เชื่อว่าหลายๆคนก็มีความฝันของตัวเอง เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ แต่ด้วยความคาดหวัง หวังดีของพ่อแม่ก็ต้องมีเป็นธรรมดา แม่อยากให้เรียนพยาบาล พ่ออยากให้เรียนกฎหมาย แต่เรารู้ตัวเองว่า 2 อย่างที่พ่อแม่อยากให้เราเป็นมันไม่โอกับตัวเองเลย ตอนขึ้นม.ต้น แม่ก็มาบอกเรานะว่า "เรียนไปเป็นพยาบาลน่ะ ดีนะ ได้เงินเยอะ เหนื่อยหน่อยตอนเรียน แต่จบมาก็สบาย ทำงานไม่กี่ปี่มีเงินเก็บเยอะ เราจะซื้ออะไรก็ซื้อได้" นั่นคือครั้งแรกที่แม่บอกเรา แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร เราก็แค่บอกแม่ว่า "ไว้คิดดูก่อน" จากนั้นแม่ก็ไม่เคยพูดให้ได้ยินอีกเลย ถ้ามีก็ไม่บ่อยนัก แต่พ่อนี่บอกเลยค่ะว่า แทบจะทุกวัน เรียกว่า 4 times a week ค่ะ มันมีต้นเรื่องมาจากว่าตอน ม.2 เราเป็นคนชอบพวกรถซุปเปอร์คาร์มาก และวันนั้นเป็นวันที่เราไปเรียนพิเศษค่ะ เราเห็นรถแลมโบกินี่ และคือด้วยความที่เราชอบเราก็บอกน้องว่า "เนี่ย รถในฝันพี่เลย" เหมือนว่าพ่อจะได้ยิน พ่อก็เลยถามว่าเท่าไหร่ เราก็บอกราคาไป และพ่อบอกมาว่า "รู้มั้ยว่า ต้องเรียนอะไรถึงจะได้ตังค์ซื้อรถคันนี้"
เรา: เรียนอะไรก็ได้ที่มีเงิน มีงาน เงินมางานไป
พ่อ: รู้มั้ยรถพวกนี้คนระดับสูงถึงจะซื้อได้ เขามีเงิน เราต้องเรียนเป็นเจ้าเป็นนายคน ไม่ใช่เรียนเพื่อไปเป็นขี้ข้าเขา ให้เขาโขกเขาสับ"
เรา: ......
พ่อ: เราต้องเรียนอะไรที่มันเป็นหลักเป็นแหล่ง กฎหมายเขาออกมาแล้วว่า คนไทยไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ทุกคนต้องรู้กฎหมาย เอาไว้ป้องกันตัวเอง เป็นหน้าเป็นตาให้พ่อแม่ได้ ได้เงินเยอะอีก จะซื้ออะไรก็ได้"
เรา: ทนายเนี่ยนะ ไม่เอาหรอกพ่อ
พ่อ: อย่างน้อยก็จบไปเป็นที่ปรึกษาก็ได้ ไม่แน่ก็สอบต่ออัยการ ไปเป็นผู้พิพากษาเลยก็ได้
เรา: ...........
