สวัสดีค่ะ
อยากมาแชร์เรื่องราวของตนเองในช่วงชีวิตกับการทำงานภาคสังคมในปีกว่าๆที่ผ่านมา โดยเป็นหนึ่งในทีมที่ก่อตั้ง
ก่อนหน้านี้ เราทำงานที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่รับเฉพาะปริญญาโทกับเอก เน้นทางวิจัย ซึ่งงานก็ดี เงินดี ที่พักฟรี ค่าข้าวถูก แต่... เรารู้สึกว่ามันไม่มีจิตวิญญาณหรือได้พัฒนาสกิลอะไรเพิ่มเท่าไหร่เลย ประจวบกับหัวหน้าเรามีไอเดียอยากทำงานภาคสังคมด้านการศึกษา คุยไปคุยมา ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัวเลยซะงั้น ตอนเริ่มใหม่ๆก็เริ่มจาก 0 จริงๆ ทุกคนมีพื้นฐานการทำงานด้านอาสาเกี่ยวกับการออกค่ายอาสา ค่ายสอน อยู่บ้าง ทีแรกก็คิดว่าหมูๆละ สบายๆ
แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะ
1. ไม่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ ไม่ได้ศึกษาพื้นฐานความรู้ของเด็กๆ รวมทั้งไม่มีความรู้ในเรื่องการออกแบบหลักสูตรการสอน เก็บตัวชี้วัด
2. ไม่มีเครื่อข่ายในงานภาคสังคมที่จะช่วยเหลือกันและกัน
3. ระบบการจัดการครูอาสาหลังบ้าน หน้าที่ต่างๆ
4.กระบวนการเทรนครูอาสา ให้เข้าใจพื้นฐานการกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก และพัฒนาองค์ความรู้ทั้งวิชาการพร้อมกับทักษะชีวิต
5. ผู้สนับสนุน
6.ยังไม่มี Relation ระหว่างชุมชน
ทีมเริ่มจาก 0 จริงๆ แต่เราก็โชคดีที่ได้รู้จักและได้รับเครื่องมือต่างๆที่ช่วยให้เราเข้าใจงานภาคสังคม จากองค์กรที่ฝากเวลาทำงานอาสา เราจึงได้เรียนรู้ว่าการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เด็กๆและครูอาสาได้ มันต้องมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเราก่อน เราต้องยอมรับตัวตนของเด็ก เรียนรู้มุมมองของเค้า เข้าใจเค้า ซึ่งจะต้องอาศัยเวลา เรียนรู้ร่วมกันทั้งเด็ก ครูอาสา ทีมงาน ครู ชุมชน
จากการทำงานปีกว่า จัดค่ายสอนหนังสือไป 3 ค่าย ทั้งระยะสั้น 1 สัปดาห์ และระยะยาว 2 เดือน เราเห็นเลยว่า เด็กๆมีความสามารถในการเรียนรู้แต่เพียงวิธีการมันไม่เหมาะสมกับทุกคน ครูที่โรงเรียนเค้าก็บ่มเพราะให้ความรู้เท่าที่จะให้ได้เพราะหน้างานก็มีงานอื่นๆที่ต้องทำ โรงเรียนที่เราจัดก็เป็นขนาดเล็ก มีครูสอนอยู่ 3-4 คน แค่อ่านออกเขียนได้นี่ก็ถือว่าเก่งแล้ว
การจะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา คิดว่ายากนะถ้าระบบต่างๆมันไม่เอื้อ แต่โรงเรียนชุมชน มีสิทธิ์เลือกที่จะดูแลเด็กๆได้ ทีมงานคิดว่าคงต้องสร้างการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมแหละ ที่จะทำให้เด็กๆเติบโต มีความคิดเลือกเส้นทางของตัวเอง ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องเรียนจบปริญญาตรีมีงานทำ ขอแค่รู้จักคิด ดูแลชีวิตตัวเองได้ก็พอแล้ว ทีมงานก็ยังคงดำเนินงานต่อไปและพัฒนาในหลายๆด้านเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เหมาะกับเด็กและครูอาสามากที่สุด
อ้อ ตอนนี้ทีมงานก็เปิดรับอาสาสมัครอยู่นะคะ สำหรับค่าย Summer ที่กำลังจะถึงนี้ ถ้าใครสนใจติดต่อหลังไมค์ได้
ฝากลิงค์กิจกรรมไว้ให้ดูกันนะค้า
https://www.youtube.com/watch?v=ibHkKvkQF7c
