"แววตา"---การสื่อสารไร้เสียงที่ดังยิ่งกว่าเสียงใด ๆ "น้ำเสียง"---คลื่นใต้น้ำที่สื่อความรู้สึกชัดเจนได้ยิ่งกว่าคำพูด

สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์คงอยู่และดำเนินไปได้ด้วยดี ราบรื่น และมีความสุขตามอัตภาพ  นอกจาก เรื่องความเข้ากันด้านอุปนิสัย  สติปัญญา และท่าทีในการมองโลกแล้ว
ประเด็นหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากเช่นกันและน่าพูดถึง คือ "ความสามารถ และความเต็มใจในการสื่อสารและรับสารระหว่างกัน"

แหม่... ฟังดูเป็นวิชาการดีจัง
ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันฟังดูแบบนั้นหรอกนะคะ
เพี้ยนฮัลโหล
ธาราสินธุ์มีแต่วิชาเกิ๊นไม่ใช่แนววิชาการ
ส่วนใหญ่การตั้งกระทู้ดิฉันมักจะได้รับแรงบันดาลใจ หรือสะดุดใจกับอะไรบางอย่างเสมอ
แล้วก็เลยคิดโยงใยไปเรื่อยจนมาเป็นหัวข้อพูดคุย

วันก่อนนั้น คุยโทรศัพท์กับคุณเพื่อนเบียร์ (ชื่อสมมติในกระทู้ก่อนโน้น)
ใช่ค่ะ เธอเลิกกับแฟน และแฟนพยายามจะขอโอกาสที่สอง ที่สาม
ก็ตกลงกันได้แบบมีเงื่อนไขเรื่องการปรับตัว ซึ่งแม้จะรับปากเสียดิบดี แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่สามารถทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ได้

ดิฉันก็ถามเบียร์ไปตรง ๆ ว่า ถ้าขี้เกียจปวดหัวนักกับปัญหาที่คิดว่าแก้มาตลอดและจะต้องแก้ไม่รู้จบแน่
ทำไมถึงยังคาราคาซังอยู่แบบนี้ ดูชีวิตจะยากจัง เหมือนพี่เบิร์ดว่าไว้ "กลับตัวก็ไม่ได้ ให้ไปต่อไป ก็ไปไม่ถึง"
เบียร์ตอบกลับมาด้วยคำตอบที่เป็นที่มาของกระทู้นี้ค่ะ
"ชั้นมองตาเค้า ยังรู้สึกได้ว่า เค้ายังแคร์ชั้นอยู่มาก"
เพี้ยนกริบ

ฟังเพื่อนพูดอย่างนี้ ธาราสินธุ์เงียบกริบค่ะ
สรุป เป็นสายตาที่เค้ามองกลับมาสินะ ที่ทำเอาเพื่อนดิฉันไปไหนไม่รอด ถูกตรึงอยู่กับที่

คนอ่านกระทู้อาจจะคิดก็ได้ว่า "โธ่...แม่สาวช่างฝัน เอาอะไรกับแววตาผู้ชาย ??? "
เชื่อดิฉันเถอะค่ะว่า ในวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความผิดหวัง สมหวัง มาหลายรูปแบบแล้วสำหรับผู้หญิงวัยหลักสี่
เรามองโลกตามความเป็นจริงค่ะ

เวลาเพื่อนโทร.มาถามอะไร ทุกครั้งเราคุยกันแบบ ถกข้อดีข้อเสีย ทำ SWOT analysis ทั้งของตัวเองและของอีกฝ่าย
เรามองการใช้ชีวิตและสร้างความสัมพันธ์แบบ project feasibility
เราทำงาน ทำธุรกิจอย่างไร เรื่องความรักและความสัมพันธ์ก็เป็นแบบนั้น คือ ยึดความจริงใจ ซื่อสัตย์เป็นหลัก
เราอาจจะขี้เล่น ปล่อยวางได้สบายมาก แต่เราก็จริงใจและจริงจังกับการใช้ชีวิตพอสมควร ไม่มีมักง่ายเหลวไหล
ทุกอย่างต้องมีทิศทาง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ชอบเอาเปรียบใคร แต่ก็ไม่ยอมถูกเอาเปรียบเช่นกัน

เอาละ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของการชวนคุยวันนี้
ที่จะขอแชร์คือ พลังของการสื่อสารทางแววตามันสำคัญมาก และมันแรงมากจนก่อให้เกิดผลกระทบกับการตัดสินใจ

แน่นอนค่ะ ฟังเรื่องคนอื่นก็ทำให้เรานึกทบทวนย้อนกลับมาดูตัวเองได้เสมอเหมือนกัน
จำตอนที่ต้องเลิกกับคนที่เคยสนิทด้วยครั้งแรก ๆ ในชีวิตได้
สิ่งที่จำแม่นที่สุด คือ ความว่างเปล่าในดวงตา ที่ถ้าหากเราไม่โกหกตัวเอง ก็อาจจะตีความได้ไม่ยากว่า
มันแปลว่า "มันจบแล้วครับ"

