ไม่รู้จะเรียกว่ากระทู้คำถามดีหรือเปล่า เอาเป็นว่าขอคำแนะนำ+ระบาย+อธิบายไปในเวลาเดียวกันเลยดีกว่า
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ไม่ได้มาแก้ตัวแก้ต่างแต่อย่างใด ไม่ได้โกรธ เกลียด หรือมีความรู้สึกด้านลบต่อพ่อแม่เลย ลักษณะนิสัยส่วนตัวเราแล้วค่อนข้างเก็บตัวพอสมควร กระทั่งกับคนในบ้าน ไม่สุงสิงกับใคร จะได้พูดคุยกับใครทีก็มีแค่ตอนเรียกให้ไปทานข้าว 3 เวลาเท่านั้น และจะเข้าสู่โหมดส่วนตัวทันที (ไม่น่าเรียกว่าพูดคุย ฮ่าๆ)
เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ปัจจุบันก็ 25 แล้ว ที่บ้านเลยชอบเรียกว่า "นางห้อง" และคนอื่นๆรอบตัวก็มักจะพูดกับท่านเสมอว่า ลูกบ้านนี้ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ไม่เที่ยวเตร่ ไม่เกเร (จริงๆแล้วเราเป็นคนอารมณ์ดีนะ เฮฮา บ้าบอตามเรื่อง) แต่เราก็สังเกตุเห็นเวลาท่านตอบท่านก็ไม่ได้ภูมิใจอะไรหรอก เจือยิ้มแห้งๆด้วยซ้ำ ท่านก็คงมีความรู้สึกเหงาบ้างหละ
เรารู้สึกเป็นหนักขึ้นตอนที่ต้องอยู่ไกลบ้าน (ชีวิตมหาลัย-ปัจจุบัน) ท่านก็คงรู้ว่าเราปรับตัวเข้าหาคนอื่นยาก ขนาดกับคนในบ้านยังขนาดนี้ กับคนนอกคงไม่รอด ท่านก็พยายามโทรศัพท์ เราก็รับบ้างไม่รับบ้าง ไลน์ ข้อความต่างๆนานาไม่ค่อยจะตอบ ทุกครั้งที่เราคุยจะรู้สึกได้เลยว่าท่านจะตื่นเต้นมาก เป็นห่วงมาก จะถามนั่นถามนี่ตลอดสาย (เท่าที่จะทำได้) เพราะเราชอบตัดสายทิ้งเสมอ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ตัดสายกลางบทสนทนาก็เคย ท่านจะพยายามหาเรื่องสำคัญเข้ามาพูดคุยก่อนเพราะถ้าพูดคุยกันตามปกติเราเคยตัดสายตั้งแต่นาทีแรกก็มี (เคยแย่มากๆตอนที่ตัดสายไปแล้วท่านโทรกลับมาถามว่าแบตเตอรี่หมดหรอ เราก็ตอบไปว่าเปล่า)
เวลามีโอกาสได้กลับบ้าน ไม่รู้จะเรียกว่าโอกาสกลับหรือเปล่า เพราะบางครั้งมีโอกาสแต่ก็ไม่กลับ นอกจากว่าจะมีเรื่องให้ต้องกลับ (ธุรกรรม เรื่องทางราชการ งานศพ ฯลฯ) หรือเมื่อขอให้กลับจริงๆ ท่านมักจะประโคมทุกสิ่งอย่างให้ ของใช้ของกิน ต้นไม้ใบหญ้า (เราชอบปลูกต้นไม้) ไม่เว้นกระทั่งเครื่องรางของขลัง ท่านคงกลัวว่าเราจะไปมีเรื่องมีราวกับคนอื่นกระมัง เพราะชีวิตความเป็นอยู่ท่านจะไม่มีโอกาสได้รู้เลย (ก็จะรู้ได้ไงหละพูดทีกลัวดอกพิกุลร่วง)
