.. ค่ะ พอดีเราเป็นเด็ก61ค่ะ.. ในปีที่แล้วเด็ก61ด้วยกันจะรู้ดีนะคะว่ากดดันแค่ไหน .. กว่าจะผ่านไปแต่ละรอบยืดเยื้อยาวนานเหลือเกิน ส่วนตัวหนูหนูติดรอบ3 แต่กว่าจะติดได้นี่ก็ผ่านความกดดันจากผู้ใหญ่และคนรอบข้างมามากเลยค่ะ55.. .
ก็ตอนประกาศผลมีสิทสัมภาษณ์ในรอบ3 .. หนูมีรายชื่อติดในคณะนึงใน ม.ดังในภาคอีสานค่ะ ตอนนั้นดีใจและตื่นเต้นมากค่ะ เพราะเอกที่ได้เป็นเอกที่หนูชอบและเป็นเอกภาษาอังกฤษด้วยค่ะ... หนูยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ เพราะต้องสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ หนูก็เลยมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดีเลยค่ะในการสอบสัมภาษณ์.. ถามว่ามั่นใจไหม? มั่นใจค่ะ55มั่นใจมากในระดับนึงเลย เพราะคนรอบข้างก็ชอบพูดให้กำลังใจกันว่า "มีชื่อติดสัมภาษณ์แล้วกะส่ำได้แล้วล่ะ" ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในตัวหนู .. .พอไปถึง ม.ที่หนูจะสัมภาษณ์ หูตาหนูแพรวพราวมากค่ะ555ชอบมาก ในใจก็คิด เอ้อ! นี่แหละเนาะที่เรียนใหม่ของเรา พร้อมแล้วว รุ่นพี่คือดีคือหล่อมากก555
ยิ่งเพิ่มความต้องการในการเรียนที่นี่ขึ้นมาอีก..
พอหนูเข้าไปสัมภาษณ์ ก็ทำได้อย่างที่คิดไว้ ตอบได้ทุกอย่างอย่างที่คิดไว้ ตอนนั้นก็ยิ้มออกจากห้องสัมเลยค่ะ5555 แตกต่างจากคนอื่นที่ออกมาแล้วทำหน้าซีเรียส มั่นใจมากว่าติด ทีนี้พอผลออก บอกว่าเราไม่ผ่านสัมภาษณ์ ทรุดเลยค่ะ....พ่อแม่ญาติพี่น้องทุกคนก็ดูตกใจไม่ต่างกับเรา ในหัวเราตอนนั้นไม่รู้เลยค่ะ ว่าต้องทำอะไรต่อไป55 เบลอมากเลยค่ะ😂
ผ่านไปไม่ถึง ชม. มีเพื่อนหนูคนนึงโทรมาถามข่าวค่ะ ว่าสัมมาเป็นยังไง หนูก็บอกเขาไปว่าไม่ติด... .
ทีนี้.. เพื่อนก็เลยบอกหนูว่าสัมไม่ผ่านเหมือนกัน อ้อ! คณะที่เพื่อนไปสัมมาคือครูอิ้งค่ะ แต่คนละม.กับของหนู แต่ของเพื่อนดีหน่อยที่สัมตกแล้วอาจารย์แนะนำให้ไปลงคณะศิลปศาสตร์เอกอิ้ง ลงแล้วเพื่อนหนูก็ได้ขนของไปหาหอเลย..
