เพิ่งแยกทางกับแฟนที่คบกันมา 7 ปี จากกันด้วยดี แต่ ต้องอดทนอยู่กับสถานที่เดิมๆ ที่มาเริ่มต้นฝันด้วยกัน จะเยียวยาใจยังไงดี

กระทู้สนทนา
เพิ่งแยกทางกับแฟนที่คบกันมา 7 ปี จากกันด้วยดี แต่ ต้องอดทนอยู่กับสถานที่เดิมๆ ที่มาเริ่มต้นฝันด้วยกัน จะเยียวยาใจยังไงดี

ผมทำงานมาแล้ว 4 ปี แต่อดีตแฟน เพิ่งเริ่มทำงาน  ตัดสินใจมาต่อสู้ด้วยกัน ที่ กทม ได้ราว 1ปี

ชีวิตผมมีความฝันที่พยายามอยากจะหาทางสร้างกิจการด้วยตนเองเลยพยายามรับรีวิวหรืองานsupport it ตามประสบการณ์
พอดีได้เงินก้อน มา จำนวน หนึ่ง เลย ตัดสินใจ จับมาขายไป ได้ราวๆ 2-3 เดือน ในขณะที่แฟนผม ก็ เข้าๆออกๆ งาน ทุก 4 เดือน
สาเหตุจาก ที่เราทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เข้าใจ ในแนวคิด กันตลอด ตั้งแต่ ผมทำงานที่ บ้าน เกิด เมื่อ 2 ปีก่อนๆ
หลักๆ คือ หึงหวง ไม่ให้เกียรติ เช็ค ทุกอย่างแม้กระทั่ง รหัสผ่าน ซึ่งผม ยอมรับว่าคนคุย แค่ปีแรกที่คบกัน แต่หลัง จากนั้น เลิก สนิทหมด ทุกอย่าง
พอมา กทม ผมตัดสินใจ เข้าทำงานเพื่อ พิสูจน์ ความสามารถตนเอง แล้วพอมีปัญหากัน รู้สึกทำงานไม่เต็มที ่รู้สึกเวลา มีปัญหา งาน ที่ทำไม่ สอดคล้องกับความฝัน จึง ออกมาทำ youtube รีวิวสินค้า จับมือสองมาขาย บ้างได้ราวๆ 5-6 เดือน ให้หลัง เธอ ซึ่งก้ เปลีย่นงานบ่อยๆ ทำให้ เกิด ความไม่มั่นคงทางการเงิน ปัญหาเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จน ที่ทำงานล่าสุด เธอได้ไปปรึกษา กับเพื่อน และ หนีออกไป จากผม สอง คืน
จนเธอกลับมา จากคน ไม่คุยโทรศัพท์ ก็คุยเป็น สอง ชม โดยที่ไม่รู้เรื่องอะไร  จากคนกอดกันทุกคืน รู้สึกได้ถึง ความเหินห่าง ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
รุ่งเช้า ผมจึงตัดสินใจ เปิดประเด็นที่จะพูดว่า หากยังคงเป็นอยู่อย่างนี้ สบายใจที่จะอยู่กับเพื่อน แยกกันก็ได้นะ
เธอนิ่ง มือพิมพ์ มือถือ ไม่รู้พิมพ์ อะไรกับใคร ผมให้เกียรติ ไม่ยุ่งเกี่ยวตั้งแต่ ที่ไม่ชอบ การที่เธอมา คอยเช็ค สปายผม 
ไม่นานเธอก็ก้พร้อมจะไป ไม่ลังเล ที่จะ โต้เถียง ผมช็อค ที่ นึกว่าความเข้าใจ ที่พยายามปรับกันมา มัน ง่าย ขนาดนั้นเลย 
ทุกครั้งที่ ผมถอยห่าง เพราะ ไม่อยาก ทะเลาะกันรุนแรงตบตี เพราะมีบทเรียน ไม่อยากทำซ้ำ ผมก็ไม่เคยทิ้ง ให้เธอ คนนั้นอยู่คนเดียว นอนคนเดียวสักคืน