จนวันที่มาตั้งกระทู้ ด้วยวุฒิภาวะด้วยหรือเปล่าไม่รู้ ท่านก็โทรมาตามปกติคุยเรื่องราชการทหาร (เพิ่งเรียนจบ+ภาระผูกพัน 2 ปี) ทำให้เราลองมองย้อน ประกอบกับวันนี้ท่านโทรมาพอดี เลยลองมองตัวเองอีก เรายังเหมือนเดิมถามคำตอบคำ ใช่ ไม่ ครับ อืม เหมือนกับท่านคุยคนเดียวในสาย จนเมื่อเราเงียบไปสัก 20-30 วินาที ท่านก็จะรู้แล้วว่าต้องวางสายแล้วหละ
มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า เราทำร้ายจิตใจท่านไปหรือเปล่า? ท่านจะรู้สึกอย่างไร? จะแอบไปร้องไห้ไหม? จะคิดว่าเราห่างเหินไหม? เพราะเราคิดมาตลอดว่าเราอายุเท่านี้ยังมีเวลาอีกเยอะทำอะไรก็ทำยังมีเวลา มีเงินมีทองก็ส่งให้ แต่สำหรับท่านไม่ใช่เลย เวลาเหลือน้อยลงทุกวัน เราอยากให้ท่านมีความสุขกว่านี้ เป็นความสุขทางใจ ไม่ใช่แค่ความสุขทางวัตถุ
สุดท้ายหากพ่อแม่ท่านอื่นได้เห็นกระทู้นี้ หากมีลูกที่คล้ายๆผม หรือท่านที่ทุกข์ใจอยู่ อยากให้ท่านมองในมุมนี้ ให้มุมนี้ได้อธิบายเรื่องราว ไม่ต้องเศร้าเสียใจ ไม่ต้องกังวล ลูกท่านไม่ได้ โกรธแค้น เกลียดชังท่านหรอก คิดซะว่ามันเป็นเพียงลักษณะนิสัยของเขา ขอแค่ท่านพยายามเข้าใจเขาเท่านั้นเอง
ทำยังไงให้คุยกับพ่อแม่ได้มากขึ้น รู้สึกเป็นเด็กไม่รู้จักโต ตอนนี้รู้สึกทำร้ายจิตใจท่านมาก?
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ไม่ได้มาแก้ตัวแก้ต่างแต่อย่างใด ไม่ได้โกรธ เกลียด หรือมีความรู้สึกด้านลบต่อพ่อแม่เลย ลักษณะนิสัยส่วนตัวเราแล้วค่อนข้างเก็บตัวพอสมควร กระทั่งกับคนในบ้าน ไม่สุงสิงกับใคร จะได้พูดคุยกับใครทีก็มีแค่ตอนเรียกให้ไปทานข้าว 3 เวลาเท่านั้น และจะเข้าสู่โหมดส่วนตัวทันที (ไม่น่าเรียกว่าพูดคุย ฮ่าๆ)
เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ปัจจุบันก็ 25 แล้ว ที่บ้านเลยชอบเรียกว่า "นางห้อง" และคนอื่นๆรอบตัวก็มักจะพูดกับท่านเสมอว่า ลูกบ้านนี้ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ไม่เที่ยวเตร่ ไม่เกเร (จริงๆแล้วเราเป็นคนอารมณ์ดีนะ เฮฮา บ้าบอตามเรื่อง) แต่เราก็สังเกตุเห็นเวลาท่านตอบท่านก็ไม่ได้ภูมิใจอะไรหรอก เจือยิ้มแห้งๆด้วยซ้ำ ท่านก็คงมีความรู้สึกเหงาบ้างหละ