ก็คือติดแล้วล่ะค่ะ... ทีนี้เพื่อนหนูเลยแนะนำว่า อาจารย์บอกเขามาว่าแนะนำเพื่อนๆมาได้นะ.. มาเรียนด้วยกัน.. ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะรู้สึกแย่ว่าตกสัมจาก ม.ที่หวัง และมันยืดเยื้อมานานเกินไปแล้ว.. เลยตัดสินใจเก็บของไปเลยค่ะ พอไปถึง ม.นั้น ที่นั่นดูเงียบ เงียบมากๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเพราะปิดเทอมเลยไม่ค่อยมีคน.. พ่อกับแม่ก็ถาม มั่นใจใช่มั้ย? ตัดสินใจดีแล้วหรอว่าจะเรียนที่นี่แม่ว่ามันดูแปลกๆ ชื่อม.นี้ก็ไม่เคยได้ยินเลย พึ่งรู้ว่าที่นี่มีมหาลัยด้วย... แถมยังอยู่ในป่าอีก แปลกๆ.. หนูก็คุยกับแม่ว่าอ่านประวัติมาแล้ว เขาพึ่งปรับปรุงเปลี่ยนมาเป็นมหาลัยได้ไม่นาน.. ไม่แปลกหรอกที่คนจะไม่ค่อยรู้จัก พ่อแม่ก็เข้าใจ ให้กำลังใจบอกเราว่า"ไม่เป็นไรลูก ตอนนี้ที่นี่ยังไม่มีชื่อเสียง แต่ตัวเองต้องตั้งใจและจบไปหางานที่ดีๆให้ด้ ให้เป็นบุคลากรที่ดีมีคุณภาพ สร้างชื่อเสียงให้มหาลัยนะ" เราก็รับปาก
ไม่นานพอเริ่มมีการรับน้องคณะ.. . เราก็ไม่ได้แปลกใจอะไรว่าทำไมคนน้อย เพราะมันพึ่งเปิดได้ไม่นาน เราก็อดใจไป
พอเปิดเรียนเราก็ตั้งใจเรียนมากๆ ในสาขาเราปี1มีแค่20กว่าคนเศษๆ.. รุ่นพี่ปี2มีไม่ถึง10.. ปี3มี10คนเศษๆ.. ปี4ยังไม่มีเพราะพึ่งเปิดสาขาได้ไม่นาน เราก็ไม่ได้ติดใจอะไรในตรงนี้ เราก็ตั้งใจเรียนตามปกติ
เราเห็นหลักสูตรเห็นบทเรียนที่ต้องเรียน.. เราก็คิด เอ้ะ! ทำไมเหมือนเคยเรียนผ่านมาหมดแล้วตอน ม.ปลาย.. . เราก็คุยกับเพื่อนคนที่มาด้วยกัน เลยปรึกษาพี่ๆของตัวเองดู เขาก็บอกว่า"มันก็อย่างนั้นแหละ เดือนแรกๆเขาก็จะทบทวนความรู้ที่เราเคยเรียนมาให้ก่อน" เราก็อ๋อ ไม่ได้ติดใจอะไร เรียนมาสักพัก ก็รู้สึกว่า ทำไมทบทวนนานจัง? จนจะจบเทอมาแล้ว... . แถมอาจารย์มาสอนบ้างไม่มาบ้าง ล่องลอยจัง?
ในตอนนั้นเริ่มปรึกษากันกับเพื่อน.. เริ่มสังเกตทุกอย่าง ดูเพื่อนร่วมห้อง.. ดูเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้เหมือนเรา เหมือนแค่เรียนเอาใบปริญญาความรู้ไม่ต้องเอาก็ได้?
เลยลองสังเกตปี2 ในใจคิด คนไม่ถึง10ต้องมีสักคนแหละที่เก่ง ที่ต้องพูดอิ้งได้บ้าง ที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องเรียนให้เราได้บ้าง เท่าที่สังเกตมา รุ่นพี่ปี2เราเหมือนเพื่อนปี1ในห้องเราเลยอ่ะ55
เลยมาดูพี่ปี3 มีคนบางกลุ่มที่พอพูดได้ แต่เท่าที่สังเกตุ ที่พี่เขาพูดได้เพราะสามีเขาเป็น ฝ.และส่วนนึงคือซิ่วมาจากที่อื่น
เราก็เริ่มตัดสินใจกันล่ะ.. . ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป.. ถึงจะจบไปต้องไม่ได้ความรู้แน่เลย ก็เลยคุยกันว่าจะซิ่ว เลยไปปรึกษาพ่อแม่ของพวกเรา.. ดูเขาผิดหวังอ่ะ55 เราก็รู้สึกแย่ที่เหมือนเลือกทางผิด เลยปรึกษา ก็ได้คำตอบมาว่าลองเรียนต่ออีกเทอมนึง ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆ ซิ่วก็ได้ไม่เป็นไร
.. พอมาถึงเทอม2 เทอมนี้เน้นเรียนเอกตัวเองมากยิ่งขึ้น เปิดเทอมช่วงแรกๆก็โอเค พอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์.... อาจารย์ก็เริ่มขาดสอนอีก
.. คนนึงเลื่อนสอบกลางภาคจนไปถึงปลายภาค มาสอนน้อยมาก แถมบทเรียนเป็นพวก การใช้s, es การใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของอะไรทำนองนี้ ในใจก็คิดว่า ขึ้นมหาลัยแล้วยังต้องเรียนพวกนี้อีกเหรอ? ง่ายกว่าเรียนม.6อีก
(แต่ไม่รู้ว่าที่อื่นเขาจะสอนแบบนี้รึเปล่า? ถ้าแบบเดียวกันก็ซอรี่ด้วย55)แต่เท่าที่สืบมาจากม.อื่นทั้ง.ทั้งมรภ.ก็ไม่ได้สอนแบบนี้อ่ะ เลยรู้สึกเอ้ ... ฉันมาทำอะไรที่นี่?. ...
