กระทู้นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อ เป็นทั้งข้อคิด ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่างๆของความรู้สึกของคนที่มีอาการซึมเศร้า ซึ่งบางทีอาจจะไม่ได้เป็นโรคก็ได้ สามารถนำไปลองคิดแล้วมองคนรอบตัวคุณ ว่าเขามีอาการอะไรเช่นนี้บ้างหรือเปล่า หากมีและอาการน่าเป็นห่วง เราขอแนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์จะดีที่สุดค่ะ
เราเคยเขียนกระทู้ๆนึงเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าของเราไว้ครั้งหนึ่งแล้วตามลิ้งด้านล่าง
https://pantip.com/topic/36242598
แต่ มันยังไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดของเรื่องนี้ สาเหตุมันยังมีอีกหลังจากนั้นค่ะ
หลังจากที่เราเผชิญกับภาวะเครียดจากการเรียนที่หนักหนา การพักผ่อนไม่เพียงพอ การกดดันตัวเอง หรือเรื่องที่บ้าน
อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่คนสมัยนี้ที่ชอบเล่นโซเชียลเป็นชีวิตจิตใจ สิ่งหนึ่งที่มักจะพบก็คือ
"การพูดคุยกับคนที่รู้จักกันในโลกออนไลน์"
นี่คือสาเหตุหลักๆ หลังจากเกิดสาเหตุต่างๆที่เคยกล่าวไว้ในกระทู้ก่อนหน้า
ถามว่า มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรอ?
มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรหรอกค่ะ ถ้าเราสามารถแยกแยะเขาออกจากชีวิตประจำวันของเราได้
โดยไม่ให้เขามีอิทธิพลกับความรู้สึกของเรามากเกินไป
แต่เราไม่ได้หมายความว่า ห้ามมีความสัมพันธ์อะไรกับคนในโซเชียลเลย
เพราะยังไงโซเชียล ก็คืออีกแนวทางหนึ่งที่ทำให้เราได้พบปะผู้คน แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสารกันอยู่แล้ว
ทีนี้อะไรมันคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าและโรคย้ำคิดย้ำทำของเรากันล่ะ
จากเหตุผลต่างๆที่ทำให้เครียดในชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลบ้านแบบเรา
เมื่อเราเครียดเราย่อมต้องการคนที่เราสามารถระบายความรู้สึกได้ใช่ไหมคะ?
บางคนก็บอกว่า เพื่อนไง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่า หรือเพื่อนในมหาวิทยาลัยก็ได้
แต่สำหรับคนที่มีโลกส่วนตัวสูง หรือชอบอยู่คนเดียว รวมถึงคนที่ชอบเก็บปัญหาไว้เพียงคนเดียว
มันเป็นการยากมากที่เขาจะเปิดใจให้ใครสักคนอย่างที่เขาจะพูดทุกอย่างให้ฟังได้
แต่บางคนก็เลือกที่จะระบายลงโซเชียล หรือ หาคนที่เขาไม่ได้รู้จักตัวจริงเราระบายให้เขาฟัง
ซึ่ง เราเลือกอย่างหลัง
เราสร้าง facebook มาสองอัน อันหนึ่งไว้สำหรับชีวิตจริงของเราที่เต็มไปด้วยเพื่อนๆที่เรารู้จัก อาจารย์และญาติผู้ใหญ่ ครอบครัว
ส่วนอันที่สอง สร้างมาเพื่อเป็นที่ระบาย เสพข่าวอะไรที่ไม่เหมาะสมจะแชร์ลงไปที่เฟสหลักได้ สร้างมาเพื่อหาคนเล่นเกมด้วย
เราได้รู้จักกับคนมากมายในเฟสสำรองนี้ ซึ่งสำหรับเราก็มีทั้งได้เพื่อนทั้งดีและไม่ดี ปะปนกันไป
จนเราได้รู้จักกับคนๆหนึ่งที่เราคุยกับเขาจากเรื่องเล็กๆน้อย ปรึกษาเรื่องเรียน เพราะเรากับเขาเรียนทางด้านสายการแพทย์เหมือนกัน
ลามไปจนถึงชีวิตส่วนตัว จนสุดท้าย กลายเป็นเราเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันให้กันฟัง ซึ่งไม่ใช่แค่เล่าเฉยๆ แต่เป็นการคุยกันตลอดเวลาเลย
เขากลายเป็นคนสำคัญสำหรับเราไปแล้ว คนที่เราสามารถคุยได้ทุกเรื่องจริงๆ จนกลายเป็นเราเอาตัวผูกไว้กับเขาโดยไม่รู้ตัว
ทีนี้เกิดอะไรขึ้น? การที่เราเชื่อเขาซะทุกอย่างเพราะเขาเป็นคนสำคัญของเรา และเป็นที่พึ่งได้ของเรา การชี้นำ แนะนำของเขาทุกอย่าง
จึงกลายเป็นเรื่องถูกต้องเสียหมด แม้เราจะไม่เห็นด้วยอยู่ในใจ แต่เราก็ไม่ได้ค้านและต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้
มันเป็นมาตลอดสามปีที่เขาชี้นำเราไปในทางผิดๆ เขาตั้งกฏขึ้นมาหลายอย่าง เพื่อให้เราปฎิบัติต่อเขาแล้วเขาจะมีความสุข
ซึ่งบางอย่างมันก็ไม่สมเหตุสมผลเลยที่เราจำเป็นต้องทำตามเขา เช่น การขานรับยานๆ แบบ "ค้าบบบ" หรือแม้กระทั่งการหายไป
