ความอัดอั้นตันใจของเด็กมหาลัยคนหนึ่ง...

**กระทู้นี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อไปในทางไม่ดี เจ้าของกระทู้แค่อยากระบายและแชร์ประสบการณ์ชีวิตที่ต้องเจอเพียงเท่านั้น ครั้งนี้เป็นการโพสต์กระทู้ครั้งแรก ถ้ามีความผิดพลาดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับผู้อื่นท่านใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ**

คำว่า ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย ที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กแต่ก็ไม่เคยเข้าใจ เพิ่งจะได้รู้ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆก็ตอนที่ช่วงชีวิตเข้าสู่วัยรุ่นนี่แหละ

          สวัสดีครับ ผมอายุ 20 ปี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ขออนุญาตไม่เปิดเผยชื่อของตัวเองเพราะไม่สะดวกใจที่จะเปิด ขอโทษตรงจุดนี้ด้วยนะครับ ล็อคอินอันนี้ไม่ได้ยืมเพื่อนหรือใครมาทั้งนั้นสร้างมาเองเพื่อโพสต์กระทู้นี้เพราะอยากระบายกับสิ่งที่ต้องเจอในช่วงหลายปีหลังๆที่ผ่านมา

          ต้องขอเกริ่นก่อนว่าตั้งแต่จำความได้ ผมเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลางไม่ได้ถึงกับรวยล้นฟ้าแต่ก็ไม่ได้ถึงกับลำบาก ชีวิตช่วงวัยเด็กยังเรียกได้ว่าพอมีกินมีใช้ บ่อยครั้งที่อยากได้อะไรก็ได้แม้อาจจะไม่ได้สมหวังทุกครั้งแต่ก็เรียกได้ว่าถ้าขอของเล่น 10 ครั้งอาจจะไม่ได้สักประมาณ 2 ครั้งเท่านั้น ในอดีตคุณแม่เคยเป็นครูและคบหากับนายตำรวจฐานะดีคนหนึ่งมาเป็นเวลานาน จนเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่คุณแม่ไม่เคยเล่าให้ฟังเลยและผมก็ไม่กล้าถามด้วยเพราะเห็นว่าคุณแม่เสียใจเรื่องมานี้มาตลอดจนจับพลัดจับผลูได้มาคบหาอยู่กินกับคุณพ่อมาเป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้วครับ สิ่งเดียวที่ผมรู้คือแต่ก่อนคุณแม่ผมเรียกได้ว่าเป็นลูกคุณหนูเลยครับ การศึกษาดี ชาติตระกูลดี ฐานะร่ำรวย สมัยสาวๆคุณแม่สวยมาก ในทางกลับกันคุณพ่อผมเป็นหนุ่มบ้านๆจนๆ การศึกษาจบแค่ชั้นประถม บวชเรียนอยู่โรงเรียนวัด ไม่มีความรู้และฐานะหน้าตาทางสังคมเลยแม้แต่น้อย แต่ทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันมาได้ยี่สิบกว่าปี โลกนี้อะไรๆก็เกิดขึ้นได้จริงๆ

          โดยพื้นฐานแล้วคุณแม่เป็นคนเก่งมากครับแต่จำเป็นต้องลาออกมาเลี้ยงดูผมตั้งแต่ผมเกิด คุณพ่อเป็นฝ่ายทำงานคนเดียวมาตลอด นิสัยส่วนตัวของพ่อผมเป็นคนเงียบขรึมเฉพาะในเวลาอยู่ที่บ้านครับ ถ้าเขาอยู่กับเพื่อนหรืออยู่นอกบ้านจะเหมือนเป็นอีกคนไปเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสปกติ ในส่วนนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ แต่มันทำให้ผมกล้าๆกลัวๆที่จะคุยกับพ่อตั้งแต่เด็กๆจนกลายเป็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อนั้นเบาบางมากถ้าเทียบอัตราส่วนจาก 100% คืออยู่กับแม่เรียกได้ว่า 99.99% เลยครับ

           ผมมีผมการเรียนที่ดีมาตลอดตั้งแต่เด็กครับ เรียกได้ว่าไม่เคยหลุดจากท็อป 3 ของห้องเพราะได้คุณแม่ช่วยสอนมาตลอด เรียกได้ว่าตั้งแต่ก่อนเช้าอนุบาลผมสะกดตัวหนังสือได้แล้วทั้งไทยและอังกฤษ บวกลบนับเลขสำหรับเด็กได้ (อังกฤษได้แค่สะกด A-Z ครับ ยังประยุกต์อ่านคำไม่ได้ ในส่วนของไทยนั้นคืออ่านได้ เขียนได้สำหรับคำเบสิคของเด็ก ถ้าเป็นศัพท์ที่ยากๆมาก็ไม่ได้ครับเพราะตอนนั้นเด็กมากๆ) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมภูมิใจมากครับเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่แม่คาดหวังและให้ความสำคัญที่สุดแล้ว (แต่ไม่ใช่ผมไม่มีข้อเสียนะครับตอนนั้นเรียกได้เลยว่าเป็นเด็กหัวอ่อนมากๆเพราะวันๆอยู่แต่กับหนังสือ ไม่เคยออกไปเจอโลกภายนอกเลย)