ส่วนอาจารย์อีกคนนึง มีชีทมาสอน สอนจริงๆค่ะ55สอนชนิดที่ว่าอ่านให้ฟังแปลให้ฟัง แล้วทำตาม...... ... 55555 พอถึงตอนสอบ เราจำได้ค่ะ ว่ากลางภาคอาจารย์เคยออกข้อสอบตามชีท เรียงข้อเลยค่ะ55 เราเลยลองจำเล่นๆไปดู ปรากฎว่าจริง55555 เราจำได้ทุกข้อ ทำได้หมดเลยค่ะ ก็งงๆเห็นแต่ตอนมัธยม ขึ้นมหาลัยยังทำแบบนี้ได้อยู่อีกหรอ???? เห็นเขาบอกสอบมหาลัยยากนักยากหนา แล้วนี่อะไร😢??
.. นี่คือยกตัวอย่างมาแค่คล่าวๆ แต่เรารู้สึกว่าถ้าอยู่ต่อไปคงไม่ได้อะไร.. ไปปรึกษาพี่ๆคนอื่นๆดู
.. ... บางคนก็บอกว่า มหาลัยก็งั้นแหละ อาจารย์มาสอนแค่นิดเดียว ที่เหลือเราต้องหาเพิ่มเอง
*ตอบนะคะ ที่หนูเจอคือ.. อาจารย์แทบไม่มาเลย แล้วสิ่งที่หนูจะต้องค้นหาคืออะไร?.. ให้หนูเอาอะไรไปค้นหา? หัวข้อที่ต้องค้นคืออะไรอ่ะ? อาจารย์แทบจะไม่มาพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ ถ้าจะให้หนูหาเอง คิดขึ้นเอง ทำไมไม่ให้หนูอยู่ที่บ้านแล้วอ่านหนังสือ คุยกับกูเกิ้ลล่ะคะ.. อันนี้ไม่ช่วยอะไรหนูเลย.
.... บางคนก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ขึ้นปีต่อไปก็ได้อาจารย์ชุดใหม่มาสอนเองอดเอา..
*ตอบนะคะ หนูสืบมาหมดแล้ว.. อาจารย์ที่สอนปี2ปี3ก็เป็นอาจารย์ชุดเดิมทั้งหมดค่ะ อีกอย่าง.. ที่หนูบอก พี่ปี2ปี3ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกหนูเลย(หนูไม่ได้ตั้งใจจะโทษเพื่อนๆพี่ๆที่ไม่ได้อะไรนะคะ.. เพราะหนูเข้าใจว่าที่เราเรียนมาก็ไม่ต่างกันค่ะ หนูไม่โทษ)
... ในตอนนี้หนูอยากจะถามว่า..
.. .มันแย่เกินไปมั้ยในแง่ความคิดต่อที่ๆหนูเรียนมา..?
.. หนูคิดแบบนี้ผิดมั้ยที่ซิ่ว?...
.. มีคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้มั้ยคะ? (เพราะเท่าที่หนูเซิร์ชหาดูตามพันทิปก็ไม่มีใครซิ่วเพราะกรณี้).
.. และหนูต้องตอบสัมภาษณ์อาจารย์ยังไงคะ? (เมื่อบอกเหตุผบอาจารย์ไปแล้วอาจารย์ก็ไม่เข้าใจ ไม่มีใครเชื่อด้วยค่ะว่ามีม.ที่เป็นแบบนี้)
ปล.หนูไม่ได้ตั้งใจจะว่าให้ม.ที่หนูเคยเรียนเสียชื่อเสียงนะคะ เพราะคณะอื่นไม่เป็นแบบนี้ค่ะ... แล้วก็ถ้าหนูใช้คำผิดหรือพิมพ์อ่านยากๆ55ต้องขอโทษด้วยนะคะ..... เพราะกระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของหนูค่ะ
(เดี๋ยวหนูเดี๋ยวเรา55)
มีคนเคยซิ่วเพราะเกตุการณ์อาจารย์ไม่มาสอนเลยมั้ยคะ?
