ความคิดกับความจำเป็นเรื่องที่บางทีก็นอกเหนือการควบคุม พอนั่งนึกเพลินๆ สมองก็ส่งภาพและเรื่องราวสมัยเด็กๆมาในความทรงจำหลายเรื่องราวเมื่อนึกออก จำได้ เลยต้องบันทึกไว้เสียหน่อย..ก่อนจะลืม
เรื่องเล่าต่อไปนี้เล่าจากความจำของเด็กสิบขวบในเวลานั้น บวกกับเรื่องที่ฟังผู้ใหญ่เล่าให้ฟังบ้าง แล้วก็มาค้นคว้าต่ออีกนิดหน่อยฉะนั้นถ้าผิดพลาดประการใดก็ยกความผิดให้กาลเวลาที่บั่นทอนความจำของผมให้รางเลือนเต็มที (ฮา)
สมัยเด็กเริ่มจำความได้ ผมอาศัยอยู่ในบ้านคุณยายเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ แม้ว่าดูรูปเก่าๆตอนนี้มันก็ไม่ใหญ่เลย แต่ตอนเด็กๆผมว่าบ้านมันใหญ่ เพราะคนอาศัยในช่วงพีคๆน่าจะเกินสิบคน เราเป็นเด็กไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลย บ้านไม้หลังนี้ ส่วนหลังเป็นบ้านพักอาศัยสองชั้น
ส่วนหน้าของบ้านใช้ทำมาค้าขาย ข้างนึงเป็นร้านทำผม(โดยทีมงานของคุณยาย)อีกข้างนึงทำร้านซ่อมทีวี(โดยคุณตา) นี่ไม่นับว่ามีส่วนเล็กๆด้านหน้าเคยมีเพื่อนบ้านมาเช่าหน้าร้านขายยาด้วยทำเลบ้านเราอยู่ในส่วนต้นๆของ "ซอยวัดสระปทุม" บ้างก็เรียกว่า "ซอยหลังวัดสระปทุม" ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดปทุมวนาราม
แม้บ้านอยู่ในชุมชนแออัด แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าครอบครัวลำบากยากจน เกิดมาจำได้ว่าทุกคนในบ้านเหมือนมีอะไรต้องทำมาหากินตลอดเวลา ไม่เคยเห็นคนบ้านนี้จะใช้เวลาโดยไม่ได้ประโยชน์ นอกจะไม่คิดว่าจนแล้ว บ้านคุณยายมีของสองสิ่งที่ล้ำกว่าคนรอบๆบ้าน ได้แก่ โทรทัศน์ที่มีเด็กๆมานั่งรอดูเวลาหน้ากากเสือหรือยอดมนุษย์อุลตร้าแมนออกอากาศกันเต็มบ้าน กับ โทรศัพท์บ้านที่มีคนมาขอใช้กันทั้งซอยโดยเก็บค่าโทรรายครั้ง
ทางเดินในซอยนี้แต่แรกเป็นพื้นไม้ยกสูงขึ้นให้พ้นน้ำดำๆด้านล่างคดเคี้ยวไปตามซอย ต่อมาก่อนผมโตทางก็ถูกปรับปรุงเป็นพื้นคอนกรีต (ไชโย) สภาพดีกว่าชุมชุมแออัด หรือสลัมที่อื่นหน่อยนึงแล้วเขาบอกต่อๆกันว่าทางนี้ทำโดยผู้สมัครพรรคการเมืองท่านนึง แล้วท่านนี้ก็ได้เป็น สส.เขตนั้นอีกหลายสมัยจนผมจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ที่ สส.เปลี่ยนชื่อ/พรรคไป
จากปากซอยด้านถนนพระราม1 เข้ามาจะเป็นพื้นที่ของวัดทั้งด้านซ้ายและขวา ถ้าหันหน้าเข้าซอย ซ้ายจะไปพารากอน ขวาไปเซ็นทรัลเวิร์ลตรงปากซอยเลยแต่เดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดปทุมฯซึ่งต่อมาย้ายไปอยู่ด้านหลังพารากอน สมเด็จพระเทพฯทรงพระกรุณารับไว้ในพระราชูปถัมภ์ พัฒนาไปมากจากแต่ก่อน
