แปลมาจากภาษาอังกฤษ ไม่สละสลวยยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

มาธา นีดเดิล
มาธา นีดเดิล (นามสกุลเดิม ชาร์เลส) เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายนปี1863 ที่มอร์แกนทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย
พ่อของมาธาเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เธอยังเล็กมาก ส่วนแมร์รี่แม่ของเธอได้แต่งงานใหม่กับแดเนียล ฟอแรน และมีลูกใหม่เพิ่มอีก 2 คน ฐานะทางครอบครัวของมาธาเรียกได้ว่ายากจน พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆที่มีห้องแบ่งไว้เพียงสองห้องเท่านั้น โดยมาธาเคยเล่าว่าเธอมักจะถูกแม่ของเธอทุบตีด้วยไม้หรือไม่ก็เชือกรวมทั้งยังถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มาธาหนีออกจากบ้านตอนอายุ13 ปี โดยดำรงชีพด้วยการทำงานเป็นแม่บ้าน หลังจากนั้นมาธาได้แต่งงานตอนอายุ18 ปีกับเฮนรี่ นีดเดิล พวกเขามีลูกด้วยกันสามคนคือ มาเบล เอลซี่ และเมย์ ต่อมาพวกเขาได้ย้ายถิ่นฐานไปอาศัยยังชานเมืองเมลเบิร์น ความสัมพันธ์หลังแต่งงานของมาธากับสามีไม่สู้ดีนัก มาธาเป็นคนพูดเก่ง มีเสน่ห์น่าดึงดูด รอบกายเธอมักจะรายล้อมไปด้วยเพื่อนชายเสมอ ในขณะที่เฮนรี่เป็นคนขี้อาย ขี้หึง และพยายามจะเอาชนะมาธา

มาธาและสามี
จนกระทั่งในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ปี1885 ลูกคนแรกของมาธาคือ มาเบล ได้เสียชีวิตลงเพราะมีอาการป่วย โดยมาธาได้รับเงินประกันชีวิตของมาเบลเป็นเงินถึง100 ปอนด์ (40,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน) ต่อมาปี1889 เฮนรี่ผู้เป็นสามีก็มีอาการป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้และเสียชีวิตไปอีกคน รอบนี้มาธาได้เงินประกันชีวิตถึง 200 ปอนด์ และต่อมาในปี1890 ลูกอีกสองคนคือเอลซี่ และเมย์ก็ป่วยและเสียชีวิตแบบไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน ซึ่งแพทย์ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าแต่ละคนป่วยเป็นอะไรกันแน่
ต่อมาในปี1891 มาธาได้รู้จักกับหลุยส์ จังเคน หนุ่มนักธุรกิจอานม้าร่วมกับอ็อตโต้น้องชายอีกคนของเขา มาธาได้ปล่อยบ้านอีกหลังที่อยู่ข้างบ้านของเธอให้สองพี่น้องเช่าและเริ่มสนิทสนมคบหากับอ็อตโต้ โดยที่หลุยส์และน้องชายอีกคนเฮอร์แมนไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ในครั้งนี้ โดยพยายามทำทุกทางเพื่อไม่ให้เกิดการหมั้นหมายระหว่างมาธาและอ็อตโต้ จนในปี1894 หลุยส์ได้เสียชีวิตลงจากอาการไข้ไทฟอยด์ที่ดูมีบางอย่างผิดปกติ หลังจากนั้นเฮอร์แมนได้เดินทางไปทำธุรกิจให้พี่ชาย เขากินอาหารที่มาธาจัดเตรียมให้และเกิดป่วยหนักแต่โชคดีที่อาการทุเลาลง แต่กลับมาป่วยอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่กินอาหารเช้าที่มาธาจัดเตรียมไว้ให้

หลุยส์