ก็ตอนประกาศผลมีสิทสัมภาษณ์ในรอบ3 .. หนูมีรายชื่อติดในคณะนึงใน ม.ดังในภาคอีสานค่ะ ตอนนั้นดีใจและตื่นเต้นมากค่ะ เพราะเอกที่ได้เป็นเอกที่หนูชอบและเป็นเอกภาษาอังกฤษด้วยค่ะ... หนูยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ เพราะต้องสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ หนูก็เลยมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดีเลยค่ะในการสอบสัมภาษณ์.. ถามว่ามั่นใจไหม? มั่นใจค่ะ55มั่นใจมากในระดับนึงเลย เพราะคนรอบข้างก็ชอบพูดให้กำลังใจกันว่า "มีชื่อติดสัมภาษณ์แล้วกะส่ำได้แล้วล่ะ" ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในตัวหนู .. .พอไปถึง ม.ที่หนูจะสัมภาษณ์ หูตาหนูแพรวพราวมากค่ะ555ชอบมาก ในใจก็คิด เอ้อ! นี่แหละเนาะที่เรียนใหม่ของเรา พร้อมแล้วว รุ่นพี่คือดีคือหล่อมากก555
ยิ่งเพิ่มความต้องการในการเรียนที่นี่ขึ้นมาอีก..
พอหนูเข้าไปสัมภาษณ์ ก็ทำได้อย่างที่คิดไว้ ตอบได้ทุกอย่างอย่างที่คิดไว้ ตอนนั้นก็ยิ้มออกจากห้องสัมเลยค่ะ5555 แตกต่างจากคนอื่นที่ออกมาแล้วทำหน้าซีเรียส มั่นใจมากว่าติด ทีนี้พอผลออก บอกว่าเราไม่ผ่านสัมภาษณ์ ทรุดเลยค่ะ....พ่อแม่ญาติพี่น้องทุกคนก็ดูตกใจไม่ต่างกับเรา ในหัวเราตอนนั้นไม่รู้เลยค่ะ ว่าต้องทำอะไรต่อไป55 เบลอมากเลยค่ะ😂
ผ่านไปไม่ถึง ชม. มีเพื่อนหนูคนนึงโทรมาถามข่าวค่ะ ว่าสัมมาเป็นยังไง หนูก็บอกเขาไปว่าไม่ติด... .
ทีนี้.. เพื่อนก็เลยบอกหนูว่าสัมไม่ผ่านเหมือนกัน อ้อ! คณะที่เพื่อนไปสัมมาคือครูอิ้งค่ะ แต่คนละม.กับของหนู แต่ของเพื่อนดีหน่อยที่สัมตกแล้วอาจารย์แนะนำให้ไปลงคณะศิลปศาสตร์เอกอิ้ง ลงแล้วเพื่อนหนูก็ได้ขนของไปหาหอเลย..