หน้าวัดเป็นลานกว้างกับสระบัวที่เหมือนไม่ค่อยจะมีบัว เพราะไม่ค่อยมีน้ำคนในซอยก็มาอาศัยจอดรถบริเวณนี้เพราะทางเข้าซอยเป็นแค่ทางเดิน รถเข้าออกเป็นมอร์เตอร์ไซค์กับสามล้อเครื่องซึ่งแม้จะสวนกันไม่ได้ก็ยังวิ่งกัน ได้ยินเสียงทั้งวันทั้งคืน ถ้าพ่อมาจากต่างจังหวัดจะไม่จอดหน้าวัดแต่ไปจอดปั๊มน้ำมันที่ตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามสแควร์แล้วเดินมา หน้าวัดในเวลากลางคืนมืดและน่ากลัวมาก
ถัดเข้ามาด้านซ้ายเป็นกุฏิหลวงตาเล็กซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ที่ครอบครัวผมให้ความเคารพนับถือมาหลายเจเนอเรชั่น ชื่อแม่ ชื่อผม ชื่อน้องสาวผมท่านก็ตั้งให้ ตัวผมเองก็ได้บารมีท่าน มาบวชวัดนี้อยู่ราว 7 วัน ได้อาศัยจำวัดอยู่คณะนี้ ความทรงจำช่วงบวชเอาไว้มีโอกาสจะลองระลึกไว้อีกที
เลยเข้ามาอีก ทางซ้ายเป็นกุฏิพระอีกคณะ มีอาคารพร้อมสถูปที่ผมเองไม่ทราบความสำคัญ ทางขวามือเป็นวิหารราย พระพุทธรูปหลากหลายปาง ล้อมรอบต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดเวลามีเวียนเทียนสมัยนั้นเหมือนเขาเวียนรอบวิหารนี้
ทุกอย่างที่ผมกล่าวมานี้ในความจำของผมอยู่ในสภาพเก่า ทั้งอาคารและพื้น จนถึงช่วงที่ผมบวช สภาพบริเวณวัดก็ไม่ต่างจากช่วงผมเด็กๆมากนักแต่ไม่ใช่ภาพปัจจุบันนี้ ดูจากภาพที่คนอื่นเขาไปถ่ายมาให้ดูสภาพวัดสระปทุมมีการพัฒนาปรับปรุงในทางเจริญมาก เจริญจนวันนี้ผมพยายามดูจากแผนที่ในกูเกิ้ลแมปอยู่นานก็ไม่สามารถระบุพิกัดได้แน่ชัดนักว่าอะไรมาแทนอะไร คงนึกออกเฉพาะส่วนที่ยังอยู่เป็นอาคารเดิม(หลังการบูรณะวัดได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมด้วยแต่ผมจำชื่อรางวัลไม่ได้)
วัดสระปทุมและชุมชนรอบๆ นั้นเคยอ่านมาว่าตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ พื้นที่เดิมส่วนใหญ่เป็นบึงน้ำ มีดอกบัวสวย ใช้เป็นที่พักผ่อนของชาววังในช่วงหน้าน้ำ โดยพายเรือมาจากวังหลวง ผ่านคลองแสนแสบมาตั้งค่ายชั่วคราว นานเข้าจึงเริ่มสร้างวัดเป็นการถาวร ตามประวัติของวัด รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2400 หรือเมื่อ 162 ปีก่อน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชทานชื่อว่า ‘วัดปทุมวนาราม’ เมื่อสร้างวัดเสร็จพระองค์ทรงนิมนต์พระสงฆ์คณะลาวจากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนี้ เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นกลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจัน (เวียงจันทน์) หลังจากกองทัพไทยบุกตีเมืองเวียงจันทน์ในรัชกาลที่ 3
วัดสระปทุมไม่มีงานสวดพระอภิธรรมหรือฌาปนกิจบุคคลทั่วไปเนื่องจากวัดเป็นตั้งของพระเจดีย์ ที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระราชสรีรางคาร และพระอัฐิของพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ในราชสกุลมหิดลหลายพระองค์