เต็มที่นั่งเศร้าๆหน้า7-11ข้างห้องพักเบียร์สักสองสามขวดก็ตายรังทุกครั้งไป มาครั้งนี้เธอ เป็นฝ่าย เสนอ ตัวที่จะออกจากชีวิตผม
หาก ผมไม่ออกไปจากชีวิตเธอวันนั้น  ผมสตั้น แทบตีอกชกตัว ร้องไห้ ต่อหน้าเธอ เพราะ สิ่งที่ไม่คาดฝัน    
ใช้เวลาครึ่งค่อนวันตั้งสติระหว่างรอเธอเก็บกระเป๋าและตัดสินใจไปส่งเธอ 
เธอพยายามที่จะปิดบังจุดหมายปลายทางที่เธอจะไปโดยอ้างว่ากลับบ้านโดยในใจผมก็รู้ว่าไม่ใช่   
ผมตัดสินใจออกมาส่งปากซอยเรียกวินยกกระเป๋าใบนั้นให้เธอขึ้นไปจิตใจเหม่อลอย
โชคดีที่คืนนั้นไม่ใช้ แอลกอฮอล์ ผมเลย ยังพอหลับตาลงได้ รุ่งเช้าตื่นมา เตรียมของ ขับรถแบกกระเป๋าเป้ สอง ใบ ควบ มอไซค์ ขับ กลับจาก เมืองหลวง สู่บ้านนอก ครั้งแรกที่พบหน้าแม่ พอแม่ถามหาเธอคนนั้น จากความเป็นแม่ลูกที่ไม่เคยพูดคุยกัน ราว 2 ปีเนื่องจากไม่เห็นด้วย ไม่ตรงกัน ที่ผมจะต้องย้าย งานหรือ ไปหางานทำไกลบ้าน เพราะตอนนั้น แฟนไม่ยอมทำงานแถวบ้าน ที่ค่าจ้าง ไม่สูงนัก  
จากคำต่อว่า-กัน ระหว่างแม่ ลูก น้ำเสียงแม่เปลี่ยนแปลงไป เป็น มันเป็นยังไงลูก ลองเล่ามาสิ เป็นยังไง 
น้ำตาลูกชายไหลพรากโดยอัตโนมัติไม่ต้องมีคำปลอบประโลมใดๆเพียงแค่ได้ระบายทุกสิ่งในจิตใจน้ำตามันก็เยียวยาได้จริงๆในวันแรกที่กลับสู่มาตภูมิถิ่นเกิด
ผมใช้เวลานอนฟังธรรมะบ้าง สลับ กับ แนวคิดดีๆในการใช้ชีวิต ที่บ้านในช่วงสงกรานต์ โดยเลือกที่จะดื่มกับเพื่อนรู้ใจเพียงวันเดียว
นอกนั้น อยู่กับตนเอง ที่บ้าน มองทุ่งนา ฟ้า สีคราม รู้สึก เศร้านิดๆแต่ จิตใจยังคงทรง ควบคุมสติ การ อยู่การกินได้ปกติ
สงกรานต์ผ่านไปราว1สัปดาห์ที่กลับไปเลียแผลที่บ้านภารกิจการงานใหม่ๆที่ได้ติดต่อกับทางญาติไว้มาถึงต้องกลับกทมเพื่อเริมต้นงานใหม่
คืนก่อนทำงานกลับมาเห็นห้องที่เสื้อผ้าของใช้บางส่วนเธอคงมีอยู่ แม้เธอจะเข้ามาขนของใช้จำเป็นออกไปจากห้องๆ นี้หมดแล้วก็ตาม
ความปลอดโปร่งใจ อึดอัดใจ ภาพวันแรกที่ลำบาก เริ่มต้นกันมา จนวันสุดท้ายที่ เราแยกจากกัน ด้วยดี ไหลพรั่งเข้าเต็มสอง หัว รู้แก่ใจ ดื่มไปก็ไม่ช่วยอะไร
เลยตัดสินใจข่มตานอนจนตี3ก็ยังไม่มีทีท่าจะง่วงจะออกไปหาเพื่อนๆก็ได้ระบายจนทุกคนรำคาญไม่อยากคุยเรื่องนี้กับผมแล้วทำได้แค่เดินวนไปวนมาในห้องท่องในใจอดทนๆงานพรุ่งนี้มีเริ่มงานใหม่ๆๆจนราวตี4เพลียผลอยหลับไป