           จุดเปลี่ยนของชีวิตผมเริ่มขึ้นตอนประมาณป.5 ครับ ตอนนั้นพ่อต้องย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัดและกลับมาที่บ้านเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ผมกับแม่อยู่กันสองคนมาโดยตลอด ช่วงนี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีนะครับแต่เรื่องมันยังไม่เปิดเผยออกมา ทั้งแม่และผมไม่มีใครรู้ สภาพความเป็นอยู่ครอบครัวราบรื่น จนผมขึ้นป.6 วันหนึ่งมีผู้หญิงวัยกลางคนกับวัยรุ่นชายหญิงคู่หนึ่งมายืนอยู่หน้าห้องตอนผมใกล้จะเลิกเรียนครับ ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมเห็นเค้าแต่ผมไม่ได้สนใจเพราะผมไม่รู้จัก คุณครูประจำชั้นก็ออกไปถามครับว่ามาหาใคร เขาบอกว่าเขามาหาผม คุณครูก็มาเรียก ตอนนั้นด้วยความเด็กก็ออกไปหาเขาแบบงงๆครับ พอคุยกันเขาบอกว่าเขามาหาแม่ผม จะเอาของมาให้ บอกที่อยู่บ้านมาหน่อยได้ไหม ตอนนั้นเลิกเรียนพอดีครับเขาเลยพูดต่อว่า หรือไม่ก็ไปกับเขาเลยก็ได้จะได้ไปส่งที่บ้านด้วยเลย สรุปคือผมตัดสินใจไปกับเขาครับ แต่ยังไม่ทันได้ออกไปพ้นประตูโรงเรียน มีคุณครูวิ่งตามมาครับ ครูวิ่งมาจับมือผมแล้วถามผู้หญิงคนนั้นว่าจะพาผมไปไหน แล้วหันมาถามผมว่าผมรู้จักเขาไหม พอผมบอกว่าไม่รู้จัก คุณครูเลยบอกผู้หญิงคนนั้นว่าเขาให้ผมไปด้วยไม่ได้เพราะเพื่อนผมได้ยินตอนผมกับผู้หญิงคนนั้นคุยกันแล้วไปบอกครู ครูเห็นว่ามันแปลกๆเลยวิ่งตามมา เรื่องจบลงที่คุณครูโทรหาแม่ผมให้รีบมาที่โรงเรียน ตอนนั้นกลายเป็นเรื่องราวดังทั้งโรงเรียนเลยครับว่าผมจะถูกลักพาตัว ผู้หญิงคนนั้นพอไม่ได้ตัวผมไปเขาก็รีบขึ้นรถออกจากโรงเรียนไปเลยครับ ตอนนั้นด้วยความเด็กผมก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาเป็นใคร ทำไมต้องมาหาผม ตอนนั้นความสัมพันธ์ในบ้านคือแม่เริ่มจะระแวงพฤติกรรมของพ่อแล้วแต่แม่ยังไม่ได้พูดอะไรให้ผมรู้เลยครับเพราะแม่กลัวผมรู้ ผมที่ด้วยความเด็กก็ยังไม่ได้ใส่ใจ เรื่องราวก็เริ่มหายไปครับ บอกใบ้ให้แค่ว่าผู้หญิงคนนี้เป็น “คนแรก” และเป็นหนี้หลายหมื่นก้อนแรกนะครับ