พ้นจากวัดมา ทางขวาก็โรงเรียนศิริเพ็ญ สถานศึกษาแห่งแรกของผม ภาพรั้วไม้สีฟ้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างของโรงเรียน บึงน้ำตื้นๆด้านหลัง (บริเวณหลังเซ็นทรัลเวิร์ลปัจจุบัน) จะว่าที่จริงด้านหลังวัดมาถึงหลังโรงเรียนและหลังบ้านคุณยายผมนั้นก็เป็นบริเวณคล้ายบึงน้ำทั้งหมด บ่อยครั้งมากที่ได้ยินข่าวว่าแมวของโรงเรียนหายไปเพราะโดนงูเหลือมจากบึงขึ้นมากิน ข่าวนี้ก็ไม่แน่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่ครูเอาไว้ขู่เด็กๆไม่ให้เล่นซนนอกพื้นที่ที่จัดไว้
โรงเรียนมีตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึง ประถม 7 นักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนในชุมชนนั้น ภาพที่จำได้ดีระหว่างเรียนที่นี่ มีสองภาพ ภาพแรกคือมีมูลนิธิปอเต็กตึ๊งมาแจกสมุด ดินสอให้พวกเราที่ต่อแถวรับกันสนุกสนาน เด็กๆตื่นเต้นทั้งที่ของก็ไม่ได้แปลกกว่าสมุดบางๆกับดินสอพิมพ์ชื่อมูลนิธิไว้
ภาพที่สองคือด้านข้างด้านหนึ่งของโรงเรียน มองลอดรั้วไม้ระแนงไปแล้วจะเห็นหน้าต่างบ้านคุณยายผมเลย แม่เล่าว่าครั้งหนึ่งตอนเรียนอนุบาล ผมร้องไห้จะกลับบ้านให้ได้เพราะมองไปเห็นแม่ยืนรีดผ้าอยู่ที่หน้าต่างบ้าน (ฮา) ผมเข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่ อนุบาล1 ถึง ประถม 2 แล้วย้ายไปเรียนต่อ ประถม 3 ที่จ.เพชรบุรี
พื้นที่ที่เป็นโรงเรียนกับบ้าน ปัจจุบันน่าจะเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมของวัด ที่ต้องเดินอ้อมพระอุโบสถผ่านศาลาพระราชศรัทธามาด้านหลัง ส่วนโรงเรียนศิริเพ็ญทราบว่าย้ายไปไกลถึงถนนรามคำแหงนานมากแล้ว แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน
ส่วนที่เลยจากบ้านเข้าไปนั้นจำไม่ได้ชัดเจน เหมือนเป็นซอยแคบๆไประยะหนึ่งแล้วจะถึง "ชุมชนต้นโพธิ์" ซึ่งแน่นอนมีลานดินกว้างรอบต้นโพธิ์ใหญ่มีตลาดขายของคึกคักมาก ถ้าจะซื้อกับข้าว หรือข้าวของเล็กน้อยก็มาหาซื้อแถวนี้ รวมทั้งร้านตัดผมร้านประจำของผมด้วย ผมจะมีโอกาสเดินตามพี่ๆ หรือน้าๆในบ้านมาตลาดบ้าง สมัยเด็กใส่รองเท้าแตะ(ยาง)พอเดินตลาดที่มีพื้นน้ำดำๆแฉะๆ ส้นรองเท้าจะดีดน้ำครำกระเด็นขึ้นมาเปื้อนน่อง บางที่ก็ดีดถึงหลังเสื้อตัวเองเลยไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ตามไปตลาดบ่อยนัก
เลยจากตลาดต้นโพธิ์ไปเป็นทางไปข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบเพื่อไปออกปากซอยอีกด้าน "ประตูน้ำ"