วันแรกทำงานวันที่สองคืนที่สองที่กลับมาห้องๆเดิมหลังจากจบกันราว3สัปดาห์  วันแรกพบงานใหม่ได้เห็นมีโจทย์มีการบ้านที่ต้องศึกษาทั้งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ฟุ้งซ่านมากนักเพราะ จดจ่อกับการเรียนรู้ รายละเอียดงานใหม่ พอตกเย็น พลบค่ำ เวลาเดิมๆ ที่เรา ต้องคอยรอกัน ทะเลาะกัน เรื่องสถานที่ร้านอาหาร ที่ไม่ค่อยจะถูกปาก หายากนักใน ย่านนี้ ทำเอาผมซึม เศร้าเข้าแทรก นอนมองห้องๆค่อยๆมืด ยามพลบค่ำ เย็น ตั้งแต่ 18.00-19.30 จนห้องมืดสนิท
จิตฟุ้งซ่าน ทน กับสภาพได้ ลำบาก จึงตัดสินใจเดินออกมา นั่ง 7-11 ที่เดิมที่คุ้นเคยไว้สงบสติ อารมณ์ ยามไม่เข้าใจกัน 
ใจเหม่อลอย หยิบ เบียร์ มา1 ขวดนั่งจิบ สงบอารมณ์ พนักงานบอก ขวดเดียวไม่พอหรอกพี่ ยิ้มๆ ในอารมณ์ นั้นรู้สึกดีที่มีคนคุยทักทายด้วย แต่ กลับรู้สึกเศร้า ยิ่งกว่าที่ คนห่วงใยยิ้มแย้ม และมองเราด้วยสายตาเป็นมิตรนั้น กลับเป็นคนอื่นไกล ที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ผมนั่งสงบสติอารมณ์กับเบียร์เพียง1ขวดรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลยตัดสินใจพอไม่ดื่มต่อจากปกติจะดื่มครั้งละ2-3ขวดยามอารมณ์ทุกข์
ก้มหน้าก้มตาเดินกลับห้อง เดิม  ราว 3-4 ทุ่มแล้วเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร โทรมา ชวนเล่นเกมส์ จริงๆ เขาคงไม่อยากเล่นอะไรจริงจัง แต่รู้ว่า เป้นช่วงกิจกรรมที่ทำได้ เพราะอยู่ไกลกัน ก็มีประมาณนี้ ผมตัดสินใจปฏิเสธไป เพราะตอนนั้นอารมความรู้สึกมัน ทวีคูณ จาก คืนแรกที่กลับมานอนห้อง สองเท่า
ใจเริ่มหลุด คิดไป ว่าจะไปไหน ให้พ้นๆ ตรงนี้ อีกใจนึง คือถ้าออกที่อยู่ใหม่ก็ยังไม่ลงตัว เรื่องสภาพคล่องทางการเงิน ทำเอาทุกข์ เพิ่ม คูณสาม
23.00 - 01.00 จิตใจฟุ้งซ่านถึงขีดที่แทบจะอดไม่ไหว เดินวนไปวนมาในห้องเหมือนเดิม เริ่มเกรี๊ยวกร๊าด หยิบมือถือ ขึ้นมาหวังจะมีคนโทรหา ไม่มีก็ วาง ๆ หยิบๆอยู่พักใหญ่ เขียนระบายความอึดอัดใจลงกระดาษ ได้ สองสามบรรทัด จนเพลีย 
01.30ตัดสินใจหาธรรมะท่านวอในyoutubeต่อลำโพงเปิดฟังจนจิตใจมันสงบลงได้ ในอีกไม่กี่อึดใจ จนหลับ

--- 25/4/2019 ณ ปัจจุบัน ตื่นแต่ 7.00 เช้าอาบน้ำแต่งตัวเดินทางไป ถึงที่ทำงานไม่สายเกิน 8.00 พอดี