1 ปีกว่าๆกับการออกมาทำงานภาคสังคมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
อยากมาแชร์เรื่องราวของตนเองในช่วงชีวิตกับการทำงานภาคสังคมในปีกว่าๆที่ผ่านมา โดยเป็นหนึ่งในทีมที่ก่อตั้ง
ก่อนหน้านี้ เราทำงานที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่รับเฉพาะปริญญาโทกับเอก เน้นทางวิจัย ซึ่งงานก็ดี เงินดี ที่พักฟรี ค่าข้าวถูก แต่... เรารู้สึกว่ามันไม่มีจิตวิญญาณหรือได้พัฒนาสกิลอะไรเพิ่มเท่าไหร่เลย ประจวบกับหัวหน้าเรามีไอเดียอยากทำงานภาคสังคมด้านการศึกษา คุยไปคุยมา ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัวเลยซะงั้น ตอนเริ่มใหม่ๆก็เริ่มจาก 0 จริงๆ ทุกคนมีพื้นฐานการทำงานด้านอาสาเกี่ยวกับการออกค่ายอาสา ค่ายสอน อยู่บ้าง ทีแรกก็คิดว่าหมูๆละ สบายๆ
แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะ
1. ไม่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ ไม่ได้ศึกษาพื้นฐานความรู้ของเด็กๆ รวมทั้งไม่มีความรู้ในเรื่องการออกแบบหลักสูตรการสอน เก็บตัวชี้วัด
2. ไม่มีเครื่อข่ายในงานภาคสังคมที่จะช่วยเหลือกันและกัน
3. ระบบการจัดการครูอาสาหลังบ้าน หน้าที่ต่างๆ
4.กระบวนการเทรนครูอาสา ให้เข้าใจพื้นฐานการกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก และพัฒนาองค์ความรู้ทั้งวิชาการพร้อมกับทักษะชีวิต
5. ผู้สนับสนุน
6.ยังไม่มี Relation ระหว่างชุมชน
ทีมเริ่มจาก 0 จริงๆ แต่เราก็โชคดีที่ได้รู้จักและได้รับเครื่องมือต่างๆที่ช่วยให้เราเข้าใจงานภาคสังคม จากองค์กรที่ฝากเวลาทำงานอาสา เราจึงได้เรียนรู้ว่าการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เด็กๆและครูอาสาได้ มันต้องมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเราก่อน เราต้องยอมรับตัวตนของเด็ก เรียนรู้มุมมองของเค้า เข้าใจเค้า ซึ่งจะต้องอาศัยเวลา เรียนรู้ร่วมกันทั้งเด็ก ครูอาสา ทีมงาน ครู ชุมชน
จากการทำงานปีกว่า จัดค่ายสอนหนังสือไป 3 ค่าย ทั้งระยะสั้น 1 สัปดาห์ และระยะยาว 2 เดือน เราเห็นเลยว่า เด็กๆมีความสามารถในการเรียนรู้แต่เพียงวิธีการมันไม่เหมาะสมกับทุกคน ครูที่โรงเรียนเค้าก็บ่มเพราะให้ความรู้เท่าที่จะให้ได้เพราะหน้างานก็มีงานอื่นๆที่ต้องทำ โรงเรียนที่เราจัดก็เป็นขนาดเล็ก มีครูสอนอยู่ 3-4 คน แค่อ่านออกเขียนได้นี่ก็ถือว่าเก่งแล้ว
การจะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา คิดว่ายากนะถ้าระบบต่างๆมันไม่เอื้อ แต่โรงเรียนชุมชน มีสิทธิ์เลือกที่จะดูแลเด็กๆได้ ทีมงานคิดว่าคงต้องสร้างการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมแหละ ที่จะทำให้เด็กๆเติบโต มีความคิดเลือกเส้นทางของตัวเอง ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องเรียนจบปริญญาตรีมีงานทำ ขอแค่รู้จักคิด ดูแลชีวิตตัวเองได้ก็พอแล้ว ทีมงานก็ยังคงดำเนินงานต่อไปและพัฒนาในหลายๆด้านเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เหมาะกับเด็กและครูอาสามากที่สุด
อ้อ ตอนนี้ทีมงานก็เปิดรับอาสาสมัครอยู่นะคะ สำหรับค่าย Summer ที่กำลังจะถึงนี้ ถ้าใครสนใจติดต่อหลังไมค์ได้
ฝากลิงค์กิจกรรมไว้ให้ดูกันนะค้า
https://www.youtube.com/watch?v=ibHkKvkQF7c