[รีวิว+สปอยล์ ที่ 263] Avengers: Endgame - ภารกิจวิ่งเปี้ยวกอบกู้จักรวาล
คะแนน: 9 (+1)/10
by ตั๋วหนังมันแพง
**คำเตือน!**
**มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญทั้งหมด**
เชื่อว่าเป็นหนังที่ทุกคนคงไปดูอยู่แล้ว ดังนั้นผมจะไม่เชื้อเชิญไปดู แต่วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ชอบ/ไม่ชอบกันครับ
1.เนื้อเรื่อง ⭐⭐⭐⭐
สิ่งแรกที่ผมประทับใจใน Endgame ก็คือการเปิดต้นเรื่องแรกได้มู้ดสวิงมากๆ
- เริ่มต้นเรื่องด้วยความสิ้นหวังจากความพ่ายแพ้ในภาคก่อนแบบโลว์สุด
- แล้วแคปฯ มาร์เวลก็โผล่มา พลังความหวังของเราก็พุ่งปรี๊ดแตะเพดานอีกครั้ง
- ไปกระทืบธานอสสมใจอยาก ปรากฏว่าทุกอย่างแก้ไขไม่ได้แล้ว ทีนี้คือสิ้นหวังแบบบียอนด์ไปเลย
คิดดูว่าแค่เวลาไม่กี่สิบนาทีหนังมันตบเราเหมือนลูกนับครั้งไม่ถ้วน เฮ้ย อะไรจะเครียดและทะมึนได้ขนาดนี้ นี่หนัง PG-13 จริงเหรอคุณ มันน่าทึ่งนะ
.
สำหรับช่วงตามหามณีก็ถือว่า mixed-feeling นิดหน่อย เพราะมันจะพาร์ทที่ชวนให้รู้สึกว่า “โอ้โห ดีจังเลยวะ” ที่ตีคู่มากับพาร์ทที่ “ใส่มาทำไมเยอะแยะเนี่ย” อยู่
.
โดยภาพรวมผมคิดว่ามันนำเสนอได้น่าสนใจมากๆ กับการ “ชุบชีวิต” ฉากเก่าๆ ที่ทำให้เราผูกพันธ์กับหนังมาร์เวลมาตลอดสิบปี แถมยังมีการปรุงแต่งเพิ่มเข้าไปแบบพองาม ทำให้ฉากเก่าดูใหม่น่าสนใจ มันเป็นวิธีเล่าเรื่องแบบ retrospective ที่เฉียบมาก และการได้เห็นตัวละครบางตัวที่เราจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วคือความงามอย่างแท้จริง
.
แน่นอนว่าเดอะเบสต์อันดับหนึ่งที่ทุกคงต้องเห็นพ้องกันก็คือพาร์ท “ธอร์+กระต่าย” ด้วยความที่หนังมันขยี้กับความรู้สึกเฟลของตัวละครธอร์หนักมาก จนทำให้ฉากแม่-ลูกมันทำงานได้สวยหมดจดไร้ที่ติ ผมว่าตรงนี้ใครหลายๆ คนก็คงเริ่มจุกๆ ที่ลำคอกันแล้วล่ะ
.
แล้วมันก็ต่อเนื่องมาถึงทีม “สตีฟ+โทนี่” นักเผชิญปมในตำนาน แต่ส่วนตัวผมเน้นไปที่โทนี่นะ เพราะหลายคนก็คงรู้ว่าเขามี “ปมพ่อ” (Dad issue) มาตลอด และบทสนทนาระหว่างพ่อลูกที่ไม่เคยมีมาก่อนแบบนี้มันก็ถึงอารมณ์มากๆ และมันช่วยให้ตัวละครนี้ ‘ปล่อยวาง’ อะไรหลายๆ อย่างด้วย
.
ถึงแม้หัวเรือใหญ่ของมาร์เวลจะเคยพูดไว้ว่า “Endgame จะไม่มีฉากที่รู้สึกว่าอืดหรือไม่สำคัญเลย” ก็ตาม แต่ผมก็ต้องเอาหัวค้านเหน่งๆ เลยว่า “มีโว้ย!”
.
ใช่ ผมกำลังพูดถึงทีม “โร้ด+เนบูล่า” ซึ่งผมคิดว่าในพาร์ทนี้มาร์เวล ‘ฝืน’ มากๆ ที่พยายามให้ความสำคัญกับตัวละครเนบูล่าขนาดนี้ คือแรกเริ่มเดิมทีตัวละครจากการ์เดี้ยนฯ ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมอะไรขนาดนั้น ดังนั้นพอหนังมันมันไปเน้นเยอะ มันก็เลยดูจืดชืดไม่น่าสนใจ
.