ช่วงปีประมาณ 2516 -2518 (ไม่แน่ใจ) หลังจากผมกับแม่ย้ายไปอยู่กับพ่อที่เพชรบุรีแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญของคนซอยนี้ คือ เกิดไฟไหม้ใหญ่บริเวณ "ต้นโพธิ์" ผมยังเด็กแต่ได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน ว่าผู้คนแถวนั้นเชื่อว่าเป็นการเผาไล่ที่ ผมไม่ทราบว่าทำไมคนเชื่ออย่างนั้น ประมวลเหตุการณ์หลังจากโตแล้วเดาว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงนั้นมีข่าวว่านายทุนใหญ่ต้องการใช้ที่ดินขนาดใหญ่มากแถวนั้นเพื่อสร้างศูนย์การค้าใหญ่ตรงข้ามกับห้างไดมารู ราชดำริ ได้ยินด้วยว่าหลังไฟไหม้ใหม่ๆมีการรวมกันสาปแช่งนายทุนที่เชื่อว่าทำ(จริงๆไม่รู้ว่าไหม้เพราะสาเหตุใดด้วยซ้ำ)
อย่างไรก็ดีหลังไฟไหม้แล้วสำนักงานทรัพย์สินฯก็ได้สร้างแฟลตขึ้นหลายอาคารเพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไฟไหม้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างถาวร และอาคารเหล่านี้ก็อยู่ถึงทุกวันนี้ แต่ผมไม่ทราบว่าสภาพเป็นอย่างไร จำได้ว่าเคยมองเห็นอาคารเหล่านี้ไกลๆจากอาคารจอดรถของพันธุ์ทิพย์พลาซ่าครั้งไปที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน
ถ้ามีโอกาสคงต้องไปเดินสำรวจแถวนั้นอีกที แล้วจะได้มาเล่าให้ฟังให้ละเอียดกว่านี้ -- ถ้ามีท่านใดมีข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นเก่าวัยเด็กของผม จะมาแชร์กันก็ยินดีและขอบคุณยิ่งครับ
ซอยวัดสระปทุมที่ผมจำได้ [บันทึกของชายวัยกลางคน]
เรื่องเล่าต่อไปนี้เล่าจากความจำของเด็กสิบขวบในเวลานั้น บวกกับเรื่องที่ฟังผู้ใหญ่เล่าให้ฟังบ้าง แล้วก็มาค้นคว้าต่ออีกนิดหน่อยฉะนั้นถ้าผิดพลาดประการใดก็ยกความผิดให้กาลเวลาที่บั่นทอนความจำของผมให้รางเลือนเต็มที (ฮา)
สมัยเด็กเริ่มจำความได้ ผมอาศัยอยู่ในบ้านคุณยายเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ แม้ว่าดูรูปเก่าๆตอนนี้มันก็ไม่ใหญ่เลย แต่ตอนเด็กๆผมว่าบ้านมันใหญ่ เพราะคนอาศัยในช่วงพีคๆน่าจะเกินสิบคน เราเป็นเด็กไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลย บ้านไม้หลังนี้ ส่วนหลังเป็นบ้านพักอาศัยสองชั้น
ส่วนหน้าของบ้านใช้ทำมาค้าขาย ข้างนึงเป็นร้านทำผม(โดยทีมงานของคุณยาย)อีกข้างนึงทำร้านซ่อมทีวี(โดยคุณตา) นี่ไม่นับว่ามีส่วนเล็กๆด้านหน้าเคยมีเพื่อนบ้านมาเช่าหน้าร้านขายยาด้วยทำเลบ้านเราอยู่ในส่วนต้นๆของ "ซอยวัดสระปทุม" บ้างก็เรียกว่า "ซอยหลังวัดสระปทุม" ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดปทุมวนาราม
แม้บ้านอยู่ในชุมชนแออัด แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าครอบครัวลำบากยากจน เกิดมาจำได้ว่าทุกคนในบ้านเหมือนมีอะไรต้องทำมาหากินตลอดเวลา ไม่เคยเห็นคนบ้านนี้จะใช้เวลาโดยไม่ได้ประโยชน์ นอกจะไม่คิดว่าจนแล้ว บ้านคุณยายมีของสองสิ่งที่ล้ำกว่าคนรอบๆบ้าน ได้แก่ โทรทัศน์ที่มีเด็กๆมานั่งรอดูเวลาหน้ากากเสือหรือยอดมนุษย์อุลตร้าแมนออกอากาศกันเต็มบ้าน กับ โทรศัพท์บ้านที่มีคนมาขอใช้กันทั้งซอยโดยเก็บค่าโทรรายครั้ง
ทางเดินในซอยนี้แต่แรกเป็นพื้นไม้ยกสูงขึ้นให้พ้นน้ำดำๆด้านล่างคดเคี้ยวไปตามซอย ต่อมาก่อนผมโตทางก็ถูกปรับปรุงเป็นพื้นคอนกรีต (ไชโย) สภาพดีกว่าชุมชุมแออัด หรือสลัมที่อื่นหน่อยนึงแล้วเขาบอกต่อๆกันว่าทางนี้ทำโดยผู้สมัครพรรคการเมืองท่านนึง แล้วท่านนี้ก็ได้เป็น สส.เขตนั้นอีกหลายสมัยจนผมจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ที่ สส.เปลี่ยนชื่อ/พรรคไป
จากปากซอยด้านถนนพระราม1 เข้ามาจะเป็นพื้นที่ของวัดทั้งด้านซ้ายและขวา ถ้าหันหน้าเข้าซอย ซ้ายจะไปพารากอน ขวาไปเซ็นทรัลเวิร์ลตรงปากซอยเลยแต่เดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดปทุมฯซึ่งต่อมาย้ายไปอยู่ด้านหลังพารากอน สมเด็จพระเทพฯทรงพระกรุณารับไว้ในพระราชูปถัมภ์ พัฒนาไปมากจากแต่ก่อน
หน้าวัดเป็นลานกว้างกับสระบัวที่เหมือนไม่ค่อยจะมีบัว เพราะไม่ค่อยมีน้ำคนในซอยก็มาอาศัยจอดรถบริเวณนี้เพราะทางเข้าซอยเป็นแค่ทางเดิน รถเข้าออกเป็นมอร์เตอร์ไซค์กับสามล้อเครื่องซึ่งแม้จะสวนกันไม่ได้ก็ยังวิ่งกัน ได้ยินเสียงทั้งวันทั้งคืน ถ้าพ่อมาจากต่างจังหวัดจะไม่จอดหน้าวัดแต่ไปจอดปั๊มน้ำมันที่ตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามสแควร์แล้วเดินมา หน้าวัดในเวลากลางคืนมืดและน่ากลัวมาก
ถัดเข้ามาด้านซ้ายเป็นกุฏิหลวงตาเล็กซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ที่ครอบครัวผมให้ความเคารพนับถือมาหลายเจเนอเรชั่น ชื่อแม่ ชื่อผม ชื่อน้องสาวผมท่านก็ตั้งให้ ตัวผมเองก็ได้บารมีท่าน มาบวชวัดนี้อยู่ราว 7 วัน ได้อาศัยจำวัดอยู่คณะนี้ ความทรงจำช่วงบวชเอาไว้มีโอกาสจะลองระลึกไว้อีกที
เลยเข้ามาอีก ทางซ้ายเป็นกุฏิพระอีกคณะ มีอาคารพร้อมสถูปที่ผมเองไม่ทราบความสำคัญ ทางขวามือเป็นวิหารราย พระพุทธรูปหลากหลายปาง ล้อมรอบต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดเวลามีเวียนเทียนสมัยนั้นเหมือนเขาเวียนรอบวิหารนี้
ทุกอย่างที่ผมกล่าวมานี้ในความจำของผมอยู่ในสภาพเก่า ทั้งอาคารและพื้น จนถึงช่วงที่ผมบวช สภาพบริเวณวัดก็ไม่ต่างจากช่วงผมเด็กๆมากนักแต่ไม่ใช่ภาพปัจจุบันนี้ ดูจากภาพที่คนอื่นเขาไปถ่ายมาให้ดูสภาพวัดสระปทุมมีการพัฒนาปรับปรุงในทางเจริญมาก เจริญจนวันนี้ผมพยายามดูจากแผนที่ในกูเกิ้ลแมปอยู่นานก็ไม่สามารถระบุพิกัดได้แน่ชัดนักว่าอะไรมาแทนอะไร คงนึกออกเฉพาะส่วนที่ยังอยู่เป็นอาคารเดิม(หลังการบูรณะวัดได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมด้วยแต่ผมจำชื่อรางวัลไม่ได้)
