สวัสดีค่ะ หลังจากที่ได้ติดตาม ข่าวสารบนเวปไซต์นี้มาได้สักระยะแล้ว เลยถือโอกาสมาแชร์ประสบการณ์ดีๆให้ชาวพันทิปได้ทราบกัน ก่อนอื่น ขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะค่ะ ดิฉันชื่อลลิตาค่ะ หรือเรียกว่านิวก็ได้ ป.ตรี เรียนจบจากมหาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ เอกรัสเซียศึกษา และได้มีโอกาสสอบชิงทุนของมหาลัยที่รัสเซียโดยตรง ในระดับป.โท ของคณะรัฐศาสตร์ ที่ HSE (National Research University Higher School of Economics)

(ตอนมาแลกเปลี่ยนทุนของมหาลัยธรรมศาสตร์)

และดิฉันก็เรียนจบเมื่อปีที่แล้ว 2017 แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ดิฉันได้มีโอกาสทำงานในองค์กรต่างๆ และรู้เรียนการทำงานทัวร์มาตลอดในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งได้ตัดสินใจในการก่อตั้งบริษัททัวร์ของตัวเองที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย โดยใช้ชื่อว่า ''LALATOUR" อ่านว่า ลาลาทัวร์ ไม่ต้องเติม ไม้เอก หรือวรรณยุกต์ลงไปนะคะ (จำง่ายๆ จะคล้ายกับ ลาลาลอย) การเรียนภาษาที่ 3 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกๆ อย่างจะต้องเริ่มหนึ่งใหม่หมด เหมือนเราเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ และจะมีคำถามตามมาจากชาวบ้านคือ "จบแล้ว จะไปทำงานอะไร ภาษารัสเซียเนี้ย" เพราะคนไทยรุ่นก่อนๆ จะยึดติดกับอาชีพเดิมๆ ลูกต้องเป็นหมอ อาจารย์ พยาบาล แล้วคนกลุ่มนี้คือคนที่มีความรู้ เรียนดี แต่ต้องถูกจำกัดแค่นี้ ว่าจบแล้วจะได้ไม่ต้องหางาน เพราะมีงานรอบรับเลย (ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกอาชีพ มี 2 ด้านเสมอ) นิวก็เป็นอีกคนที่ยังไม่รู้หรอก ว่าจบไปแล้วจะทำอะไร แต่กล้าที่จะทำลองทำตามหัวใจของตัวเอง และจะบอกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และมันที่ทางของชีวิตของเราเลย เพราะว่าเมื่อเรียนมาได้สักระยะ และเมื่อเราเข้าใจในภาษาแล้ว มันจะสนุก และรักในภาษานั้นๆ (ถึงแม้ว่าจะจำความยาก ในตอนต้นที่ได้พบเจอในตอนเริ่มต้นไม่ได้แล้วก็ตาม) แล้วช่วง ปี 3 ของป.ตรี ดิฉันได้สอบเพื่อขอชิงทุนไปแลกเปลี่ยนของโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ( University Mobility in Asia and the. Pacific - UMAP) ทุนหนาและดีมากค่ะ ตอนนั้นถ้าจำได้ผิด เราได้ทุนคนละ 180,000 - 200,000 บาท (แต่นศ.ต้องออกค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองก่อน และให้เก็บในเสร็จทุกๆ ใบที่ได้ออกเงินไปก่อน มาทำเป็นเอกสาร ระบึรายละเอียดต่างๆ) ซึ่งตอนนั้น เรากับเพื่อนอีกคนสอบผ่าน เลยได้ไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ และแน่นอนว่าเราได้เลือกไปรัสเซีย ก็เลือกไปเมืองเซนต์ปีเตอร์ฯ จริงๆไม่ได้เจาะจงเป็นพิเศษว่าต้องการไปเมืองไหน แต่บุพเพพามาจริงๆค่ะ เราได้ใช้ชีวิตในช่วงสั้นๆที่ประเทศรัสเซียประมาณ 4-5 เดือน จะบอกว่ามันเป็นช่วงที่สนุกและคุ้มค่ามากจริงๆ เพราะการที่เราเรียนที่ประเทศไทยกับอาจารย์คนไทย