วิธีการที่เรามองใคร หรือใครมองเรา มีนัยยะที่สำคัญมากในความสัมพันธ์
ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายที่ตรึงใจเราอยู่เสมอ มักเป็นคนที่ "น้อยแต่มาก" ในการแสดงออก
คนพูดน้อยบางคน สื่อสารออกมาได้มากกว่าผ่านทางแววตาและน้ำเสียง

นั่นเอง ที่ทำให้เรารับรู้ถึงความรัก ความห่วงใย ความผูกพัน ความเกลียดชัง ความเบื่อหน่าย ความริษยา ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้จะมีคำพูดแค่ไม่กี่คำหรือไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาเลยก็ตาม

ท่าทีที่แม่ค่อย ๆ คลี่ผ้าห่มห่มให้เราโดยไม่พูดอะไร
สายตาที่เรามองพ่อด้วยความชื่นชมและภูมิใจ
รอยยิ้มนิด ๆ แบบพิเศษที่เรามีให้เฉพาะบางคน

เหล่านี้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงสุขสภาวะของความสัมพันธ์ได้ชัดเจนที่สุด

ยี่สิบกว่าปีก่อน
มีหนังเรื่องหนึ่งที่นำแสดงโดย วู้ดดี้ ฮาเรลสัน , เดมี่ มัวร์ และ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด
ชื่อเรื่อง Indecent Proposal จำไม่ได้แล้วว่า ภาษาไทยแปลว่าอะไร
ดิฉันขอแปลลุ่น ๆ แบบตัวเองว่า "ข้อเสนออัปยศ" ก็แล้วกัน

เรื่องย่อ ๆ (เล่าจากความทรงจำ รายละเอียดอาจไม่เป๊ะ เก็บแต่เนื้อหาสำคัญ) คือ
เดวิด (วู้ดดี้ ฮาเรลสัน) กับ ไดอาน่า (เดมี่ มัวร์) เป็นสามีภรรยากัน  วันหนึ่งเกิดไปเสียพนันและเป็นหนี้ถึง 1 ล้านเหรียญ
เรื่องทั้งหมดอยู่ในสายตาของมหาเศรษฐีอย่างจอห์น เคจ (โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) ซึ่งถูกใจในความสวยของไดอาน่า

จอห์น ยื่นขอเสนอ จะให้เงิน 1 ล้านเหรียญ แลกกับการได้นอนกับไดอาน่า 1 คืน
ด้วยความต้องการเงิน ทั้งคู่ตกลงและคิดว่านี่คือวิธีแก้ปัญหา  และหลังจากคืนหนึ่งผ่านไป ทั้งสองจะลืมเรื่องทั้งหมดและเริ่มชีวิตใหม่

หลังจากคืนนั้นผ่านไป
แม้ปัญหาเรื่องเงินจะหมดไป แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
ทั้งเดวิดและไดอาน่าคงรู้สึกอดสู  เดวิดทรมานทั้งกับความรู้สึกอัปยศและคิดตลอดว่าไดอาน่าจะปันใจหรือเปรียบเทียบตัวเขากับอีตาเศรษฐีสามีหนึ่งคืนนั้นหรือไม่ ?

แล้วที่สุด ทั้งคู่ก็เตรียมจะเลิกกัน
อีตามหาเศรษฐีก็เริ่มจีบไดอาน่าอย่างจริงจัง จนแม่สาวเริ่มใจอ่อน
แต่ในที่สุด จอห์น ก็ตระหนักว่า ไดอาน่าจะไม่มีวันรักเขาแบบที่รักอดีตสามี จอห์นจึงจงใจพูดจาสัพยอกทำนองว่า "ไดอาน่าก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งในบรรดาสาวเงินล้านเป็นแถวที่เค้าทุ่มเงินให้เท่านั้น"

ได้ยินอย่างนั้น ไดอาน่าก็ตัดความสัมพันธ์กับจอห์นทันที
ลูกน้องจอห์นถามไปว่า ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกไป ในเมื่อจอห์นเองก็ชอบไดอาน่ามาก

คำตอบของจอห์น ทำให้ดิฉันจำมาจนบัดนี้คือ
"เธอไม่มีวันมองผมด้วยสายตาแบบเดียวกับที่มองเขาหรอก"
She will never look at me, the way she looks at him.

ฟังแล้วมันจี๊ดดดดด

เพี้ยนรู้สึกเงียบ

กลับมาที่เรื่องเบียร์ต่อ
อีกเป็นอาทิตย์ต่อ ๆ มา ดิฉันถามเบียร์ว่าเป็นไงบ้าง
เสียงเธอเซ็ง ๆ และบอกดิฉันว่า "ไม่เหมือนเดิมแล้วละ ... ชั้นดูวิธีที่เค้ามอง ชั้นก็รู้แล้ว"

.......
เหตุผลร้อยแปดก่อนหน้านั้นที่เราคุยกันมันไม่สำคัญเลย ... แววตากับวิธีการมองเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของความสัมพันธ์

 

 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่