วัดสระปทุมและชุมชนรอบๆ นั้นเคยอ่านมาว่าตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ พื้นที่เดิมส่วนใหญ่เป็นบึงน้ำ มีดอกบัวสวย ใช้เป็นที่พักผ่อนของชาววังในช่วงหน้าน้ำ โดยพายเรือมาจากวังหลวง ผ่านคลองแสนแสบมาตั้งค่ายชั่วคราว นานเข้าจึงเริ่มสร้างวัดเป็นการถาวร ตามประวัติของวัด รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2400 หรือเมื่อ 162 ปีก่อน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชทานชื่อว่า ‘วัดปทุมวนาราม’ เมื่อสร้างวัดเสร็จพระองค์ทรงนิมนต์พระสงฆ์คณะลาวจากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนี้ เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นกลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจัน (เวียงจันทน์) หลังจากกองทัพไทยบุกตีเมืองเวียงจันทน์ในรัชกาลที่ 3
วัดสระปทุมไม่มีงานสวดพระอภิธรรมหรือฌาปนกิจบุคคลทั่วไปเนื่องจากวัดเป็นตั้งของพระเจดีย์ ที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระราชสรีรางคาร และพระอัฐิของพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ในราชสกุลมหิดลหลายพระองค์
พ้นจากวัดมา ทางขวาก็โรงเรียนศิริเพ็ญ สถานศึกษาแห่งแรกของผม ภาพรั้วไม้สีฟ้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างของโรงเรียน บึงน้ำตื้นๆด้านหลัง (บริเวณหลังเซ็นทรัลเวิร์ลปัจจุบัน) จะว่าที่จริงด้านหลังวัดมาถึงหลังโรงเรียนและหลังบ้านคุณยายผมนั้นก็เป็นบริเวณคล้ายบึงน้ำทั้งหมด บ่อยครั้งมากที่ได้ยินข่าวว่าแมวของโรงเรียนหายไปเพราะโดนงูเหลือมจากบึงขึ้นมากิน ข่าวนี้ก็ไม่แน่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่ครูเอาไว้ขู่เด็กๆไม่ให้เล่นซนนอกพื้นที่ที่จัดไว้
โรงเรียนมีตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึง ประถม 7 นักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนในชุมชนนั้น ภาพที่จำได้ดีระหว่างเรียนที่นี่ มีสองภาพ ภาพแรกคือมีมูลนิธิปอเต็กตึ๊งมาแจกสมุด ดินสอให้พวกเราที่ต่อแถวรับกันสนุกสนาน เด็กๆตื่นเต้นทั้งที่ของก็ไม่ได้แปลกกว่าสมุดบางๆกับดินสอพิมพ์ชื่อมูลนิธิไว้
ภาพที่สองคือด้านข้างด้านหนึ่งของโรงเรียน มองลอดรั้วไม้ระแนงไปแล้วจะเห็นหน้าต่างบ้านคุณยายผมเลย แม่เล่าว่าครั้งหนึ่งตอนเรียนอนุบาล ผมร้องไห้จะกลับบ้านให้ได้เพราะมองไปเห็นแม่ยืนรีดผ้าอยู่ที่หน้าต่างบ้าน (ฮา) ผมเข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่ อนุบาล1 ถึง ประถม 2 แล้วย้ายไปเรียนต่อ ประถม 3 ที่จ.เพชรบุรี