และอาจารน์ชาวรัสเซียที่มธ ต้องออกเลยว่าพอให้เจอของจริงที่รัสเซีย ที่ไม่มีอาจารย์คนไทยคอยเหลือ ชีวิตนั้นไม่ง่ายจริงๆ เรียนที่ไทย ดิฉันได้ A มาตลอด แต่พอมาเรียนจรืงๆที่นี้ ทำให้รู้ว่าความยากมันได้เพิ่มขึ้นมาก และพอยิ่งเดือนสุดท้ายก่อนกลับไทย รู้สึกใจหายมาก เพราะตอนนี้สิ่งที่รู้จากใจจริงๆคือยังไม่ต้องการกลับ (อยู่ต่อได้ไหม) เพราะก่อนกลับดิฉันได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเพื่อนรัสเซียคนหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่เรายังไม่มีโอกาสได้รู้จักกันมากกว่านี้ เพราะเขาดูน่ารัก และถูกชะตามากกกก แต่สุดท้ายเราก็ได้กลับมาที่ประเทศไทย เพื่อทำงานศึกษาต่อให้จบ จบแล้วค่ะ จบสวยๆ แต่ยังไม่ทันได้เข้าใบปริญญา กับเพื่อนๆเลย ก็ต้องบินมาเรียนต่อป.โทแบบทันที

เพราะมันเป็นช่วงต่อพอดี แต่การกลับมาครั้งนี้ มันได้เปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างไปตลอดกาล เพราะเราต้องเรียนรู้การช่วยเหลือตนเอง ต้องยื่นบนขาของตัวเองให้ได้ และต้องเรียน การเรียนป.โทของมหาลัย HSE ต้องบอกก่อนเลยว่าไม่ง่าย เพราะมหาลัยนี้ค่อนข้างทันสมัย และใส่ใจด้านการเรียน การสอนมากเรียกได้ว่าอาจารย์จะไม่หยุด หรือขาด ถ้าเรื่องนั้นไม่คอขาด บาดตายจริงๆ และในคลาสที่นิวเรียนอยู่มีเด็กต่างชาติแค่คนเดียว ซึ่งแน่นอนว่าคือนิว

) วันแรกในการไปเรียนตื่นเต้นมาก แต่พอนั่งไปได้อึ้งมาก เหมือนหูดับ ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากจะหายตัวไปจากตรงนั้น (ให้นึกภาพตามนะคะ ว่าอาจารย์พูดเร็วมาก เหมือนกำลังแร็พ และเราซึ่งไม่ชินกับการฟังภาษารัสเซีย ที่เร็วและรัวขนาดนี้) จนได้ว่ากลับไปบ้าน น้ำตาไหลเกือบทุกวัน และต้องอดหลับ อดนอน ในการอ่านนส) เพื่อโต้วาทีกับเพื่อน ในเกือบทุกๆวิชาที่มีสอน และอะไรคือการให้นำเสนองาน "Presentation" ในทุกๆ อาทิตย์ คุณพระตอนนั้นสิ่งที่อยู่ในหัวคือ "ปล่อยฉันไปปปปป 55555" มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง จำได้ดีมากคือการที่เราเดินเข้าไปหาอาจารย์ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 หลังวันที่เปิดภาคเรียนว่า ''อาจารย์ค่ะ ช่วยด้วย หนูเรียนไม่เข้าใจเลย ทุกคนดูมีความสุข และไม่ต้องพยายามในภาษาของเขา แต่หนู หนูไม่สามารถเรียนแบบนี้ได้อีกแล้ว ถ้าเรียนไป แล้วไม่เข้าใจ" ในวันนั้นอาจารย์จีงอยู่ข้างๆกัน คอยปลอบและให้กำลังใจ จนในที่สุด อาจารย์คิดวิธีการช่วยเราได้คือ การส่งตำราเรียนมาให้เราก่อนการเข้าเรียนทุกๆครั้ง เพื่อให้เราทำความเข้าใจ และตั่งแต่นั้นมา เราก็พยายามดันตัวเองและตั้วใจเรียนในภาคเรียนที่หนึ่งมาตลอด จนกระทั่งมันมีช่วงที่เหนื่อยมากๆๆๆๆ และเกิดขึ้นในทุกๆเดือน โดยเฉพาะวันนั้นของเดือน จนในที่สุด แฟนของนิว (ซึ่งก็คือคนที่นิวได้เล่าว่าเราเจอกันตอนช่วงที่นิวมาแลกเปลี่ยน) ได้ซื้อลูกสาวมาให้นิวเลี้ยงพอที่จะให้เป็นเพื่อนเล่นกับเรา ลูกสาวชื่อ "Mika" มิก้า สุนัขพันธฺ์ Russian toy terrier หลังจากนั้นคือเราก็เริ่มดีขึ้น