ก็คือติดแล้วล่ะค่ะ... ทีนี้เพื่อนหนูเลยแนะนำว่า อาจารย์บอกเขามาว่าแนะนำเพื่อนๆมาได้นะ.. มาเรียนด้วยกัน.. ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะรู้สึกแย่ว่าตกสัมจาก ม.ที่หวัง และมันยืดเยื้อมานานเกินไปแล้ว.. เลยตัดสินใจเก็บของไปเลยค่ะ พอไปถึง ม.นั้น ที่นั่นดูเงียบ เงียบมากๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเพราะปิดเทอมเลยไม่ค่อยมีคน.. พ่อกับแม่ก็ถาม มั่นใจใช่มั้ย? ตัดสินใจดีแล้วหรอว่าจะเรียนที่นี่แม่ว่ามันดูแปลกๆ ชื่อม.นี้ก็ไม่เคยได้ยินเลย พึ่งรู้ว่าที่นี่มีมหาลัยด้วย... แถมยังอยู่ในป่าอีก แปลกๆ.. หนูก็คุยกับแม่ว่าอ่านประวัติมาแล้ว เขาพึ่งปรับปรุงเปลี่ยนมาเป็นมหาลัยได้ไม่นาน.. ไม่แปลกหรอกที่คนจะไม่ค่อยรู้จัก พ่อแม่ก็เข้าใจ ให้กำลังใจบอกเราว่า"ไม่เป็นไรลูก ตอนนี้ที่นี่ยังไม่มีชื่อเสียง แต่ตัวเองต้องตั้งใจและจบไปหางานที่ดีๆให้ด้ ให้เป็นบุคลากรที่ดีมีคุณภาพ สร้างชื่อเสียงให้มหาลัยนะ" เราก็รับปาก
ไม่นานพอเริ่มมีการรับน้องคณะ.. . เราก็ไม่ได้แปลกใจอะไรว่าทำไมคนน้อย เพราะมันพึ่งเปิดได้ไม่นาน เราก็อดใจไป
พอเปิดเรียนเราก็ตั้งใจเรียนมากๆ ในสาขาเราปี1มีแค่20กว่าคนเศษๆ.. รุ่นพี่ปี2มีไม่ถึง10.. ปี3มี10คนเศษๆ.. ปี4ยังไม่มีเพราะพึ่งเปิดสาขาได้ไม่นาน เราก็ไม่ได้ติดใจอะไรในตรงนี้ เราก็ตั้งใจเรียนตามปกติ
เราเห็นหลักสูตรเห็นบทเรียนที่ต้องเรียน.. เราก็คิด เอ้ะ! ทำไมเหมือนเคยเรียนผ่านมาหมดแล้วตอน ม.ปลาย.. . เราก็คุยกับเพื่อนคนที่มาด้วยกัน เลยปรึกษาพี่ๆของตัวเองดู เขาก็บอกว่า"มันก็อย่างนั้นแหละ เดือนแรกๆเขาก็จะทบทวนความรู้ที่เราเคยเรียนมาให้ก่อน" เราก็อ๋อ ไม่ได้ติดใจอะไร เรียนมาสักพัก ก็รู้สึกว่า ทำไมทบทวนนานจัง? จนจะจบเทอมาแล้ว... . แถมอาจารย์มาสอนบ้างไม่มาบ้าง ล่องลอยจัง?
ในตอนนั้นเริ่มปรึกษากันกับเพื่อน.. เริ่มสังเกตทุกอย่าง ดูเพื่อนร่วมห้อง.. ดูเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้เหมือนเรา เหมือนแค่เรียนเอาใบปริญญาความรู้ไม่ต้องเอาก็ได้?
เลยลองสังเกตปี2 ในใจคิด คนไม่ถึง10ต้องมีสักคนแหละที่เก่ง ที่ต้องพูดอิ้งได้บ้าง ที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องเรียนให้เราได้บ้าง เท่าที่สังเกตมา รุ่นพี่ปี2เราเหมือนเพื่อนปี1ในห้องเราเลยอ่ะ55
เลยมาดูพี่ปี3 มีคนบางกลุ่มที่พอพูดได้ แต่เท่าที่สังเกตุ ที่พี่เขาพูดได้เพราะสามีเขาเป็น ฝ.และส่วนนึงคือซิ่วมาจากที่อื่น
เราก็เริ่มตัดสินใจกันล่ะ.. . ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป.. ถึงจะจบไปต้องไม่ได้ความรู้แน่เลย ก็เลยคุยกันว่าจะซิ่ว เลยไปปรึกษาพ่อแม่ของพวกเรา.. ดูเขาผิดหวังอ่ะ55 เราก็รู้สึกแย่ที่เหมือนเลือกทางผิด เลยปรึกษา ก็ได้คำตอบมาว่าลองเรียนต่ออีกเทอมนึง ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆ ซิ่วก็ได้ไม่เป็นไร
.. พอมาถึงเทอม2 เทอมนี้เน้นเรียนเอกตัวเองมากยิ่งขึ้น เปิดเทอมช่วงแรกๆก็โอเค พอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์.... อาจารย์ก็เริ่มขาดสอนอีก
.. คนนึงเลื่อนสอบกลางภาคจนไปถึงปลายภาค มาสอนน้อยมาก แถมบทเรียนเป็นพวก การใช้s, es การใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของอะไรทำนองนี้ ในใจก็คิดว่า ขึ้นมหาลัยแล้วยังต้องเรียนพวกนี้อีกเหรอ? ง่ายกว่าเรียนม.6อีก
(แต่ไม่รู้ว่าที่อื่นเขาจะสอนแบบนี้รึเปล่า? ถ้าแบบเดียวกันก็ซอรี่ด้วย55)แต่เท่าที่สืบมาจากม.อื่นทั้ง.ทั้งมรภ.ก็ไม่ได้สอนแบบนี้อ่ะ เลยรู้สึกเอ้ ... ฉันมาทำอะไรที่นี่?. ...