เฮอร์แมนเริ่มมีอาการดีขึ้นหลังจากได้พักฟื้นเต็มที่ แต่แล้วเขาก็กลับมาป่วยแปลกๆอีกจากอาการตะคริวบนร่างกายหลังจากที่กินอาหารกลางวันที่มาธาจัดเตรียมไว้ให้ หมอที่ตรวจเฮอร์แมนสงสัยว่าเขาจะโดนวางยาพิษจึงส่งตัวอย่างจากการอาเจียนของเขาไปตรวจสอบที่ห้องแล็บ และก็พบว่าในตัวอย่างการอาเจียนนั้นมีสารพิษอาเซนิก(สารหนู) ปนเปื้อนอยู่ด้วย
ทางหมอจึงได้แจ้งข้อสงสัยนี้แก่ตำรวจและให้เฮอร์แมนแสร้งขอให้มาธาทำอาหารกลางวันให้ หลังจากที่มาธายกชามาให้เขาเฮอร์แมนก็ทำการเป่านกหวีดเรียกนักสืบให้ออกมา และตรวจสอบน้ำชาดูพบสารหนูที่สามารถฆ่าคนได้ถึงห้าคนเลยทีเดียว มาธาจึงถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าคนตาย ทางตำรวจได้ขุดศพสามีของเธอ ลูกๆ 3 คน และศพของหลุยส์ขึ้นมาตรวจพิสูจน์อีกครั้ง ก็พบว่าในร่างกายของพวกเขานั้นมีปริมาณสารหนูในระดับร้ายแรง มาธาถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเเต่เธอยังยืนกรานว่าเธอไม่ได้ทำและไม่มีทีท่าสำนึกผิดเลยสักนิด
มาธาถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี1894 เมื่อถามว่าคำพูดสุดท้ายเธออยากจะพูดอะไร มาธาตอบว่า “ฉันไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น!!” หลังจากการประหารชีวิตของมาธาผ่านพ้นไป ชื่อเสียงของเธอก็ได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็น ผญ ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมไม่มีความสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำ เป็นฆาตกรหญิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของออสเตรเลีย
มาธา นีดเดิล ฆาตกรหญิงใจโหดแห่งออสเตรเลีย
มาธา นีดเดิล (นามสกุลเดิม ชาร์เลส) เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายนปี1863 ที่มอร์แกนทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย
พ่อของมาธาเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เธอยังเล็กมาก ส่วนแมร์รี่แม่ของเธอได้แต่งงานใหม่กับแดเนียล ฟอแรน และมีลูกใหม่เพิ่มอีก 2 คน ฐานะทางครอบครัวของมาธาเรียกได้ว่ายากจน พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆที่มีห้องแบ่งไว้เพียงสองห้องเท่านั้น โดยมาธาเคยเล่าว่าเธอมักจะถูกแม่ของเธอทุบตีด้วยไม้หรือไม่ก็เชือกรวมทั้งยังถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มาธาหนีออกจากบ้านตอนอายุ13 ปี โดยดำรงชีพด้วยการทำงานเป็นแม่บ้าน หลังจากนั้นมาธาได้แต่งงานตอนอายุ18 ปีกับเฮนรี่ นีดเดิล พวกเขามีลูกด้วยกันสามคนคือ มาเบล เอลซี่ และเมย์ ต่อมาพวกเขาได้ย้ายถิ่นฐานไปอาศัยยังชานเมืองเมลเบิร์น ความสัมพันธ์หลังแต่งงานของมาธากับสามีไม่สู้ดีนัก มาธาเป็นคนพูดเก่ง มีเสน่ห์น่าดึงดูด รอบกายเธอมักจะรายล้อมไปด้วยเพื่อนชายเสมอ ในขณะที่เฮนรี่เป็นคนขี้อาย ขี้หึง และพยายามจะเอาชนะมาธา