งอนแงน้อยลง และที่สำคัญคือ แฟนน้อยใจที่ไม่มีเวลาให้เขา (หนักกว่าตอนไม่มีมิก้า) นิวรักน้องมาก จนบ้างที เรียกชื่อน้องหมากับแฟนสลับกัน แฟนชื่อมิช่า ส่วนน้องหมาชื่อมิก้า บางทีก็เผลอบอกว่ามิช่าอย่าเห่า ฮ่าาาาา พูดถึงเรียนการเรียนไปแล้ว เรามาพูดถึงเรื่องการทำงานบ้างดีกว่า ตอนแรกที่มาอยู่ที่นี้ใหม่ๆ เราจะมีกลุ่มคนไทยที่เป็นพี่ โดยแก๊งของนิวมีชื่อว่า แก๊งเดอะเป็ด ที่ใช้ชื่อนี้ จริงๆเลยมันเป็นเพราะนิวเป็นนิวซุ่มซ่าม และชอบทำเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ พี่ๆเลยเรียกเราว่าเป็ด และความที่เราไม่ต้องการเป็นเป็ดตัวเดียว เราเลยหาคนอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายๆกัน มาเป็นเป็ดด้วยกัน 🙂 OK แล้วเป็นนศ.จะหางานทำจากที่ไหน จริงๆต้องบอกก่อนว่านิวเป็นคนที่พร้อมเสมอ ถ้ามีโอกาสอะไรเข้ามา นิวก็พร้อมที่จะลงมือทำ อันนี้เป็นเป็นข้อดีที่พี่ๆเห็น เลยไว้ใจให้นิวได้ทำงาน งานมาจากไหน แน่นอนว่ามาจากรุ่นพี่ ที่เขาอยู่ก่อนเรา ดังนั้นอยู่เมืองนอก ต้องรักพี่ รักน้องนะคะ เพราะต้องทำตัวให้นอบน้อม แต่ไม่ประจบประแจง เราต้องใช้ความจริงใจเข้าหาคนอื่น และในที่สุดเราก็ได้ถูกเรียกให้ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยเขาได้ยืนข้อเสนอเงินเดือนให้ เป็นจำนวน 50,000 บาท ดีใจค่ะ รู้สึกว่าชีวิตจริงๆ กำลังเริ่มต้นแล้ว เพราะตั้งแต่โตมา เรายังไม่เคยได้สัมผัสการทำงานเริ่ม เพราะถูกสอนให้ตั้งแต่เรียน โดยคำพูดที่ครอบครัวพูดเสมอคือ "เรียนให้เก่ง เรียนให้ได้เกรดดีๆนะ" จนตอนนี้ใบปริญญา 2 ใบแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไปทำอะไร แต่ก็เรียนนะคะ เพราะสังคมไทย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าใบปริญญาคือใบเบิกทางด่านแรก โอเคกลับเข้ามาเื่องงาน นิวทำงานไปได้ปีนิดๆ พอช่วงที่จะเรียนจบ ก็ตัดสินใจออกจากงาน หัวหน้าไม่อยาหให้ออกในช่วงนั้น ถึงกับยื่นข้อเสนอว่าจะทำ Visa แบบทำงานให้ แต่คติที่ว่า "การทำงานที่ไม่ได้รัก ต่อให้อดทนแค่ไหน ถ้ามันไม่สามารถตอบโจทย์ในชีวิต และถ้ายิ่งทำให้การเดินทางไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ช้าลง ก็คงต้อง said good bye" ในช่วงที่เรียนอยู่นอกจากงานบริษัทที่ทำแล้ว นิวยังทำงานอื่นๆ ด้วย อาทิ งานล่าม งานทัวร์ เรียกได้ว่าหาตัวเองสุดๆ และที่สำคัญยังได้มาโอกาสรับใช้คนระกับประเทศ ได้เรียนรู้การปรับตัว เพื่อเข้าสังคม นอกจากนี้ ที่ประเทศรัสเซียจะมีผู้ใหญ่จากบริษัท CP ที่เข้ามาประจำการที่นี้ คอยให้งานนศ.ไทย และจัดงานในเทศกาลสำคัญให้เด็กไทยได้เจอกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ค่ะ ต้องขอชื่มชม หลังจากที่เรียนจบป.โท ตอนอายุ 24 ปี รู้สึกว่าอยากเรียนต่อ แต่พอมาคิดดูอีกที อยากทำงานอย่างจริงๆจังๆก่อน อยากค้นหาตัวเอง เพราะจริงๆแล้ว ประสบการณ์ชีวิต มันไม่ได้มีแค่ในบทเรียน โอเคหลังเรียนจบจึงตัดสินใจทำงานต่อค่ะ และมองอนาคตของตัวเองไว้ ว่าภายใน 3 ปีนี้จะต้องสร้างรากฐานของตัวเอง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด และแฟนต้องการแต่งงานแล้ว (ซึ่งหันกลับมามองที่ตัวเอง ก็ได้แต่ปฏิเสธไปในใจว่า เดี๋ยวพักก่อน)