ส่วนอาจารย์อีกคนนึง มีชีทมาสอน สอนจริงๆค่ะ55สอนชนิดที่ว่าอ่านให้ฟังแปลให้ฟัง แล้วทำตาม...... ... 55555 พอถึงตอนสอบ เราจำได้ค่ะ ว่ากลางภาคอาจารย์เคยออกข้อสอบตามชีท เรียงข้อเลยค่ะ55 เราเลยลองจำเล่นๆไปดู ปรากฎว่าจริง55555 เราจำได้ทุกข้อ ทำได้หมดเลยค่ะ ก็งงๆเห็นแต่ตอนมัธยม ขึ้นมหาลัยยังทำแบบนี้ได้อยู่อีกหรอ???? เห็นเขาบอกสอบมหาลัยยากนักยากหนา แล้วนี่อะไร😢??
.. นี่คือยกตัวอย่างมาแค่คล่าวๆ แต่เรารู้สึกว่าถ้าอยู่ต่อไปคงไม่ได้อะไร.. ไปปรึกษาพี่ๆคนอื่นๆดู
.. ... บางคนก็บอกว่า มหาลัยก็งั้นแหละ อาจารย์มาสอนแค่นิดเดียว ที่เหลือเราต้องหาเพิ่มเอง
*ตอบนะคะ ที่หนูเจอคือ.. อาจารย์แทบไม่มาเลย แล้วสิ่งที่หนูจะต้องค้นหาคืออะไร?.. ให้หนูเอาอะไรไปค้นหา? หัวข้อที่ต้องค้นคืออะไรอ่ะ? อาจารย์แทบจะไม่มาพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ ถ้าจะให้หนูหาเอง คิดขึ้นเอง ทำไมไม่ให้หนูอยู่ที่บ้านแล้วอ่านหนังสือ คุยกับกูเกิ้ลล่ะคะ.. อันนี้ไม่ช่วยอะไรหนูเลย.
.... บางคนก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ขึ้นปีต่อไปก็ได้อาจารย์ชุดใหม่มาสอนเองอดเอา..
*ตอบนะคะ หนูสืบมาหมดแล้ว.. อาจารย์ที่สอนปี2ปี3ก็เป็นอาจารย์ชุดเดิมทั้งหมดค่ะ อีกอย่าง.. ที่หนูบอก พี่ปี2ปี3ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกหนูเลย(หนูไม่ได้ตั้งใจจะโทษเพื่อนๆพี่ๆที่ไม่ได้อะไรนะคะ.. เพราะหนูเข้าใจว่าที่เราเรียนมาก็ไม่ต่างกันค่ะ หนูไม่โทษ)
... ในตอนนี้หนูอยากจะถามว่า..
.. .มันแย่เกินไปมั้ยในแง่ความคิดต่อที่ๆหนูเรียนมา..?
.. หนูคิดแบบนี้ผิดมั้ยที่ซิ่ว?...
.. มีคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้มั้ยคะ? (เพราะเท่าที่หนูเซิร์ชหาดูตามพันทิปก็ไม่มีใครซิ่วเพราะกรณี้).
.. และหนูต้องตอบสัมภาษณ์อาจารย์ยังไงคะ? (เมื่อบอกเหตุผบอาจารย์ไปแล้วอาจารย์ก็ไม่เข้าใจ ไม่มีใครเชื่อด้วยค่ะว่ามีม.ที่เป็นแบบนี้)
ปล.หนูไม่ได้ตั้งใจจะว่าให้ม.ที่หนูเคยเรียนเสียชื่อเสียงนะคะ เพราะคณะอื่นไม่เป็นแบบนี้ค่ะ... แล้วก็ถ้าหนูใช้คำผิดหรือพิมพ์อ่านยากๆ55ต้องขอโทษด้วยนะคะ..... เพราะกระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของหนูค่ะ
(เดี๋ยวหนูเดี๋ยวเรา55)