             พอผมขึ้นมัธยม พ่อย้ายจากจังหวัดที่ทำอยู่ไปอีกจังหวัดหนึ่งแต่ยังอยู่ในบริษัทเดิมนะครับ จังหวัดใหม่นี่คือพ่อทำตั้งแต่ผมอยู่ม.1 ถึง ม.6 เลยครับ รายได้ค่อนข้างดีเลยครับ เงินเดือนออกทุกๆครึ่งเดือนและอยู่ในเกณฑ์ประมาณสามถึงสี่หมื่นแล้วแต่ช่วงครับ สภาพฐานะทางการเงินในช่วงมัธยมดีมากครับ ตอนนั้นแม่ผมเริ่มขายของหารายได้เพิ่มให้ครอบครัวด้วย ผมสามารถมีเงินเก็บไว้ซื้อของได้ อยากไปเที่ยวไหนผมได้ไปหมด แค่เฉพาะค่าเรียนพิเศษผมกล้าพูดเลยครับว่าเทอมนึงหมดไปหลายหมื่น โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า “เบื้องหลัง” มันมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง ช่วงที่ผมอยู่ม.ปลายเวลาพ่อกลับบ้านมาในแต่ละสัปดาห์มักจะมี “ของฝาก” มาตลอดทุกครั้งครับ พ่อบอกว่าลูกน้องบริษัทไม่ก็เพื่อนๆเขาให้มา ผมก็เชื่อครับเพราะพฤติกรรมของพ่อตอนนั้นไม่น่าสงสัยเลย แต่แม่ช่วงนั้นแม่ผมเริ่มเผยพฤติกรรมที่แม่สงสัยในตัวพ่อออกมาให้ผมได้เห็นเรื่อยๆครับ ในใจผมยังคิดว่าคงไม่มีอะไรเพราะผมไม่เคยเห็นพ่อคุยหรือมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว “ต่อหน้าผม” เลย เรื่องทุกอย่างมาพีคตรงที่ตอนผมใกล้จบม.6 กำลังจะเข้ามหาลัย ค่ำวันหนึ่งผมกลับจากเรียนพิเศษมาถึงบ้าน ผมเห็นแม่นั่งร้องไห้อยู่ในบ้านครับผมตกใจมากแล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเลยครับเพราะนั่นเป็นครั้งแรกเลยครับที่เห็นแม่เผยความอัดอั้นที่เก็บไว้ออกมาให้ผมเห็น สักแปปน้าที่ทำงานอยู่จังหวัดเดียวกับพ่อเขาโทรมาบอกแม่ว่าเรื่องที่แม่คิดอยู่เป็นเรื่องจริงครับ พ่อไปติดพันกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่และเขาก็มีสามีแล้วด้วย ผู้หญิงคนนี้กับพ่อออกไปไหนมาไหนกันแบบค่อนข้างโจ่งแจ้งเพราะสามีผู้หญิงคนนั้นก็ไปทำงานอยู่อีกจังหวัด และมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตอนนั้นพอผมได้ยินคือผมช็อคเลยครับ เรื่องที่เคยมีผู้หญิงคนแรกมาหาที่โรงเรียนย้อนกลับเข้ามาในหัว เริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ว่าจริงๆแล้วพฤติกรรมที่น่าสงสัยของพ่อมันไม่ใช่เพิ่งจะเริ่ม แต่มันเริ่มมาตั้งนานแล้วเพียงแค่ผมไม่ได้สังเกตและเอะใจเท่านั้น ก่อนหน้านี้แม่มักจะให้ผมโทรหาพ่อช่วงค่ำๆแล้วถามพ่อว่าอยู่กับใครหรือไม่ก็มักจะมีเบอร์แปลกๆโทรมาหาแม่สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง 

              เรื่องทุกอย่างถูกเปิดเผยมากขึ้นตอนผมกำลังเข้ามหาลัยครับ ตอนนั้นแม่ผมรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว ตัวผมรู้แค่ว่าพ่อมีเมียน้อยแค่นั้นเบื้องลึกเบื้องหลังยังไม่รู้ ตอนนั้นพ่อผมลาออกจากงานที่ทำอยู่มาสิบกว่าปีโดยเขาบอกผมว่าเขาทำต่อไม่ไหว เขาลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆประมาณสองเดือนครับ ได้เงินมาหกหลักจากการลาออก รู้มั้ยครับว่าเกือบครึ่งหนึ่งพ่อผมเอาเงินไปทำอะไร เขาเอาไปลงกับการซื้อเครื่องเสียงครับ พ่อให้ความสำคัญกับเครื่องเสียงมากกว่าสิ่งใดในโลก ตั้งแต่เล็กจนโตผมเห็นพ่ออยู่แต่กับเครื่องเสียงมาตลอด ความฝันของเขาคือการทำเครื่องเสียงซึ่งผมก็ไม่ได้ขัดอะไรครับ แต่ตอนนั้นสภาพการเงินที่บ้านเริ่มมีปัญหาแล้วเพราะพ่อไม่ได้ทำงาน แม่ที่ขายของก็ไม่ได้มีรายได้ทุกเดือนเพราะบางเดือนปิดเทอมลูกค้าน้อย วุฒิการศึกษาของพ่อถือว่าน้อยมากได้งานใหม่เป็นงานบริษัทเล็กๆที่เอาเปรียบพนักงานทุกอย่าง และเงินเดือนน้อยกว่าเดิมครึ่งหนึ่งกว่าที่เคยได้จากบริษัทเก่าครับ คิดดูนะครับตอนนั้นผมจะเข้ามหาลัยด้วยแม่เครียดมาก แม่ไม่ได้กลัวว่าผมจะสอบเข้าไม่ได้ แต่กลัวจะไม่มีเงินส่ง แต่เรื่องที่ทำให้ผมเสียใจที่สุดคือการต้องออกจากบ้านตัวเองมาอยู่บ้านเช่าเพราะมารู้ทีหลังว่าพ่อผมไปสร้างหนี้สินไว้เยอะมากครับ เยอะชนิดที่ผมต้องออกจากบ้านที่เคยอาศัยมาอยู่บ้านเช่าเล็กๆ แม่ต้องทำงานใช้หนี้ที่พ่อสร้างไว้ แต่ตอนนั้นพ่อเขายังไม่ยอมรับผิดนะครับเพราะหลักฐานมันยังไม่แดงคาตา