ยอมรับสภาพจิตใจจากเมื่อคืนเล่นเอาหนักมากกงานวันนี้เลยดูเนือยๆกว่าเมื่อวานแต่เพื่อนที่ทำงานตัวเราก้พยายามชวนคุยไม่ให้บรรยากาศมันเงียบสงัดส่วนเราเด็กใหม่จดทุอย่างที่เรียนรู้ได้สงสัยอะไรเล็กน้อยก็ถามเอาแต่พยายามเรียนรู้ด้วยตนเองศึกษาหลักๆคือสเป็คproductและขั้นตอนการทำงานตอนนี้ยังไม่ลงสนามจริงแต่พยายามสังเกตุคนเก่าแก่ทุกรายละเอียดถามบ้างแต่ไม่ถามมากเน้นคุยเรื่องอื่นๆสอดแทรกในในขณะที่หูตาคอยมองดูและจดสังเกตุ
ผ่านพ้นไปได้ค่อนวันจนจะเลิกงานทีแรกมีแปลนจะวิ่งกลับตจวพรุ่งนี้เยนหลังเลิกงานเดินทางไม่ไกลมาก4-5ชมไปเที่ยวหาน้องชายแต่ดันไม่ว่างแพลนล่มใจก็เลยคิดว่าจะเอาไงดีกับการอยู่คนเดียวจะเดินทางท่องเที่ยวไกลๆด้วยมอไซค์วันหยุดเสารอาทิตย์ก็ไม่รู้จะไปไหนดีเพราะหนึ่งปีที่มากทมแทบไม่เคยออกเที่ยวไหนไกลที่พักเกิน20โลเลยเนื่องจากสภาพการจราจรที่ทำงานรับทราบเรื่องนี้ที่เจ็บกว่าคืองานที่ผมเริ่มทำคืองานเก่าที่แฟนผมออกไปแต่ที่ต้องมาทำเพราะเป็นการตกลงกันทางเจ้าของที่เป็นสายเลือดเดียวกันทางพ่อแล้วแฟนเก่าผมเธอลาออกไปกระทันหันเรื่องด้วยปัญหาส่วนตัวที่ผมรับรู้และมีปัญหากันตลอด

ตอนนี้งานก็พอfocusได้ระดับ6-70%ของสมาธิแต่พอนึกภาพตอนกลับไปห้องหรือแม้แต่เสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้จิตใจก็ขยาดกลัวต่อความทรมาณของสองคืนก่อนที่ทวีคูณ

สาเหตุที่ผมไม่โทรหาไม่ตามและไม่สืบเพราะเราตกลงกันเธอต้องการจากไปด้วยดีเธอว่าเป็นฝ่ายให้ผมมาก จากคำพูดวันนั้น
แต่จิตสำนึกบอกตัวผมว่าเราต่างประคับประคองกันมา7ปีต่างหากที่เป็นข้อเท็จจริง
- ผมมองความสัมพันธ์การกระทบกระทั่งกันเปรียบเสมือนลิ้นกับฟัน ไม่มีใครผิดใครถูก อย่างแท้จริงของปัญหาเหล่านี้ ยกเว้นเรื่องของมือที่ 3
- ผมมองการ มาเริ่มต้นใหม่ ของเราที่ กทม คือ การเสียสละ ทั้งทางครอบครัว และ เรื่องงานเดิมส่วนตัว และความก้าวหน้า ของเธอที่ ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานใดๆ 
- ผมมอง การที่จำเป้นต้องอดทนกลับมา สู้ มาเริ่มงานใหม่ ในที่เก่า คนละตำแหน่งที่เธอเคยทำเพราะ มันคือศักศรี และ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ทางสายเลือดที่ ให้โอกาสกันมา ช่วยดูแล และทำงานเพื่อเรียนรู้ ระบบงานประสบการณ์ กิจการใหม่ๆ ในสายที่ผมไม่เคยทำ
- ผมมอง ว่าการพร่ำด่า สอนกันมา ด้วยคำพูด ที่ ฟังไม่เข้าหูกันนั้น คือ ความปราถนา ดี ที่แสดงออกไม่ถูกทาง และ ไม่มีใครแสดงออก อย่างจริงใจต่อกัน บนสังคมภายนอก แต่หาก จิตใจที่ปิดกั้นไม่รับฟังกัน ย่อมไร้ประโยชน์ ที่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไป หรือ หาว่าใครผิด
- มาวันนี้ผม กล้าพูดได้อย่างลูกผู้ชาย พอว่า  เรารู้จักกันมา7ปี ทำงานมาก่อน 2-3 ปี เพียงปีเดียวที่เธอเริ่มรู้จักความเหนื่อยยาก ของการทำงาน
เธอกลีบมองคนที่อยู่ด้วย ว่า วันๆไม่ทำอะไร กินนอน ไม่สนใจงานประจำ 
-ในวันที่channelyoutubeมีพี่ตดตามเข้า4,000viewโดยรวมแตะ2,000,000วิวคือผลผลิต1ปีที่ขยันทำcontentรีวิว
how to it ง่อยๆ บนyoutube หลังออกจากประจำมา มาเกือบปีได้ ถึงแม้รายได้สิทธิ จะไม่ถึงหลัก100เหรียญ ก็ตามที 
- ผมได้เคยร้องขอว่า ชีวิต มันเดินต่อไปได้ เสมอ หากก้าวไปด้วยกัน ผมเองก็กำลังจะเริ่มต้นใหม่กับงานประจำใหม่ๆ ความท้าทายประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ หากผมไม่กลับมา เท่ากับผมว่าผมผิดสัจจะต่อตนเอง 
-  ผมได้แค่บอกตัวเองตอนนี้ว่า ชีวิตคนคงต้องเดินไปทีละก้าว ถึงก้าวนี่จะไม่ มั่นคง โหวงเหวง เครียดอึดอัด และ หดหู่ไปบ้าง ทางออกย่อมมีสำหรับผู้ที่ก้าวต่อไปก่อน คิดย้อนเหมือนกัน ว่าทำไม ไม่กลับไปนอนที่บ้านให้สบายใจกว่านี้ก่อน แต่ เรื่องโอกาสการงาน มันค้ำคอ จะทำได้ไม่ได้ พร้อมไม่พร้อมเลยตัดสินใจกลับมา จดนี้ก่อน

อีกไม่กี่ ชั่วโมงอีกแล้วที่ต้องกลับไป เผชิญ ความรู้สึกเดิมๆที่ห้องเดิมๆ จุดเริ่มต้น ใน กทม ของคนสองคน ที่ตอนนี้ เหลือผมคนเดียว
ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกันนอกจากหาอ่านspecsheetงานคุยกับเพื่อนร่วมงานสัพเพเหระนิดหน่อย
ควรเยียวยาจิตใจอย่างไรกับความทรมาณนั้นดี
ไม่ต้องห่วงนะผมไม่ตามรังควานตอแยเธอแน่นอนไม่ใช่ไม่รักนะแต่การดีที่สุดคือการยอมให้เธอจากไปโดยดีตามคำขอร้องของเธอวันนั้น..........

ได้แต่ท่องเอาไว้ เราจะผ่านมันไปแต่ละคืนๆ ในห้องๆเดิม ที่ต้องอยู่ไปก่อนช่วงนี้ อย่างไรดี เราจะผ่านมันไปอย่างไรดี ??
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่