จนกระทั่งในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ปี1885 ลูกคนแรกของมาธาคือ มาเบล ได้เสียชีวิตลงเพราะมีอาการป่วย โดยมาธาได้รับเงินประกันชีวิตของมาเบลเป็นเงินถึง100 ปอนด์ (40,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน) ต่อมาปี1889 เฮนรี่ผู้เป็นสามีก็มีอาการป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้และเสียชีวิตไปอีกคน รอบนี้มาธาได้เงินประกันชีวิตถึง 200 ปอนด์ และต่อมาในปี1890 ลูกอีกสองคนคือเอลซี่ และเมย์ก็ป่วยและเสียชีวิตแบบไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน ซึ่งแพทย์ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าแต่ละคนป่วยเป็นอะไรกันแน่
ต่อมาในปี1891 มาธาได้รู้จักกับหลุยส์ จังเคน หนุ่มนักธุรกิจอานม้าร่วมกับอ็อตโต้น้องชายอีกคนของเขา มาธาได้ปล่อยบ้านอีกหลังที่อยู่ข้างบ้านของเธอให้สองพี่น้องเช่าและเริ่มสนิทสนมคบหากับอ็อตโต้ โดยที่หลุยส์และน้องชายอีกคนเฮอร์แมนไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ในครั้งนี้ โดยพยายามทำทุกทางเพื่อไม่ให้เกิดการหมั้นหมายระหว่างมาธาและอ็อตโต้ จนในปี1894 หลุยส์ได้เสียชีวิตลงจากอาการไข้ไทฟอยด์ที่ดูมีบางอย่างผิดปกติ หลังจากนั้นเฮอร์แมนได้เดินทางไปทำธุรกิจให้พี่ชาย เขากินอาหารที่มาธาจัดเตรียมให้และเกิดป่วยหนักแต่โชคดีที่อาการทุเลาลง แต่กลับมาป่วยอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่กินอาหารเช้าที่มาธาจัดเตรียมไว้ให้
เฮอร์แมนเริ่มมีอาการดีขึ้นหลังจากได้พักฟื้นเต็มที่ แต่แล้วเขาก็กลับมาป่วยแปลกๆอีกจากอาการตะคริวบนร่างกายหลังจากที่กินอาหารกลางวันที่มาธาจัดเตรียมไว้ให้ หมอที่ตรวจเฮอร์แมนสงสัยว่าเขาจะโดนวางยาพิษจึงส่งตัวอย่างจากการอาเจียนของเขาไปตรวจสอบที่ห้องแล็บ และก็พบว่าในตัวอย่างการอาเจียนนั้นมีสารพิษอาเซนิก(สารหนู) ปนเปื้อนอยู่ด้วย
ทางหมอจึงได้แจ้งข้อสงสัยนี้แก่ตำรวจและให้เฮอร์แมนแสร้งขอให้มาธาทำอาหารกลางวันให้ หลังจากที่มาธายกชามาให้เขาเฮอร์แมนก็ทำการเป่านกหวีดเรียกนักสืบให้ออกมา และตรวจสอบน้ำชาดูพบสารหนูที่สามารถฆ่าคนได้ถึงห้าคนเลยทีเดียว มาธาจึงถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าคนตาย ทางตำรวจได้ขุดศพสามีของเธอ ลูกๆ 3 คน และศพของหลุยส์ขึ้นมาตรวจพิสูจน์อีกครั้ง ก็พบว่าในร่างกายของพวกเขานั้นมีปริมาณสารหนูในระดับร้ายแรง มาธาถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเเต่เธอยังยืนกรานว่าเธอไม่ได้ทำและไม่มีทีท่าสำนึกผิดเลยสักนิด
มาธาถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี1894 เมื่อถามว่าคำพูดสุดท้ายเธออยากจะพูดอะไร มาธาตอบว่า “ฉันไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น!!” หลังจากการประหารชีวิตของมาธาผ่านพ้นไป ชื่อเสียงของเธอก็ได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็น ผญ ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมไม่มีความสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำ เป็นฆาตกรหญิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของออสเตรเลีย