โรคซึมเศร้าหรือโรคดื้อ

กระทู้สนทนา
อยากมาแชร์ประสบการณ์กับภาวะโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นกับลูกสาว เพื่อเป็นอุทาหรณ์ สำหรับใครหลายๆคน โดยเฉพาะ คุณพ่อคุณแม่ ตลอดทั้งคุณครูและสถาบันการศึกษาซึ่งมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เครียดจากการเรียนเป็นหลัก ที่จริงแล้วทุกๆโรงเรียนควรให้ความสำคัญเรื่องด้านสุขภาพจิตกับนักเรียนมากกว่านี้ เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ที่โรงเรียน อยากให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจและรู้จักกับโรคนี้มากขึ้น คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้บ้า ไม่ได้เป็นคนเลว ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่สิ่งที่เขากำลังเผชิญนั้นมันเป็นสิ่งหดหู่และเลวร้ายมากสำหรับตัวเขาและสร้างความกดดันให้กับคนใกล้ชิดที่ต้องรับภาวะอาการต่างๆของเขาที่ไม่ใช่แค่เป็นแล้วเครียด ฆ่าตัวตายแล้วเรื่องจบ
แต่ผู้ป่วยส่วนมากจะสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป บางคนเสียงานเสียการ ไม่มีความสุขกับครอบครัวและก่อปัญหาแตกแยก เด็กเสียการเรียนและอื่นๆจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย แต่แล้วอาจไม่ตาย คือไม่มีอะไรดีเลย

สำหรับฉันไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าลูกสาวจะต้องอยู่ในภาวะโรคซึมเศร้า และโดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าผู้คนส่วนมากยังไม่เข้าใจและรู้จักอาการของโรคซึมเศร้าดี ว่าหนักหน่วง รุนแรงแค่ไหน จากการที่ครั้งแรกฉันได้ทราบข้อมูลจากการวินิจฉัยของคุณหมอว่าลูกสาวกำลังเป็นโรคซึมเศร้า  ฉันบอกกับคนหลายๆคน แต่สิ่งที่คนส่วนมากตอบรับมักไปในทางลบ บ้างก็ว่า มันจะเป็นไปได้ไง แม่มันให้ความรัก และตามใจและทำให้ทุกอย่าง บางคนบอก
มันดื้อเอง มันตามเพื่อน มาจากสันดานมากกว่า บ้างก็บอกมันติดยาหรือเปล่า ส่วนมากคิดแค่ว่าเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น
โทษเขาไม่ได้อีกเพราะตัวฉันเองก็ยังคิดเลยว่าลูกเรามันเห็นแก่ตัว ไม่เห็นใจแม่เลย อุตส่าห์ทนเหนื่อยทนลำบาก แต่ลุกกลับดื้อด้านสิ้นดี บอกเลยว่ากำลังใจที่เคยมีหายไปหมดแล้ว ฉันไม่ได้ป่วยนะแต่รู้สึกว่าต้องการกำลังใจด้วยเช่นกัน เพราะมันหน่วงๆเหนื่อยๆบอกไม่ถูกจริงๆ

ฉันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว สามีเป็นคนออสเตรเลีย สามีป่วยและเสียชีวิตเมื่อ6ปีก่อน และฉันก็ดูแลลูกมาคนเดียวตลอดระยะเวลา6ปี โดยที่ไม่มีญาติพี่น้อง มีเพื่อน 2-3 คน ที่คอยช่วยบ้าง แวะมาเยี่ยมเยือนบ้างบางครั้ง ที่เราสองคนผัวเมียเลี้ยงลูกมาลำพังตามแบบฉบับของเรามีผู้คนมากมายมักชมเสมอว่าเราสองคนเลี้ยงลูกได้ดีไม่ดื้อและฉลาดมาก
ครอบครัวเรามีความสุขตามประสาของเรา เราทำกิจกรรมด้วยกัน3พ่อแม่ลูก และเหตุการณ์ที่สามีเสียตั้งแต่ลูกยังเล็กเป็นมูลเหตุจากการที่ลูกสาวเกิดภาวะเศร้าเรื้อรัง  เดี๋ยวจะได้เล่าให้ฟังหลังจากนี้

อาการของลูกสาวนั้นเรียกว่าอาการซึมเศร้าแบบเรื้อรัง (Persistent depressive disorder, dysthymia (dis-THIE-me-uh)   ไม่รุนแรงมากเหมือนในโรคซึมเศร้าประเภทอื่น แต่เชื่อเหอะว่าก็ยังทำให้คนเป็นแม่เกิดภาวะเครียดขั้นรุนแรง ช่วงเวลาที่ฉันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของลูกคือ
ช่วงระยะเวลา 2-3ปี เขามีพฤติกรรมแปลกๆ อาการที่สังเกตได้คือ เบื่อๆ เซ็งๆ เกรี้ยวกราด ต่อต้าน หงุดหงิดหรือโกรธง่าย สูญเสียความสนใจในกิจกรรมประจำวัน ไม่สนใจการเรียนหรือกิจกรรมใดๆทั้งสิ้น ขี้เกียจไม่ช่วยทำอะไรเลย แม้กระทั่งการออกไป ซื้อของหรือทำกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เริ่มเถียงรวมทั้งมีการใช้คำพูดที่หยาบคายขึ้น สรุปเลยคือมันเหมือนปีศาจ  แต่ช่วงระยะเวลานั้น เขายังคงไปเรียนได้ ใช้ชีวิตปกติ จากการที่เขาเป็นเด็กที่ชอบไปโรงเรียน
และมีผลการเรียนที่ดีมาก เป็นเด็กดีคนหนึ่ง และหัวไว พูดคำหยาบไม่เป็นเลย และค่อยๆเริ่มไม่อยากไปโรงเรียน เริ่มทะเลาะกับแม่และผลการเรียนตกลงอย่างน่าใจหาย ฉันเริ่มสังเกตว่าลูกมีรอยกรีดที่แขน พยายามคาดคั้นถึงสาเหตุ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ตลอดเวลาแม่รับรู้ตลอดถึงความผิดปกติของลูก
ครูที่โรงเรียนเริ่มระอากับพฤติกรรมแย่ๆของลูก  เริ่มย้ายโรงเรียน จาก 1ที่ ไป อีกโรงเรียน และก็มีมาเรื่อยๆ เพราะคิดว่าอาจเป็นเพราะสาเหตุจากการกดดันของโรงเรียน  แต่พฤติกรรมแย่ๆก็ไม่ลดลงเลย แต่ฉันจับจุดได้ละคือจะไม่ใช้วิธีการโต้ตอบใดๆ ปล่อยให้เขาวีนไปเหวี่ยงไป ทั้งๆที่ภายในใจอยากจะกรี๊ด
อยากจะโต้ตอบ หรือตีลูกสุดๆ แต่บอกกับตัวเองว่าไม่มีประโยชน์ เพราะมันจะยิ่งทำให้เลวร้ายลง ได้แต่กำหมัดและกัดลิ้นตัวเอง และทนต่อไป ณเวลานั้น

ฉันเครียดมากคิดน้อยใจเสียใจว่าทำไมลูกเราถึงดื้อรั้นขนาดนี้ ฉันทำอะไรผิดหรอลูกถึงเป็นเด็กดื้อขนาดนี้ มีช่วงเวลาที่เครียดสุดๆแม้กระทั่งวันหนึ่งไปเดินออกกำลังกายชายหาดเหมือนอย่างที่เคยทำปกติ แต่ว่าเดินไปโดยเหมือนไม่อยากหยุดและไม่มีจุดหมาย คิดแต่เรื่องลูกจนเผลอสะอื้นออกมาเสียงดังจนคนอื่นหันมามอง

ลูกสาวเติบโตและถูกเลี้ยงมาแบบฝรั่งพูดภาษอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ช่วงที่สามียังไม่เสียชีวิต แต่ฉันก็จะพูดภาษาไทยและสอนให้อ่านและเขียนภาษาไทยมาตลอด แต่ว่าการให้เขาได้มาเรียนในโรงเรียนไทยสร้างความกดดันให้เขามาโดยตลอด แต่ว่าแม่ก็พยายามบอกลูกว่าทนหน่อยนะ หากแม่มีเงินก็จะส่งให้ไปเรียนที่ที่ดีและไม่กดดันแบบนี้ แต่ไม่ว่าแม่จะพยายามแก้ยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จ (ขอเกริ่นก่อนว่าสามีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ก่อนแกเสียพวกเราใช้เงินที่มีอยู่ทั้งหมดที่พวกเรามี ตอนนั้นถือว่าเป็นเงินที่มากโขเลยทีเดียว แต่สุดท้ายสามีก็ไม่หายและเสียไป จนฉันเหมือนต้องมาเริ่มนับศูนย์ใหม่ ทำงานส่งลูกเรียนโรงเรียนค่าเทอมปีหนึ่งหลักแสน พูดไม่อายนะบางเดือนเหลือเงินติดกระเป๋าแค่ 10 บาทยังมีเลย แต่ก็สู้ไม่ถอย)
พยายามพูดคุยกับหลายๆคน จนรู้สึกว่าคนรอบข้างเริ่มรำคาญและเบื่อที่จะรับฟังปัญหาของฉัน และหลายครั้งที่ฉันกลับระแวงว่าตัวเองจะเป็นโรคประสาท
เพราะรู้สึกว่าตัวเองทั้งเศร้า ทั้งเหงา คว้างคว้างมากๆ

ข้อมือลูกมีรอยกรีดมากขึ้นเรื่อยๆ กรีดโดยไม่มีเหตุผล เหมือนเขากรีดเพื่อให้คนอื่นได้เห็นและรู้ว่าเขาจะกรีดเพราะความเท่ห์หรืออะไรไม่รู้แต่แม่เริ่มเก็บใบมีดโกนทิ้ง ซ่อนมีดหรือสิ่งคมๆแหลม ฉันเริ่มสอบถามจากเพื่อนสนิทลูกแต่คำตอบที่ได้รับคือ หนุก็จะถามแม่เหมือนกันว่าเขากรีดทำไม เฮ้อหนทางเริ่มมืดมิดลงไปอีก ขอบอกเลยว่าตลอดระยะเวลานี้ แม่ได้แต่ร้องไห้ กดดันไม่สนใจที่จะไปไหนหรืออยากพูดคุยกับใคร พยายามหมกมุ่นและหาหนทางแก้ไขเรื่องลูกอยู่ตลอดเวลา

เริ่มค้นหาข้อมูลความผิดปกติของลูก เจอข้อมูลที่ประมาณว่าลูกอาจจะส่อเค้าเป็นเด็กสมาธิสั้น พยายามเริ่มเกลี่ยกล่อมลูกว่าลองไปหาหมอมั้ย ลูกบอกจะไปแต่ไม่หายหรอกเพราะแม่ไม่เคยทำความเข้าใจกับลูกแม่ไม่เคยรู้หรอกว่าหนุเป็นอะไร เอ้าทำให้แม่เครียดเพิ่มอีกเพราะคิดว่าเราผิดอะไรสิ่งที่เราทำมาก็เพื่อลูกทุกอย่างมีอะไรที่เราทำพลาดไปอีกหรอ จุดสุดที่ทำให้ฉันตัดสินใจพาเขาไปหาจิตแพทย์อย่างจริงจัง หลังจากที่ลูกสร้างปัญหามากมายให้แม่ต้องแก้จากโรงเรียนและสอบตก และสิ่งที่เลวร้ายมากคือลูกพูดว่าแม่มาเสื*กเรื่องของเขาตลอดเวลา และเกลียดกับการที่ต้องตื่นขึ้นมาและต้องเจอหน้าแม่
คำว่าเสื*กที่ออกมาจากปากของลูกมันเหมือนมีดกรีดลงทุกที่ในร่างกายของแม่คนนี้ เจ็บจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ การที่แม่คอยห่วงใยกลับกลายเป็นการเสื*กเรื่องของลูกหรอ