ดังนั้นหลังจากเรียนจบ ดิฉันก็ได้ทุมเทเวลาในการทำงานทัวร์อันเป็นที่รัก มิช่าได้ไปสอบบัตรไกด์ เพื่อมาช่วยเราสานฝันในการเปิดบริษัท และการสอบบัตรไกด์ของที่รัสเซียไม่ได้ง่ายและถ้าเป็นต่างชาติบางสถานที่ถ้าจะไปสอบไกด์ต้องมี "Вид на жительство: ใบอนุญาตผู้พำนัก" และบางสถานที่ต้องมี "Russian Passport" ทุกๆสถานที่สำคัญ จะต้องมีการสอบเพื่อมีใบอนุฯในการเป็นไกด์ เผื่อท่านใด ต้องการเข้าไปดู facebook: Lalatour เที่ยวรัสเซีย สไตล์ Vip และย่าจะสอนอยู่เสมอว่า "จะทำงานอะไร ก็ต้องทำให้รู้กันไปเลย ว่างานนั้นมันตอบโจทย์ที่ตนได้วางไว้ไหม" ประมาณ 3 ปีที่ทำงานทัวร์มา นิวสามารถบอกได้เลยว่า นี้ละ คืองานที่เรารัก เพราะนิวได้เดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ เมืองใหม่ๆ ประเทศใหญ่ๆ ได้เดินทางไปกับผู้คณะผู้ใหญ่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตของผู้คน ที่แตกต่าง และหลากหลาย ได้ลองทานอาหารมื้อละหลายแสน ได้เห็นชีวิตของผู้คนที่แตกต่างกันออกไป จนทำให้เราเข้าใจ ว่าโลกใบนี้ มีผู้คนที่มีความต้องการ และความชอบที่แตกต่างกันออกไป เมื่อก่อนอาจเคบคิดว่าเงินนี้ละคือปัจจัยที่ทำให้ชีวิตมีความสุข มันคือทุกอย่าง แต่พอเรามาถึงจุดๆหนึ่ง ที่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ นั่นคือ คนใกล้ใจ คนที่เรารัก นิวเป็นคนที่บ้าการทำงานมาก แต่วันไหนไม่มีทัวร์ นิวก็จะนั่งทำงานทั้งวัน ทั้งคืน มากกว่า 10 hrs/day จนบางที ก็มีลืมคนสำคัญไปเลย แต่นิวโชคดีที่ได้เจอคนดีๆ อย่างมิช่า เพราะเขาเป็นเหมือนพ่อ มากกว่าแฟน เขาคือคนที่สอนนิวในทุกๆเรื่อง ทำกลับข้าวกินเอง เพราะนิวไม่ชอบทำกลับข้าว เพราะรู้สึกว่าเสียเวลา และถ้าวันไหนได้ออกไปทำงาน เราก็จะทานข้าวกับแขกอยู่แล้ว มิช่าคือน้ำเย็น ส่วนนิวคือน้ำร้อน ที่ร้อนมากๆๆๆ ดังนั้นเมื่อน้ำร้อนจัดๆ มาเจอกับน้ำเย็นแต่ไม่เยือก มันก็จะได้เป็นน้ำอุ่น นิวเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจสูง กล้าได้กล้าเสีย ชอบงานที่ท้าทาย และชอบเดินทาง นิวกับแฟนลงทุนกันมาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านไว้ให้คนเช่า ตอนนี้เรามีบ้าน 3 หลังแล้ว เราโชคดีที่มี ว่าที่พ่อของลูกในอนาคตอย่างเขา และโชคดีที่เขาเข้าใจเรา แม้ในวันที่เราไม่เข้าใจตัวเองก็ตาม คงเป็นเพราะเรารักกัน 🙂 โอกาสหน้าจะมาเล่าเกี่ยวกับ การลงทุน หรือไอเดียในการทำธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องมีทุนก้อนโต เพราะจริงๆแล้ว โลกนี้มีอะไรที่น่าสนใจมาก อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นโอกาสและลงมือทำก่อน และจงจำไว้เสมอว่า โอกาสมักจะมีในเวลาที่เราไม่ได้ตั้งตัว ดังนั้นเราต้องพร้อมกับทุกโอกาสที่จะเข้ามา

วันสุดท่านของการเรียนป.โท (กับความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเด็กต่างชาติคนเดียวในคลาส และได้เผยแผ่วัฒนธรรมของไทย ให้ต่างชาติได้รับรู้)

