพ่อเราติดหุ้นมาก กู้หนี้ยืมสินมาลงกับหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เบียร์ก็กินมากขึ้น กลับไปบ้านที่ปทุมก็กินเพิ่มขึ้นอีก จากที่วันละ 3-4 ขวด กลายเป็นออกไปซื้อรอบละ 2 ขวด วันหนึ่งไม่รู้กี่รอบ เมาแล้วก็บ่นแม่แล้วก็จบที่มีปากเสียงทะเลาะกัน จนมาถึงจุดที่แม่เราทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว แม่เราเก็บข้าวของแล้วพาน้องคนเล็กเราอีกสองคนย้ายกลับต่างจังหวัด(น้องคนรองไม่ได้กลับด้วยเพราะยังเรียนอยู่ในกรุงเทพ) ช่วงนั้นเรายังอยู่หอเพราะต้องทำกิจกรรมต่างๆ ของมหาลัยเลยไม่มีเวลาว่างกลับบ้าน รู้อีกทีก็คือแม่ย้ายกลับไปแล้ว ตอนนั้นรู้สึกเศร้าแบบบอกไม่ถูก รู้ว่าครอบครัวกำลังแตกแยก แต่เรากลับทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลย มันก็จุกๆนะฟิลลิ่งเหมือนคนโดนบอกเลิก เคยเครียดหนักถึงขั้นอยากจะกระโดดตึกตายให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ก็ได้แค่คิดอยู่ดี ตอนนั้นชีวิตเข้าสายดาร์คสุดๆ จากที่เป็นเด็กเรียนเกรดเฉลี่ย 3.52 ก็เริ่มกินเหล้า เข้าผับ หันมาสูบบุหรี่(จากที่ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่) เพื่อหวังว่ามันจะพอช่วยบรรเทาความเครียดได้ จำได้ว่าตอนนั้นเครียดจนนอนไม่หลับ บางทีหลับก็สะดุ้งตื่นมาตอนตีสามตีสี่ เรื่องเรียนนี่คือแทบไม่รู้เรื่องเลย เกรดตกมาเหลือ 2.94 จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเอาเกียรตินิยมก็ต้องเป็นอันล้มเลิกไปโดยปริยาย บางครั้งเครียดถึงขึ้นอยากจะไปหาจิตแพทย์เลยนะ เราคิดว่าตัวเองเป็นคนบ้าไปแล้วอ่ะตอนนั้น แต่ก็ยังโชคดีได้เพื่อนดีคอยเตือนสติไว้(ถึงจะกินเหล้าสูบบุหรี่แต่ยังดีที่ไม่ได้เลือกคบเพื่อนเลว) เวลาผ่านมาถึงตอนช่วงที่กำลังจะขึ้นปี 2 ชีวิตก็ได้มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง..




