ช่วงนี้อ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาของคนที่โตมาจากครอบครัวก้าวร้าว สามีเห็นก็ถามว่าตอนเด็กมีปัญหาหรอ เลยทำให้คิดย้อนไป ก็อาจจะมีส่วน ตอนเด็กๆ ก็จะโดนพ่อตี พ่อด่าบ้าง หนักอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงความรัก ก็เลยไม่น่าจะมีอะไรติดค้าง แต่ที่รู้แน่ๆ คือรุ่นพ่อของพ่อนี่คือ ขว้างขวานใส่ลูกกันเลยทีเดียว
ที่สนใจอ่านเพราะมันนำเสนอวิธีปลดล็อค ปกติรู้มาว่าคนเราจะทำไปตามสิ่งที่ประสบมา เหมือนพ่อแม่ทำงานกินเงินเดือน ลูกก็จะเป็นมนุษย์เงินเดือนตามๆ กันไป (pattern) พ่อแม่โดนตีโดนใช้ความรุนแรงมาก็มักจะไปทำกับลูกกับเมียตัวเอง อันนี้เลยทำให้เข้าใจว่าพ่อเราเคยโดนมา เวลาที่โกรธก็ยับยั้งไม่ได้ แต่เวลาพ่อไม่โกรธนี่คือดีมาก รักมาก เหมือนหลุดมาแต่ไม่หมด สิ่งนี้ก็อาจจะเป็นจุดที่ทำให้สนใจว่า คนเราจะปลดล็อคจริงๆ ยังไง คิดว่าถ้าเข้าใจเรื่องนี้ เรื่องอื่นๆ ก็น่าจะคล้ายกัน อีอย่างคืออยากแชร์ให้ครอบครัว และเราๆ ได้อ่านกัน
เรื่องการโดนพ่อแม่ทุบตี หรือเห็นพ่อแม่ด่ากันตีกันน่าจะมีเยอะในสังคมทุกสังคม เด็กที่เห็นหรือเจอมา ความกลัว ความโทษตัวเองว่าโดนตี โดนด่าเพราะเป็นคนไม่ดี ทำผิดร้ายแรง หรือโทษตัวเองที่ไม่ออกไปช่วยแม่ หรือพ่อที่โดนทำร้าย ความคิดพวกนี้มันไปอยู่ในความทรงจำส่วนลึก ทำให้ชีวิตเราไปไม่สุด หรือติดอยู่กับสิ่งที่เคยโดนมา
ทีนี้ปลดล็อค วิธีที่เค้าแนะนำก็มีหลายวิธี คงขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคน มีตั้งแต่ เล่าให้คนอื่นฟัง อาจจะเล่าในแง่ของบุคคลที่ 3 สมมุติไปว่าเป็นเรื่องคนอื่น หรือเล่าให้คนแปลกหน้าฟังไปเลย เล่าจบก็แยกทาง เพราะจุดประสงค์ของการเล่าคือระบายมันออกมา การเล่าเหมือนเป็นการกรอเทปให้ตัวเองฟัง เหมือนการเรียนรู้มุมมองตัวเองเวลานี้ว่าคิดยังไงในเวลานั้น มีอารมณ์แบบไหน โกรธ กลัว แค้น เศร้า พอเข้าใจแล้วในวัยที่มากขึ้น สมองที่เจริญเต็มที่ จะทำให้รู้ว่าเราจะจัดการกับมันยังไง ถ้าเล่าไปโกรธไปก็อาจจะต้องเล่าบ่อยๆ จนไม่มีอารมณ์มาปน เหมือนเล่าให้ตัวเองเข้าใจ
อย่างที่ 2 คือ เขียนเล่าอดีตตัวเอง ให้ระเอียดยิบ จะเก็บไว้เองหรือจะแชร์ให้คนอ่านก็สุดแล้วแต่ ประเด็นก็คล้ายวิธีแรก อันนี้เจ้าของกระทู้เคยทำ แต่เป็นการรักษาอาการอกหัก เลิกกับแฟนแบบที่โกรธมาก ผ่านไป 5 ปี ยังฝันถึงน้ำตาก็มาเหมือนมันพึ่งเกิด ฟังเพลงเศร้าก็คิดตลอด ทั้งที่หลังจากนั้นก็ไปมีแฟนอีกหลายชีวิต ผ่านประสบการณ์มากมาย ต่างๆ นานา วันนึงก็นึกอยากเขียน เขียนเสร็จเหมือนยกภูเขาออกจากอก พออาการเศร้า จิตตก มา ก็กลับไปอ่าน จากความรู้สึกที่สดตลอดเวลา สุดท้ายกลายเป็นเหมือนอ่านชีวิตคนอื่น แล้วมันก็หายไปจากชีวิตหมดจด
ยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ ถ้ามีอะไรเพิ่ม จะมาเล่าต่อหนังสือชื่อ ‘The 10 lies you learn growing up with domestic violence, and the truth to set you free’. เผื่อใครสนใจหาอ่าน
เด็กที่โตมากับครอบครัวก้าวร้าว
ที่สนใจอ่านเพราะมันนำเสนอวิธีปลดล็อค ปกติรู้มาว่าคนเราจะทำไปตามสิ่งที่ประสบมา เหมือนพ่อแม่ทำงานกินเงินเดือน ลูกก็จะเป็นมนุษย์เงินเดือนตามๆ กันไป (pattern) พ่อแม่โดนตีโดนใช้ความรุนแรงมาก็มักจะไปทำกับลูกกับเมียตัวเอง อันนี้เลยทำให้เข้าใจว่าพ่อเราเคยโดนมา เวลาที่โกรธก็ยับยั้งไม่ได้ แต่เวลาพ่อไม่โกรธนี่คือดีมาก รักมาก เหมือนหลุดมาแต่ไม่หมด สิ่งนี้ก็อาจจะเป็นจุดที่ทำให้สนใจว่า คนเราจะปลดล็อคจริงๆ ยังไง คิดว่าถ้าเข้าใจเรื่องนี้ เรื่องอื่นๆ ก็น่าจะคล้ายกัน อีอย่างคืออยากแชร์ให้ครอบครัว และเราๆ ได้อ่านกัน
เรื่องการโดนพ่อแม่ทุบตี หรือเห็นพ่อแม่ด่ากันตีกันน่าจะมีเยอะในสังคมทุกสังคม เด็กที่เห็นหรือเจอมา ความกลัว ความโทษตัวเองว่าโดนตี โดนด่าเพราะเป็นคนไม่ดี ทำผิดร้ายแรง หรือโทษตัวเองที่ไม่ออกไปช่วยแม่ หรือพ่อที่โดนทำร้าย ความคิดพวกนี้มันไปอยู่ในความทรงจำส่วนลึก ทำให้ชีวิตเราไปไม่สุด หรือติดอยู่กับสิ่งที่เคยโดนมา
ทีนี้ปลดล็อค วิธีที่เค้าแนะนำก็มีหลายวิธี คงขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคน มีตั้งแต่ เล่าให้คนอื่นฟัง อาจจะเล่าในแง่ของบุคคลที่ 3 สมมุติไปว่าเป็นเรื่องคนอื่น หรือเล่าให้คนแปลกหน้าฟังไปเลย เล่าจบก็แยกทาง เพราะจุดประสงค์ของการเล่าคือระบายมันออกมา การเล่าเหมือนเป็นการกรอเทปให้ตัวเองฟัง เหมือนการเรียนรู้มุมมองตัวเองเวลานี้ว่าคิดยังไงในเวลานั้น มีอารมณ์แบบไหน โกรธ กลัว แค้น เศร้า พอเข้าใจแล้วในวัยที่มากขึ้น สมองที่เจริญเต็มที่ จะทำให้รู้ว่าเราจะจัดการกับมันยังไง ถ้าเล่าไปโกรธไปก็อาจจะต้องเล่าบ่อยๆ จนไม่มีอารมณ์มาปน เหมือนเล่าให้ตัวเองเข้าใจ
อย่างที่ 2 คือ เขียนเล่าอดีตตัวเอง ให้ระเอียดยิบ จะเก็บไว้เองหรือจะแชร์ให้คนอ่านก็สุดแล้วแต่ ประเด็นก็คล้ายวิธีแรก อันนี้เจ้าของกระทู้เคยทำ แต่เป็นการรักษาอาการอกหัก เลิกกับแฟนแบบที่โกรธมาก ผ่านไป 5 ปี ยังฝันถึงน้ำตาก็มาเหมือนมันพึ่งเกิด ฟังเพลงเศร้าก็คิดตลอด ทั้งที่หลังจากนั้นก็ไปมีแฟนอีกหลายชีวิต ผ่านประสบการณ์มากมาย ต่างๆ นานา วันนึงก็นึกอยากเขียน เขียนเสร็จเหมือนยกภูเขาออกจากอก พออาการเศร้า จิตตก มา ก็กลับไปอ่าน จากความรู้สึกที่สดตลอดเวลา สุดท้ายกลายเป็นเหมือนอ่านชีวิตคนอื่น แล้วมันก็หายไปจากชีวิตหมดจด
ยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ ถ้ามีอะไรเพิ่ม จะมาเล่าต่อหนังสือชื่อ ‘The 10 lies you learn growing up with domestic violence, and the truth to set you free’. เผื่อใครสนใจหาอ่าน