รัฐธรรมนูญ 2540 2550
กำหนดขั้นต่ำจำนวนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไว้ที่ 5% ของคะแนนทั้งหมด
หากพรรคใดคะแนนไม่ถึง 5% ก็ไม่นำมาคำนวณ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์
รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้
แต่ใช้คำว่า "พึงมีได้" ในการคำนวณหาว่าแต่ละพรรคควรได้ ส.ส. เท่าไร ซึ่งนั่นก็คือ "ขั้นต่ำ" นั่นเอง
(และให้สิทธิ์ ส.ส. เขตอย่างเคารพการเลือกของประชาชน)
ผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 62
คะแนนพึงมีได้ คือ 71,065 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน
คิดดูสิครับ เจ็ดหมื่นกว่า กับ สามสิบห้าล้านกว่า คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ ?
.
การอ้างเจตนารมณ์ การบอกว่า พรรคที่ได้สามหมื่นคะแนนกว่า ๆ ก็ควรมีสิทธิ์ได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์นั้น
(แถมมีข่าวว่าจะมีพรรคได้ ส.ส. อีกกว่ายี่สิบพรรค)
สนองเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญจริงหรือ ?
หากการอ้างว่า ทุกคะแนนของประชาชนมีค่า ต้องไม่ตกน้ำสูญเปล่า เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
งั้น พรรคที่ได้ต่ำกว่าสามหมื่นคะแนน หรือแม้กระทั่งพรรคที่ได้ห้าพันคะแนน ก็ต้องสมควรได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ด้วยใช่ไหม ?
.
การเลือกตั้ง คือการแข่งขัน คือการคัดเลือกโดยประชาชนเป็นผู้คัดเลือก
การแข่งขัน การเลือก ก็ย่อมต้องมีกฎ มีเกณฑ์ มีตก ไม่ผ่านเกณฑ์ มีได้ มีผ่านเกณฑ์การแข่งขัน การเลือก
หากเอาแต่อ้างถึงเจตนารมณ์ จะมีการแข่งขันทำไม มีการเลือกทำไม
ก็ให้ใครที่สมัครใจลงรับเลือกตั้ง เพียงมีคนเลือก ไม่ต้องคำนึงถึงปริมาณการเลือก ก็ได้เป็น ส.ส. ซะสิ
.
วัฒนธรรมของระบอบประชาธิปไตย คือการอิงเสียงส่วนใหญ่ ใช้เสียงส่วนใหญ่ในการสร้างฉันทานุมัติ
การเลือกตั้ง ก็คือหลักเบื้องต้นของการใช้หลักการเสียงส่วนใหญ่ ใช้เสียงส่วนใหญ่ในการคัดเลือก
ไม่ใช่อ้างแบบมั่ว ๆ ว่า ทุกเสียงต้องมีค่ามีความหมาย แล้วเหมารวมว่า ที่ได้คะแนนน้อยก็ควรมีตัวแทนเข้าสภาฯ
จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศครับ
เพราะพรรคการเมืองจะไม่แข่งขันกันในทางนโยบาย เพราะสภาฯจะกลายเป็นที่รวบรวมพรรคสารพัด ขาดหลักเสียงส่วนใหญ่
การเลือกตั้ง จะกลายเป็นการเกี๊ยะเซียะ เน้นหนักไปในการหาคะแนนเพื่อให้ได้เข้าสภาฯ เท่านั้น
การต่อรองผลประโยชน์จะนัวเนีย การกำหนดทิศทางการบริหารจะเกิดอุปสรรค ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะอ่อนแอ
ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและเต็มที่
เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบ ที่จะอ้างว่าระบบปกติไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้
.
รัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) บัญญัติไว้ชัดแล้วเรื่อง พึงมีได้ ก็อย่าไปบิดเลยครับ
กกต. มีอำนาจกำหนดวิธีการ ก็ใช่ว่าจะกำหนดอย่างไรก็ได้ ต้องกำหนดตามตัวบทรัฐธรรมนูญเท่านั้น
แม้วิธีการตีความทางกฎหมายตามระบบ civil law ที่ไทยเราใช้ จะให้ตีความควบคู่กันไปทั้งตัวอักษรและเจตนารมณ์
แต่เมื่อตัวอักษรบัญญัติชัดเจน ไม่คลุมเครือ ก็ควรเดินตามตัวอักษร เพราะระบบที่เราใช้ให้ยึดตัวอักษรอย่างเคร่งครัด
.
ใช้วิธีอื่นเถอะครับ
มี 250 เสียงในกระเป๋าแล้ว หากจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือเสียงปริ่มน้ำ ก็ต้องยอม
ไม่ต้องอยู่นาน ผ่านราชพิธีสำคัญแล้วก็ยุบสภาฯ แล้วให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้ง
ความวุ่นวายก็จะจบ ความชอบธรรมก็จะเกิด
ดีกว่าจะดันทุรังบิดซ้ายบ้ายขวา ตะแบงหน้าตะบันหลัง จนไร้หลัก
อย่าเข้ารกเข้าพงกันไปมากกว่านี้เลยครับ
.