              จนวันนึงมีผู้หญิงมาหาที่บ้านครับ มาถึงหน้าบ้านเลย ไม่ใช่คนเดิมกับที่เคยไปหาผมที่โรงเรียนนะครับ พอพ่อผมเห็นพ่อรีบหนีเข้าบ้านเลยครับ ปล่อยให้แม่กับผมออกไปรับหน้า ผมได้รับรู้ความจริงทุกอย่างจากปากของผู้หญิงที่กล้าแทนตัวเองว่าเป็นเมียของพ่ออีกคนว่าหนี้สินที่พ่อผมไปสร้างไว้คือพ่อไปโกงเงินที่บริษัทออกมาใช้กินเที่ยวแล้วหมุนเงินกลับไปใช้ไม่ทัน โดนไล่ออก เธอด่าพ่อผมแบบไม่ไว้หน้า คนในซอยออกมาดูกันเต็มเลยครับ คิดสภาพแม่ผมวัยห้าสิบกว่ากับเด็กอายุ 18 ต้องออกไปรับหน้าเมียน้อยที่ตามมารังควานถึงหน้าบ้าน ในขณะที่พ่อผมหนีเข้าบ้านไปแล้วสิครับ ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูก ทำได้แค่ร้องไห้ แม่รู้ทุกอย่างมาโดยตลอดแต่แม่ไม่กล้าที่จะบอกผมเพราะแม่กลัวว่าผมจะเครียด กลัวว่าเรื่องนี้จะมาเป็นภาระที่ทำให้ผมสอบเข้ามหาลัยไม่ได้ เรื่องที่ผมเสียใจที่สุดอีกเรื่องคือพ่อพาผู้หญิงคนนี้ไปที่บ้านปู่กับย่าครับ ไปเจอญาติพี่น้องทั้งหมด โดยเขาบอกที่บ้านว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้าน สุดท้ายป้าผมโทรมาหาแม่ว่าเรื่องมันเป็นยังไงความเลยแตกครับ หลักฐานก็มาเจอตอนพ่อกลับมาถึงบ้านเพราะผู้หญิงคนนั้นเขาคงจัดกระเป๋าให้พ่อและเขาแอบใส่ถุงยางกลับมาด้วย แม่เปิดเจอครับ พ่อก็แก้ปัญหาด้วยการโวยวายและขึ้นเสียงหนีปัญหาทุกอย่าง ปัญหาต่างๆที่พ่อสร้างไว้ทำให้ผมเสียโอกาสที่จะเข้าเรียนในมหาลัยที่ผมอยากได้เพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งครับ ผมสอบติดมหาลัยรัฐชื่อดังสองสามที่ในคณะที่ตัวเองอยากได้ แต่ผมไม่มีทุนเรียน โชคดีที่ผมสอบสัมภาษณ์ทุนของมหาลัยเอกชนที่ผมกำลังเรียนอยู่ในปัจจุบันได้ทำให้ผมต้องตัดสินใจเรียนที่นี่ครับ คุณเชื่อไหมครับว่าเรื่องมันแดงมาถึงขนาดนี้แต่พ่อไม่เคยขอโทษและยอมรับเลยครับว่าเขามีส่วนผิด เขาตวาดใส่แม่บอกว่าผู้หญิงคนนั้นมาติดพันเขาเอง แม่บอกให้ผมอดทนตั้งใจเรียนให้จบไม่ต้องไปคิดมาก

(ต่อข้างล่างนะครับ)
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่