พื้นที่ที่เป็นโรงเรียนกับบ้าน ปัจจุบันน่าจะเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมของวัด ที่ต้องเดินอ้อมพระอุโบสถผ่านศาลาพระราชศรัทธามาด้านหลัง ส่วนโรงเรียนศิริเพ็ญทราบว่าย้ายไปไกลถึงถนนรามคำแหงนานมากแล้ว แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน
ส่วนที่เลยจากบ้านเข้าไปนั้นจำไม่ได้ชัดเจน เหมือนเป็นซอยแคบๆไประยะหนึ่งแล้วจะถึง "ชุมชนต้นโพธิ์" ซึ่งแน่นอนมีลานดินกว้างรอบต้นโพธิ์ใหญ่มีตลาดขายของคึกคักมาก ถ้าจะซื้อกับข้าว หรือข้าวของเล็กน้อยก็มาหาซื้อแถวนี้ รวมทั้งร้านตัดผมร้านประจำของผมด้วย ผมจะมีโอกาสเดินตามพี่ๆ หรือน้าๆในบ้านมาตลาดบ้าง สมัยเด็กใส่รองเท้าแตะ(ยาง)พอเดินตลาดที่มีพื้นน้ำดำๆแฉะๆ ส้นรองเท้าจะดีดน้ำครำกระเด็นขึ้นมาเปื้อนน่อง บางที่ก็ดีดถึงหลังเสื้อตัวเองเลยไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ตามไปตลาดบ่อยนัก
เลยจากตลาดต้นโพธิ์ไปเป็นทางไปข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบเพื่อไปออกปากซอยอีกด้าน "ประตูน้ำ"
ช่วงปีประมาณ 2516 -2518 (ไม่แน่ใจ) หลังจากผมกับแม่ย้ายไปอยู่กับพ่อที่เพชรบุรีแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญของคนซอยนี้ คือ เกิดไฟไหม้ใหญ่บริเวณ "ต้นโพธิ์" ผมยังเด็กแต่ได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน ว่าผู้คนแถวนั้นเชื่อว่าเป็นการเผาไล่ที่ ผมไม่ทราบว่าทำไมคนเชื่ออย่างนั้น ประมวลเหตุการณ์หลังจากโตแล้วเดาว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงนั้นมีข่าวว่านายทุนใหญ่ต้องการใช้ที่ดินขนาดใหญ่มากแถวนั้นเพื่อสร้างศูนย์การค้าใหญ่ตรงข้ามกับห้างไดมารู ราชดำริ ได้ยินด้วยว่าหลังไฟไหม้ใหม่ๆมีการรวมกันสาปแช่งนายทุนที่เชื่อว่าทำ(จริงๆไม่รู้ว่าไหม้เพราะสาเหตุใดด้วยซ้ำ)
อย่างไรก็ดีหลังไฟไหม้แล้วสำนักงานทรัพย์สินฯก็ได้สร้างแฟลตขึ้นหลายอาคารเพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไฟไหม้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างถาวร และอาคารเหล่านี้ก็อยู่ถึงทุกวันนี้ แต่ผมไม่ทราบว่าสภาพเป็นอย่างไร จำได้ว่าเคยมองเห็นอาคารเหล่านี้ไกลๆจากอาคารจอดรถของพันธุ์ทิพย์พลาซ่าครั้งไปที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน
ถ้ามีโอกาสคงต้องไปเดินสำรวจแถวนั้นอีกที แล้วจะได้มาเล่าให้ฟังให้ละเอียดกว่านี้ -- ถ้ามีท่านใดมีข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นเก่าวัยเด็กของผม จะมาแชร์กันก็ยินดีและขอบคุณยิ่งครับ