จนในที่สุดได้ไปหาหมอและแม่ก็ยังคิดแต่ว่าลูกเราน่าจะสมาธิสั้นแน่นอน แต่คำตอบที่ได้จากหมอคือน้องเป็นโรคซึมเศร้า
หมอบอกสาเหตุหลักที่ลูกสาวมีอาการซึมเศร้าจากการวินิจฉัยและพูดคุยของจิตแพทย์คือ ลูกสาวมีภาวะที่เศร้ามากจากการที่เขาเห็นพ่อป่วยและเสียชีวิตในตอนที่เขาอายุได้เพียง 9ขวบ ลูกสาวเล่าให้หมอฟังว่าเขาเห็นแม่เศร้า และเขารู้สึกเสียใจมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรคิดถึงพ่อมากจนบรรยายไม่ถูก  จากที่เคยไปไหนมาไหนทำอะไรกับพ่อก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้เจอไม่ได้คุยตลอดชีวิต

และอีกประเด็นหลักที่ลูกรู้สึกแย่คือตั้งแต่พ่อตายแม่ก็ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เวลาต้องการอะไรหรืออยากไปไหนก็ไม่ค่อยได้ไปเพราะแม่ต้องทำงาน ส่วนมากลูกรู้สึกเบื่อที่จะอยู่บ้านและเห็นแต่แม่นั่งทำงาน 12-15ชม.ทุกวัน เขารู้สึกแย่ที่บางครั้งแทบไม่ได้คุยกับแม่ และไม่อยากรบกวนเวลาทำงานแม่ จนกลายเป็นเบื่อและรำคาญแม่ไปในที่สุดและอีกสิ่งที่กดดันคือการเปลี่ยนที่อยู่ และการใช้ชีวิตใหม่ๆในที่ที่ไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เขาชอบ การเรียนในโรงเรียนไทยที่ทุกๆคนพูดภาษาไทย อ่าน เขียนแต่ภาษาไทยโดยมาก มีกฎระเบียบที่ไร้สาระ สร้างความกดดันมากให้เขา

เขามักพูดว่าเขาไม่ชอบคนไทยส่วนมากที่มักจะพูดว่าเป็นลูกฝรั่งทำไมดำจัง ทำไมหน้าตาไม่เหมือนฝรั่ง ทำไมหน้าตาไม่เหมือนพ่อ ทำไมอ้วน คือเขาไม่เคยได้ยินจากฝรั่ง เพราะฝรั่งถือว่าการพูดเรื่องรูปลักษณ์ของคนนั้นเป็นการเสียมารยาทมาก ตอนเขาเด็กๆมีคนไทยจำนวนไม่น้อยพูดเรื่องลูกสาวไม่เหมือนพ่อจนสามีเราเริ่มระแวงว่าไม่ใช่ลูกเขา (ขอบอกก่อนว่าฉันเป็นคนผิวเรียกว่าดำปี๋เลย นี่คือสาเหตูที่ลูกไม่มีสีผิวสีชมพูเหมือนลูกครึ่งทั่วไป)
จนถึงเวลาพิสูจน์สัญชาติของออสเตรเลียของลูกสาวและต้องตรวจดีเอ็นเอ สรุปลูกสาวมียีนพ่อมากกว่าแม่ นั่นคือการไขข้อข้องใจของสามีในประเด็นนี้ไป มีหลายครั้งที่เขามาบอกฉันว่าเด็กหลายๆคนมักชอบทำนิสัยแย่ๆพูดจาไม่ค่อยดีที่โรงเรียน (bully) การที่เขาถูกคนแปลกหน้าพูดจากถากถางและทำพฤติกรรมแย่ๆใส่มันเป็นการสร้างปมในใจให้เขาโดยไม่รู้ตัว