..เมื่อขึ้นปี 2 เราอยู่หอจนครบสัญญา จากนั้นพ่อเราเลยให้ออกจากหอแล้วย้ายกลับมาบ้าน ประเด็นคือไม่ใช่บ้านย่าหรือบ้านที่ปทุม แต่เป็นบ้านที่พ่อออกมาเช่าอยู่ใหม่ เพราะพ่อเราไม่อยากอยู่ทะเลาะกับปู่ เลยย้ายออกมาให้มันจบเรื่องไป ตอนนั้นการเงินของครอบครัวคือแย่มาก เข้าขั้นวิกฤตเลยก็ได้ เศรษฐกิจก็แย่บวกกับหุ้นตก ทุกอย่างเลยแทบจะพังครืนลงมาเละเทะ พ่อเราเลยตัดสินใจขายบ้านที่ปทุมฯ เพราะคิดว่าไหนๆ แม่ก็ย้ายกลับต่างจังหวัดไปแล้ว บ้านเลยว่างไม่มีใครอยู่ ก็ขายๆ มันไปเลยแล้วกัน หลังจากขายบ้านไปแล้วมาอยู่บ้านเช่า ใช่แค่ว่าเช่าหลังเดียวแล้วอยู่ไปยาวๆเลยนะ จำได้ว่าช่วงปี 2 นี่ต้องย้ายข้าวของจากบ้านเช่าหลังหนึ่ง ไปอีกหลังหนึ่งอีก 3 รอบอ่ะ เราต้องขับมอเตอร์ไซไปมหาลัยทุกวัน แต่ยังดีที่บ้านเช่าไม่ได้ไกลจากมหาลัยมากนัก เลยยอมเสียค่าน้ำมันดีกว่าเสียค่าหอ พอมาอยู่บ้านเช่าพ่อก็กินเบียร์มากกว่าแต่ก่อน ครั้งนี้คือมีร้อยหมดร้อย มีพันหมดพัน มีเงินเท่าไหร่เอาไปลงขวดเบียร์หมด คือเราเริ่มหมดหวังในตัวเขาแล้วอ่ะ อยู่ก็ไม่ได้มีความสุข จะไปก็อดห่วงกลัวเขาไม่มีคนดูแล แต่ก็ต้องทนอยู่กันต่อไปอย่างน้อยเขาก็เป็นพ่อเรา หลายคนคงคิดว่าเราเป็นคนอกตัญญูจะทิ้งพ่อตัวเองได้ลงคอรึไง บอกตรงๆ บางครั้งเรายังสับสนกับตัวเองอยู่เลย จะพูดกับเขาก็ไม่ได้ ถึงพูดได้เขาก็ไม่ยอมรับฟัง พูดกันทีไรก็มีแต่จะทะเลาะกันเปล่าๆ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนได้มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง..




..หลังจากที่ขึ้นปี 3 ปัญหาต่างๆ ก็พากันถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ จนแทบจะลืมเรื่องเรียนไปเลย แต่ปีนี้ยังดีที่เกรดไม่ได้แย่มาก แต่ที่แย่กว่าก็คือพ่อเราลาออกจากงาน คิดว่าจะเอาเงินบำเหน็ดมาใช้ แต่ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมด เงินบำเหน็ดทั้งหมดที่ได้ก็ถูกหักเอาไปใช้หนี้จนหมด ไม่เหลือเลยสักบาท เหมือนทุกอย่างไม่ได้เข้าข้างพ่อเราเลย สุดท้ายเลยต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านย่าเหมือนเดิมเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านต่อ ตั้งแต่กลับมาพ่อก็กินไม่หยุด เราก็จะมีคำพูดที่จะพูดทุกครั้งเวลาเขาออกไปซื้อเบียร์ว่า “เงินก็ไม่มีแต่เบียร์ไม่เคยขาด” เขาก็จะทำหูทวนลมแล้วก็เดินออกไปหน้าตาเฉยเหมือนไม่เคยได้ยินที่เราพูด55555 คิดแล้วก็ตลกตัวเอง เดี๋ยวนี้เขาหันมากินสาโทบ้างแล้ว เหตุผลน่ะหรอเพราะมันถูกกว่าเบียร์แค่นั้นแหละ ตอนนี้หลายๆ อย่างมันค่อยๆเริ่มดีขึ้นแล้ว เราก็เตรียมตัวที่จะฝึกสหกิจต้องไปอยู่หอ(อีกแล้วว) พอมานึกย้อนกลับไปกว่าจะผ่านมาได้จนถึงจุดๆนี้นี่ไม่ใช่ง่ายเลยนะ ต้องทนรับแรงกดดันจากหลายด้าน พอถึงจุดที่ไม่ไหวแล้วก็ยังมีเพื่อนช่วยกันประคับประคองกันมาจนผ่านมาได้ จะถือว่าเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าแล้วกัน..



เราพยายามเล่าให้กระชับที่สุด ที่จริงยังมีอีกหลายช่วงหลายตอนที่ยังไม่ได้พูดถึงหรือข้ามไปเพราะคิดว่ามันไม่ได้สำคัญมาก แต่ทุกเรื่องล้วนเป็นความทรงจำที่ดีทั้งสิ้น แต่ตอนนี้ง่วงแล้วไว้ถ้าว่างๆ จะมาเล่าเนื่องสนุกๆให้ฟังอีกนะ

แล้วถ้าเพื่อนๆมีความคิดเห็นยังไงช่วยกันคอมเม้นด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ😊
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่