(มิตรภาพที่ไม่มีวันเก่าของเรา ต้องบอกด้วยความภาคภูมิใจว่า "Russian friends are so sincere, if you know them you will love them")

(Lalita and Misha)
เรียน รู้ (ที่จะ) รักรัสเซีย
ดังนั้นหลังจากเรียนจบ ดิฉันก็ได้ทุมเทเวลาในการทำงานทัวร์อันเป็นที่รัก มิช่าได้ไปสอบบัตรไกด์ เพื่อมาช่วยเราสานฝันในการเปิดบริษัท และการสอบบัตรไกด์ของที่รัสเซียไม่ได้ง่ายและถ้าเป็นต่างชาติบางสถานที่ถ้าจะไปสอบไกด์ต้องมี "Вид на жительство: ใบอนุญาตผู้พำนัก" และบางสถานที่ต้องมี "Russian Passport" ทุกๆสถานที่สำคัญ จะต้องมีการสอบเพื่อมีใบอนุฯในการเป็นไกด์ เผื่อท่านใด ต้องการเข้าไปดู facebook: Lalatour เที่ยวรัสเซีย สไตล์ Vip และย่าจะสอนอยู่เสมอว่า "จะทำงานอะไร ก็ต้องทำให้รู้กันไปเลย ว่างานนั้นมันตอบโจทย์ที่ตนได้วางไว้ไหม" ประมาณ 3 ปีที่ทำงานทัวร์มา นิวสามารถบอกได้เลยว่า นี้ละ คืองานที่เรารัก เพราะนิวได้เดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ เมืองใหม่ๆ ประเทศใหญ่ๆ ได้เดินทางไปกับผู้คณะผู้ใหญ่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตของผู้คน ที่แตกต่าง และหลากหลาย ได้ลองทานอาหารมื้อละหลายแสน ได้เห็นชีวิตของผู้คนที่แตกต่างกันออกไป จนทำให้เราเข้าใจ ว่าโลกใบนี้ มีผู้คนที่มีความต้องการ และความชอบที่แตกต่างกันออกไป เมื่อก่อนอาจเคบคิดว่าเงินนี้ละคือปัจจัยที่ทำให้ชีวิตมีความสุข มันคือทุกอย่าง แต่พอเรามาถึงจุดๆหนึ่ง ที่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ นั่นคือ คนใกล้ใจ คนที่เรารัก นิวเป็นคนที่บ้าการทำงานมาก แต่วันไหนไม่มีทัวร์ นิวก็จะนั่งทำงานทั้งวัน ทั้งคืน มากกว่า 10 hrs/day จนบางที ก็มีลืมคนสำคัญไปเลย แต่นิวโชคดีที่ได้เจอคนดีๆ อย่างมิช่า เพราะเขาเป็นเหมือนพ่อ มากกว่าแฟน เขาคือคนที่สอนนิวในทุกๆเรื่อง ทำกลับข้าวกินเอง เพราะนิวไม่ชอบทำกลับข้าว เพราะรู้สึกว่าเสียเวลา และถ้าวันไหนได้ออกไปทำงาน เราก็จะทานข้าวกับแขกอยู่แล้ว มิช่าคือน้ำเย็น ส่วนนิวคือน้ำร้อน ที่ร้อนมากๆๆๆ ดังนั้นเมื่อน้ำร้อนจัดๆ มาเจอกับน้ำเย็นแต่ไม่เยือก มันก็จะได้เป็นน้ำอุ่น นิวเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจสูง กล้าได้กล้าเสีย ชอบงานที่ท้าทาย และชอบเดินทาง นิวกับแฟนลงทุนกันมาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านไว้ให้คนเช่า ตอนนี้เรามีบ้าน 3 หลังแล้ว เราโชคดีที่มี ว่าที่พ่อของลูกในอนาคตอย่างเขา และโชคดีที่เขาเข้าใจเรา แม้ในวันที่เราไม่เข้าใจตัวเองก็ตาม คงเป็นเพราะเรารักกัน 🙂 โอกาสหน้าจะมาเล่าเกี่ยวกับ การลงทุน หรือไอเดียในการทำธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องมีทุนก้อนโต เพราะจริงๆแล้ว โลกนี้มีอะไรที่น่าสนใจมาก อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นโอกาสและลงมือทำก่อน และจงจำไว้เสมอว่า โอกาสมักจะมีในเวลาที่เราไม่ได้ตั้งตัว ดังนั้นเราต้องพร้อมกับทุกโอกาสที่จะเข้ามา