ฉันไม่อยากโทษตัวเองหรืออะไรทั้งนั้น กับสิ่งที่เกิดขึ้น แค่ตอนนี้พยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด เป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ ยาวิเศษในการรักษาภาวะซึมเศร้าคือการรับฟังจากคนรอบข้าง เป็นกำลังใจให้เขาอดทนและแสดงออกหรือพยายามบอกว่า เขาสำคัญกับชีวิตเราแค่ไหน
ตอนนี้ถึงจะเป็นช่วงแรกของการบำบัด แต่ก็ยังมีความหวังว่าลูกจะหาย ผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ขึ้นขื่อว่าลูกใครๆก็รัก ไม่ว่าลูกเราจะดื้อ จะรั้น เลว ขี้เหร่ หรือสวย ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็รัก แต่อาจมีหลายๆคนที่ไม่มีความรู้สึกแบบนี้ มีหลายๆคนว่าเราเรื่องลูกว่าเลี้ยงผิดทางบ้าง ตามใจบ้าง เข้าข้างลูกในทางที่ผิดบ้าง หลายๆอย่างต่างๆนาๆ ฉันสามารถพูดได้เลยว่าฉันไม่ได้ตามใจลูกเหมือนอย่างที่คนอื่นเข้าใจ สอนทุกอย่างเพื่อต้องการให้ลุกเติบโตเป็นคนคุณภาพ พยายามสร้างเกราะให้เขาเพื่อให้แกร่งยามที่ไม่มีแม่คอยดูแล ลูกยังไงก็ลูก เวลาเขาทำผิดทำพลาด พวกคุณคิดว่าพ่อแม่ควรทำอย่างไร ฆ่าทิ้งหรือเอาไปปล่อยตามวัดวา อย่างเช่นหมาหรือแมวหรอ

เหตุการณ์แย่ๆไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเองหรอก บางครั้งเรื่องบางเรื่องคนอื่นก็ยากที่จะไม่เข้าใจและบางสถานการณ์ของคนอื่นย่อมแตกต่างจากของตัวเองและคนทั่วๆไป บางคนไม่เคยมีลูกแต่พูดเหมือนคนมีลูกร้อยคน บางคนตลอดชีวิตการเป็นพ่อเป็นแม่แทบไม่เคยได้อยู่กับลูก หรือบางคนลูกอยู่กับตัวเองแต่ยังมีคนในครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างให้การช่วยเหลือและให้คำปรึกษา
สำหรับฉันตลอดระยะเวลา 15 กว่าปี ลูกไม่เคยอยู่แยกจากฉันเลย อย่างน้อยฉันก็ยังกล้าพูดว่าฉันได้ทำหน้าที่แม่ได้อย่างสมบูรณ์มากกว่าคนหลายๆคนที่คอยตำหนิฉันและคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ดีเหนือกว่าฉันและลูกตัวเองไม่เกเร แต่นั่นไม่ใช่เกณฑ์การตัดสินว่าคุณเลี้ยงลูกได้ดีกว่าใคร ฉันดีใจด้วยกับหลายๆคนที่ลูกของคุณเชื่อฟังคำสั่งสอน ว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อและไม่สร้างภาระให้คุณต้องแก้เหมือนฉัน

แต่ถึงอย่างไรในวันนี้ฉันก็อยากจะขอบคุณจากใจจริง ถึงคนที่เข้าใจและคอยเป็นกำลังใจให้เสมอมา อยากบอกว่ามันมีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก รวมทั้งกำลังจากหมอที่ว่า อย่าเครียดหากแม่ไม่มีใครแต่หมอยังอยู่กับแม่ 
นึกแล้วก็สู้มาตั้งนาน  ถ้าฉันไม่เข้มแข็งลูกก็ไม่มีใครอีก พยายามสู้ต่อไป อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดแล้วกัน  
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่