และตั้งแต่วันนั้นมานะคะ พ่อก็บอกอย่างนี้มาเสมอเลย พ่อสามารถโยงเรื่องทุกเรื่องเข้าสู่โหมดการเรียนกฎหมายได้โดยอัติโนมัติ ไม่ว่าจะดูหนัง ละคร ฟังวิทยุ แม้กระทั่งนั่งดูรถที่วิ่งอยู่บนถนน ก็สามารถเชื่อมได้หมด ถ้าเราอธิบายพ่อก็จะหาว่าเถียง เรารู้ว่าพ่อแม่ต่างก็หวังดี ท่านผ่านโลกมามาก อาบน้ำร้อนมาเยอะ ก็เลยอยากให้ลูกมีงานสบายๆ มีเงินมาเลี้ยงท่านและเลี้ยงตัวเอง กลายเป็นความหวังดีที่ท่านตั้งใจมอบให้ แต่มันมากไปจนมันทำให้เราไม่มีความมั่นใจในตัวเองเสียเลย มันเหมือนทำให้เราเสียความเชื่อมั่นในตัวเองไปเลยค่ะ จากที่คิดว่าอยากเป็นนักบัญชี พ่อก็บอกว่า ตกงาน มันเลยทำให้เราต้องกลับมาคิดใหม่ กลายเป็นคนโลเล ค้นหาตัวเองไม่เจอ แล้วตอนนี้ขึ้นม.ปลายแล้วด้วย มันทำให้เรารู้สึกว่ากดดันมากๆค่ะ ว่าเราจะเรียนอะไรต่อไป จะเป็นอาชีพอะไร พ่อแม่จะรับได้ไหม จบมาจะมีงานทำรึเปล่า เรารู้สึกกังวลไปหมดเลยค่ะ
เมื่อพ่อให้เรียนกฎหมาย แต่เราไม่อยากเรียน
เรา: เรียนอะไรก็ได้ที่มีเงิน มีงาน เงินมางานไป
พ่อ: รู้มั้ยรถพวกนี้คนระดับสูงถึงจะซื้อได้ เขามีเงิน เราต้องเรียนเป็นเจ้าเป็นนายคน ไม่ใช่เรียนเพื่อไปเป็นขี้ข้าเขา ให้เขาโขกเขาสับ"
เรา: ......
พ่อ: เราต้องเรียนอะไรที่มันเป็นหลักเป็นแหล่ง กฎหมายเขาออกมาแล้วว่า คนไทยไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ทุกคนต้องรู้กฎหมาย เอาไว้ป้องกันตัวเอง เป็นหน้าเป็นตาให้พ่อแม่ได้ ได้เงินเยอะอีก จะซื้ออะไรก็ได้"
เรา: ทนายเนี่ยนะ ไม่เอาหรอกพ่อ
พ่อ: อย่างน้อยก็จบไปเป็นที่ปรึกษาก็ได้ ไม่แน่ก็สอบต่ออัยการ ไปเป็นผู้พิพากษาเลยก็ได้
เรา: ...........
และตั้งแต่วันนั้นมานะคะ พ่อก็บอกอย่างนี้มาเสมอเลย พ่อสามารถโยงเรื่องทุกเรื่องเข้าสู่โหมดการเรียนกฎหมายได้โดยอัติโนมัติ ไม่ว่าจะดูหนัง ละคร ฟังวิทยุ แม้กระทั่งนั่งดูรถที่วิ่งอยู่บนถนน ก็สามารถเชื่อมได้หมด ถ้าเราอธิบายพ่อก็จะหาว่าเถียง เรารู้ว่าพ่อแม่ต่างก็หวังดี ท่านผ่านโลกมามาก อาบน้ำร้อนมาเยอะ ก็เลยอยากให้ลูกมีงานสบายๆ มีเงินมาเลี้ยงท่านและเลี้ยงตัวเอง กลายเป็นความหวังดีที่ท่านตั้งใจมอบให้ แต่มันมากไปจนมันทำให้เราไม่มีความมั่นใจในตัวเองเสียเลย มันเหมือนทำให้เราเสียความเชื่อมั่นในตัวเองไปเลยค่ะ จากที่คิดว่าอยากเป็นนักบัญชี พ่อก็บอกว่า ตกงาน มันเลยทำให้เราต้องกลับมาคิดใหม่ กลายเป็นคนโลเล ค้นหาตัวเองไม่เจอ แล้วตอนนี้ขึ้นม.ปลายแล้วด้วย มันทำให้เรารู้สึกว่ากดดันมากๆค่ะ ว่าเราจะเรียนอะไรต่อไป จะเป็นอาชีพอะไร พ่อแม่จะรับได้ไหม จบมาจะมีงานทำรึเปล่า เรารู้สึกกังวลไปหมดเลยค่ะ