ปวดตับ หลับ
อย่าเข้ารกเข้าพงกันไปมากกว่านี้เลยครับ .............................................................. โดย ตระกองขวัญ
กำหนดขั้นต่ำจำนวนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไว้ที่ 5% ของคะแนนทั้งหมด
หากพรรคใดคะแนนไม่ถึง 5% ก็ไม่นำมาคำนวณ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์
รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้
แต่ใช้คำว่า "พึงมีได้" ในการคำนวณหาว่าแต่ละพรรคควรได้ ส.ส. เท่าไร ซึ่งนั่นก็คือ "ขั้นต่ำ" นั่นเอง
(และให้สิทธิ์ ส.ส. เขตอย่างเคารพการเลือกของประชาชน)
ผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 62
คะแนนพึงมีได้ คือ 71,065 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน
คิดดูสิครับ เจ็ดหมื่นกว่า กับ สามสิบห้าล้านกว่า คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ ?
.
การอ้างเจตนารมณ์ การบอกว่า พรรคที่ได้สามหมื่นคะแนนกว่า ๆ ก็ควรมีสิทธิ์ได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์นั้น
(แถมมีข่าวว่าจะมีพรรคได้ ส.ส. อีกกว่ายี่สิบพรรค)
สนองเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญจริงหรือ ?
หากการอ้างว่า ทุกคะแนนของประชาชนมีค่า ต้องไม่ตกน้ำสูญเปล่า เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
งั้น พรรคที่ได้ต่ำกว่าสามหมื่นคะแนน หรือแม้กระทั่งพรรคที่ได้ห้าพันคะแนน ก็ต้องสมควรได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ด้วยใช่ไหม ?
.
การเลือกตั้ง คือการแข่งขัน คือการคัดเลือกโดยประชาชนเป็นผู้คัดเลือก
การแข่งขัน การเลือก ก็ย่อมต้องมีกฎ มีเกณฑ์ มีตก ไม่ผ่านเกณฑ์ มีได้ มีผ่านเกณฑ์การแข่งขัน การเลือก
หากเอาแต่อ้างถึงเจตนารมณ์ จะมีการแข่งขันทำไม มีการเลือกทำไม
ก็ให้ใครที่สมัครใจลงรับเลือกตั้ง เพียงมีคนเลือก ไม่ต้องคำนึงถึงปริมาณการเลือก ก็ได้เป็น ส.ส. ซะสิ
.
วัฒนธรรมของระบอบประชาธิปไตย คือการอิงเสียงส่วนใหญ่ ใช้เสียงส่วนใหญ่ในการสร้างฉันทานุมัติ
การเลือกตั้ง ก็คือหลักเบื้องต้นของการใช้หลักการเสียงส่วนใหญ่ ใช้เสียงส่วนใหญ่ในการคัดเลือก
ไม่ใช่อ้างแบบมั่ว ๆ ว่า ทุกเสียงต้องมีค่ามีความหมาย แล้วเหมารวมว่า ที่ได้คะแนนน้อยก็ควรมีตัวแทนเข้าสภาฯ
จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศครับ
เพราะพรรคการเมืองจะไม่แข่งขันกันในทางนโยบาย เพราะสภาฯจะกลายเป็นที่รวบรวมพรรคสารพัด ขาดหลักเสียงส่วนใหญ่
การเลือกตั้ง จะกลายเป็นการเกี๊ยะเซียะ เน้นหนักไปในการหาคะแนนเพื่อให้ได้เข้าสภาฯ เท่านั้น
การต่อรองผลประโยชน์จะนัวเนีย การกำหนดทิศทางการบริหารจะเกิดอุปสรรค ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะอ่อนแอ
ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและเต็มที่
เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบ ที่จะอ้างว่าระบบปกติไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้
.
รัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) บัญญัติไว้ชัดแล้วเรื่อง พึงมีได้ ก็อย่าไปบิดเลยครับ
กกต. มีอำนาจกำหนดวิธีการ ก็ใช่ว่าจะกำหนดอย่างไรก็ได้ ต้องกำหนดตามตัวบทรัฐธรรมนูญเท่านั้น
แม้วิธีการตีความทางกฎหมายตามระบบ civil law ที่ไทยเราใช้ จะให้ตีความควบคู่กันไปทั้งตัวอักษรและเจตนารมณ์
แต่เมื่อตัวอักษรบัญญัติชัดเจน ไม่คลุมเครือ ก็ควรเดินตามตัวอักษร เพราะระบบที่เราใช้ให้ยึดตัวอักษรอย่างเคร่งครัด
.
ใช้วิธีอื่นเถอะครับ
มี 250 เสียงในกระเป๋าแล้ว หากจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือเสียงปริ่มน้ำ ก็ต้องยอม
ไม่ต้องอยู่นาน ผ่านราชพิธีสำคัญแล้วก็ยุบสภาฯ แล้วให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้ง
ความวุ่นวายก็จะจบ ความชอบธรรมก็จะเกิด
ดีกว่าจะดันทุรังบิดซ้ายบ้ายขวา ตะแบงหน้าตะบันหลัง จนไร้หลัก
อย่าเข้ารกเข้าพงกันไปมากกว่านี้เลยครับ
.
ปวดตับ หลับ