โอเค อาจจะพูดได้ว่ามันสำคัญเพราะนางเป็นตัวการที่ดึงธานอสมาบุกโลกปัจจุบันได้ แต่ผมก็คิดอยู่ดีว่ามันไม่ต้องเน้นเยอะหรอก ขายของให้ถูกอย่าง แล้วการที่ได้คู่หูเป็น “ผู้พันโร้ด” ที่จืดยิ่งกว่าโค้กละลายน้ำแข็งก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย
.
ในส่วนของฉากไคลแม็กซ์สุดท้ายผมจะขอยกไปพูดในหัวข้อ “ความบันเทิง” แล้วกันครับ
2.ตัวละคร/นักแสดง ⭐⭐⭐⭐⭐
“นาตาชา+บาร์ตัน” อาจจะเป็นหนึ่งในการวางตัวละครที่ยอดเยี่ยมที่สุด การต่อสู้ “แย่งกันตาย” เป็นอะไรน่าทึ่ง หนังถ่ายทอดฉากตายของคู่ตัวละครที่มีความสำคัญน้อยมาตลอดออกมาได้ดีจนน่าแปลกใจ เพราะช่วงหลังๆ ตัวละครแบล็กวิโดว์ก็จืดลงมาตลอด การชุบคุณค่าของตัวละครขึ้นมาอีกครั้งแบบนี้จึงกินใจผมมากๆ
.
กล้าพูดเลยว่าหากไม่มี “โทนี่ สตาร์ก” มาร์เวลก็คงไม่มีวันนี้ และซีนอารมณ์สำคัญทุกซีนลุงโรเบิร์ตแกเอาอยู่หมด ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า แววตา หรือภาษากายต่างๆ ล้วนไร้ที่ติ คือไม่รู้จะพูดอะไรดี ทุกคนคงรู้สึกได้เหมือนกันหมดแหละ แต่คุณโชคดีมากแล้วนะ คุณสตาร์ค เพราะคุณได้อยู่กับคุณพ็อตต์จนถึงวินาทีสุดท้ายไง.
.
เรื่องราวชีวิตรักของ “สตีฟ โรเจอร์ส” ก็คงทำให้หัวใจใครหลายๆ คนอิ่มเอิบไปตามๆ กัน สารภาพตามตรงว่าผมแอบเก็งไว้ว่าเขาจะตายเพราะคมดาบธานอสด้วยซ้ำ แต่พอเห็นแฮปปี้เอนดิ้งแบบนี้ก็รู้สึกว่า “He deserves it” จริงๆ
.
และที่พอใจโดยส่วนตัวเป็นพิเศษก็คือตัวละคร “วันด้า / สการ์เล็ตวิช” ที่มีโอกาสได้ปล่อยของสมศักดิ์ศรีสักทีหลังจากโดนเนิร์ฟมานานแรมปี คือผมคิดว่าตัวละครวันด้าอาจจะเป็นตัวละครที่ ‘เจ็บที่สุด’ จากศึกอินฟินิตี้ เลยสะใจเป็นพิเศษ ถ้าไม่มีจรวดปูพรมลงมาช่วยไว้ หนังเราก็อาจจะสั้นลงไป 30 นาทีก็เป็นได้
3.ความบันเทิง ⭐⭐⭐⭐⭐
มาร์เวลนี่ก็เก่งนะ ต่อให้หนังมันจะเครียดจะเข้มแค่ไหนก็ยังเอาฮาได้ มุกเฉียบไม่มีขาดแคลน ผมคิดว่า sense of humor แบบนี้เป็นจุดแข็งอมตะของหนังเขามากๆ ที่ค่ายไหนก็ยังเลียนแบบไม่ได้ เพราะเรา “คุ้น” กับตัวละครทุกตัวมาก่อน ความรู้สึกเชื่อมโยงมันจึงประเมิณค่าไม่ได้
.
สำหรับฉากต่อสู้ที่ผมประทับใจที่สุดก็คือ “สตีฟ vs ธานอส feat.โยเนียร์” คือต้องคารวะตัวละครกัปตันฯ เลยว่าเป็นนักสู้ที่โคตรครีเอทีฟ เดิมทีมีโล่อันเดียวก็ลูกเล่นเยอะแล้ว ทีนี้ได้ค้อนมาก็เลยสนุกกันไปใหญ่ มีการโยนค้อนไปชิ่งโล่ ปาโล่ไปสะท้อนค้อน โยนโล่หลอกแล้วเอาค้อนฟาด ฯลฯ
คือผมเชื่อว่าธานอสมันคงไม่ได้บาดเจ็บอะไรนักหรอก แต่ฟีลมันน่าจะแบบ “โอ๊ย รำคาญโว้ย” น่าดู แล้วมันบู๊ถึงใจมากๆ เป็นฉากที่ทำให้กัปตันฯ เด่นสมเกียรติจริงๆ
.