เรารู้สึกเป็นหนักขึ้นตอนที่ต้องอยู่ไกลบ้าน (ชีวิตมหาลัย-ปัจจุบัน) ท่านก็คงรู้ว่าเราปรับตัวเข้าหาคนอื่นยาก ขนาดกับคนในบ้านยังขนาดนี้ กับคนนอกคงไม่รอด ท่านก็พยายามโทรศัพท์ เราก็รับบ้างไม่รับบ้าง ไลน์ ข้อความต่างๆนานาไม่ค่อยจะตอบ ทุกครั้งที่เราคุยจะรู้สึกได้เลยว่าท่านจะตื่นเต้นมาก เป็นห่วงมาก จะถามนั่นถามนี่ตลอดสาย (เท่าที่จะทำได้) เพราะเราชอบตัดสายทิ้งเสมอ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ตัดสายกลางบทสนทนาก็เคย ท่านจะพยายามหาเรื่องสำคัญเข้ามาพูดคุยก่อนเพราะถ้าพูดคุยกันตามปกติเราเคยตัดสายตั้งแต่นาทีแรกก็มี (เคยแย่มากๆตอนที่ตัดสายไปแล้วท่านโทรกลับมาถามว่าแบตเตอรี่หมดหรอ เราก็ตอบไปว่าเปล่า)
เวลามีโอกาสได้กลับบ้าน ไม่รู้จะเรียกว่าโอกาสกลับหรือเปล่า เพราะบางครั้งมีโอกาสแต่ก็ไม่กลับ นอกจากว่าจะมีเรื่องให้ต้องกลับ (ธุรกรรม เรื่องทางราชการ งานศพ ฯลฯ) หรือเมื่อขอให้กลับจริงๆ ท่านมักจะประโคมทุกสิ่งอย่างให้ ของใช้ของกิน ต้นไม้ใบหญ้า (เราชอบปลูกต้นไม้) ไม่เว้นกระทั่งเครื่องรางของขลัง ท่านคงกลัวว่าเราจะไปมีเรื่องมีราวกับคนอื่นกระมัง เพราะชีวิตความเป็นอยู่ท่านจะไม่มีโอกาสได้รู้เลย (ก็จะรู้ได้ไงหละพูดทีกลัวดอกพิกุลร่วง)
จนวันที่มาตั้งกระทู้ ด้วยวุฒิภาวะด้วยหรือเปล่าไม่รู้ ท่านก็โทรมาตามปกติคุยเรื่องราชการทหาร (เพิ่งเรียนจบ+ภาระผูกพัน 2 ปี) ทำให้เราลองมองย้อน ประกอบกับวันนี้ท่านโทรมาพอดี เลยลองมองตัวเองอีก เรายังเหมือนเดิมถามคำตอบคำ ใช่ ไม่ ครับ อืม เหมือนกับท่านคุยคนเดียวในสาย จนเมื่อเราเงียบไปสัก 20-30 วินาที ท่านก็จะรู้แล้วว่าต้องวางสายแล้วหละ
มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า เราทำร้ายจิตใจท่านไปหรือเปล่า? ท่านจะรู้สึกอย่างไร? จะแอบไปร้องไห้ไหม? จะคิดว่าเราห่างเหินไหม? เพราะเราคิดมาตลอดว่าเราอายุเท่านี้ยังมีเวลาอีกเยอะทำอะไรก็ทำยังมีเวลา มีเงินมีทองก็ส่งให้ แต่สำหรับท่านไม่ใช่เลย เวลาเหลือน้อยลงทุกวัน เราอยากให้ท่านมีความสุขกว่านี้ เป็นความสุขทางใจ ไม่ใช่แค่ความสุขทางวัตถุ
สุดท้ายหากพ่อแม่ท่านอื่นได้เห็นกระทู้นี้ หากมีลูกที่คล้ายๆผม หรือท่านที่ทุกข์ใจอยู่ อยากให้ท่านมองในมุมนี้ ให้มุมนี้ได้อธิบายเรื่องราว ไม่ต้องเศร้าเสียใจ ไม่ต้องกังวล ลูกท่านไม่ได้ โกรธแค้น เกลียดชังท่านหรอก คิดซะว่ามันเป็นเพียงลักษณะนิสัยของเขา ขอแค่ท่านพยายามเข้าใจเขาเท่านั้นเอง