ฉากที่ทุกคนวาร์ปมาช่วยในยามจนตรอกมันว้าวอยู่แล้ว แถมยังตบหวานๆ ด้วยประโยคทองคำอายุ 11 ปีจากสตีฟ โรเจอร์สอีก แฟนเดนตายมาร์เวลหลายๆ คนน่าจะเริ่มเสียชีวิตจากช่วงนี้แหละครับ
.
โดยส่วนตัวผมคิดว่าฉากตะลุมบอนสุดท้ายมันดูยากไปนิดนึงและยังไม่สุดเท่าที่คิดไว้ คือด้วยความที่ฮีโร่หลัก+รองมันเยอะมากกก ทำให้สายตาเรากวาดไม่ทันจริงๆ และที่สำคัญคือมันไม่ได้มีการ “จัดหมวด” ในเรื่องนี้
คือตัวละครจากหนังรองๆ เช่นทีมการ์เดี้ยนฯ หรือแบล็กแพนเธอร์มันกระจัดกระจายไปอยู่ตามมุมต่างๆ ของสนามรบมากไป ทำให้ความเด่นที่น้อยอยู่แล้วมันด้อยลงไปอีก แต่ที่บ่นๆ นี่ผมก็เข้าใจนะว่ามันมีข้อจำกัดในการถ่ายทำเยอะมาก ถือว่าติให้รู้เฉยๆ แล้วกันครับ
.
สิ่งที่ไม่ค่อยถูกใจเท่าไรก็คือ “การลดพลัง” (Nerf) ตัวละครที่ควรจะเก่งมากๆ อย่าง “ธอร์” และ “ด็อกเตอร์เสตรนจ์” เพื่อเหตุผลเชิงพล็อตเปิดโอกาสให้ธานอสมีโอกาสสู้ชนะมากขึ้น
.
อย่างธอร์เนี่ย ในภาคนี้กลายสภาพเป็น “หมูแบตเสื่อม” ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโอเค ในช่วงต้นเรื่องเราเข้าใจว่าตัวละครบอบช้ำมาเยอะจนปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่ก็แอบหวังว่าพอมันดึงสติได้แล้ว ด้วยพลังสายฟ้าหรือเวทมนตร์เหวหอกอะไรก็ได้จะช่วยให้ “ธอร์” กลับมาเฟี้ยวฟ้าวเหมือนเดิม
แต่สุดท้ายก็ … อนิจจังวัฏสังขารา
.
และในส่วนของหมอประหลาด, จอมเวทย์ที่หนึ่งในรุ่นของเราก็รับบท “ฝายกั้นน้ำ” ได้อย่างยอดเยี่ยม … เอาจริงดิ? คือผมก็คาดหวังจะได้เห็นลูกเล่นว้าวๆ ของตัวละครนี้มาปราบตัวโกงเยอะหน่อย แต่ความเก่งของหมออาจจะไม่ค่อยแฟร์กับธานอส หมอก็เลยโดนเนิร์ฟเศร้าๆ ไปแบบนั้น
.
และท้ายที่สุด “แครอล / กัปตันมาร์เวล” ก็อาจจะเป็นการสาธิตให้เราเห็นว่าการมี “ซูเปอร์แมน” ในหนังฮีโร่มันทำให้เกลี่ยพลังยากขนาดไหน ก็ถือว่าเป็นตัวละครที่รักษามาตรฐานของตัวเองได้ดีนะ ยังเป็นนักพังยานรบอันดับหนึ่งอยู่ และเป็นแกนนำพรรคเพื่อนสาวได้เวิร์กดี ดูไม่ฝืน
.
.
สำหรับผมที่ไม่ได้เป็นแฟนฮาร์ดคอร์แล้ว Avengers: Endgame ก็ยังถือเป็นความงดงามทางวงการภาพยนตร์อย่างหนึ่ง มันสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สายสัมพันธ์” ที่แข็งแกร่งเกินจินตนาการมาตลอดสิบกว่าปี มันทำให้เราเป็นห่วงตัวละครสมมติเหมือนพวกเขามีชีวิตจริงๆ ได้
ถึงแม้ตัวเนื้อหนังจริงผมอาจจะให้ 9 คะแนน แต่หากพูดถึงมวลพลังบางอย่างที่หนังสะสมมาตลอดที่คลี่คลายในหนังเรื่องนี้ หากมันเต็มล้านผมก็จะให้มันหนึ่งล้าน มันเป็นมากกว่าหนังหนึ่งเรื่อง มันคือช่วงชีวิตวัยรุ่นของผมที่เติบโตมาพร้อมกันต่างหาก
#ตั๋วหนังมันแพง Avengers #EndGame
[สปอยล์!!!] [รีวิวที่ 263] Avengers: Endgame - ภารกิจวิ่งเปี้ยวกอบกู้จักรวาล by ตั๋วหนังมันแพง