โดยไม่บอกเขาว่าไปทำไร หรือการที่เราลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆของเขา ทุกอย่างนี้หากเราทำไม่ได้ เขาจะโกรธเรา
และสิ่งที่เขาทำคือ "ตัดเราออกจากชีวิตเขา" นี่คือคำที่บอกเรา แล้วพูดว่าเราผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซ้ำๆให้เรารู้สึกผิดมากๆ
แล้วเขาก็บล็อคแล้วอันเฟรนเราออกจากfacebook รวมทั้ง Line ก็เช่นกัน เรารู้สึกเสียใจมาก ได้แต่คิดเรื่องคำพูดเขาอยู่ซ้ำๆ
ว่าเราผิด เราผิด เราผิดเอง ความคิดแบบนี้ หรือ ความรู้สึกผิดมันมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเราเริ่มเรียนไม่รู้เรื่อง ปล่อยตัวเอง
เอาตัวเองเข้าร้านเกมตั้งแต่เลิกเรียนจนถึงเช้า แล้วกลับหออาบน้ำไปเรียน ไม่กินไม่นอน จนเพื่อนทัก
และร้องไห้ตลอดเวลา ตลอดเวลาจริงๆนะ เพราะคำพูดของเขาที่วนในหัว
จนวันหนึ่ง จู่ๆเขาก็กลับมา กลับมาเฉยๆเลย หลังจากที่เราเสียใจอย่างมากที่เขาหายไป
เราเลยมีความสุขมากๆ แม้ว่าการกลับมาจะเพิ่มกฏขึ้นมาอีกก็ไม่เป็นไร
แต่คุณเชื่อไหม การที่เขา "ตัดเราออกจากชีวิตเขา" มันเกินขึ้นซ้ำไปซ้ำมา จนเราเรียกมันว่า "การวนลูป"
จนเราเริ่มไม่ไหว และตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทคนนึงสมัยมัธยมฟัง เพราะ การวนลูปมันเป็นอยู่ 3 ปีเลย
เพื่อนเราพยายามให้เราเลิกติดต่อกับเขาเสียที แต่เราก็ทำไม่ได้ จนถึงจุดๆหนึ่ง จุดที่เปลี่ยนเราไปตลอดชีวิต
เรามีอาการซึมเศร้าจนหมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า
เราก็เริ่มกินยามาตลอด การฝึกงานเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่มันเหมือนลูกโป่งที่อัดก๊าซเข้ามากเกินไป
แล้วมันระเบิด ระเบิดท่ามกลางที่ฝึก เพื่อนๆถึงกับต้องเรียกอาจารย์ประจำที่ฝึกมาดู และประเมินกันแล้วว่า
เราไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว เราจึงจำเป็นต้องดรอปเรียน 1 ปี เพื่อกลับไปรักษตัวที่บ้านที่นนทบุรี
หนึ่งปีที่เรากลับมาเราได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็ได้วินิจฉัยเพิ่มเติมว่า
เราเป็นโรค Bipolar เขาก็จ่ายยามาตามที่เขาวินิจฉัย แต่ปรากฏว่ามันไม่ดีขึ้นเลย และเรายังคุยกับเขาอยู่
เรากับเพื่อนตัดสินใจให้เรายุติความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนี้ลง โดยมีเพื่อนเป็นคนกลาง เพื่อให้เราเด็ดขาดฃ
และสุดท้ายเราก็ยุติได้ ตอนแรกที่ยุติ เขามาขอร้องเราว่าต้องหยุดติดต่อกันเลยหรอ หลังจากเรายื่นคำขาด เขาก็ถอย
หลังจากนั้นก็ใช่ว่าอาการจะดีขึ้น อาการกลับแย่ลงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราต้องอยู่ติดบ้านตลอด
คิดทำร้ายตัวเองตลอดเวลา คิดจะ suicide ตลอด และทำด้วยแต่ไม่สำเร็จ หมอที่เรารักษาอยู่ด้วย
เขาจึงเขียนใบส่งตัวเราไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช ใช่ค่ะ โรงพยาบาลศรีธัญญา
ตอนแรกที่เรารู้ว่าเขาจะส่งเราไปที่นั่นก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ พ่อกับแม่ก็เช่นกัน ด้วยความคิดของคนไทยว่า
การไปโรงพยาบาลศรีธัญญาคือพวกคนบ้า หรือ พวกจิตไม่ปกติเท่านั้น
การไปครั้งแรกของเราเลยค่อนข้างกังวล เมื่อเราไปถึงกลับกลายเป็นว่า ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไว้
ในโรงพยาบาลมีแต่คนสูงวัย รวมถึงคนวัยกลางคน วัยรุ่น แม้กระทั่งเด็กเล็ก และที่สำคัญคือ เขาดูปกติมากๆ
เมื่อเราไปถึงก็พบแพทย์แล้วเราทุกอย่างให้ฟัง คุณหมอก็สอบถามนั่นนี่ประกอบการวินิจฉัย แล้วก็ได้ข้อวินิจฉัยใหม่
"โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ obsessive-compulsive disorder(OCD)"
แม้เราจะเรียนสายการแพทย์มา แต่ก็ยังข้องใจกับโรคนี้ เพราะเราไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นเพราะคุณหมอทุกที่มักจะวินิจฉัยว่า
เป็นซึมเศร้า เป็นไบโพล่าร์ ซะมากกว่า เราจึงไปหาข้อมูลทั้งในหนังสือเรียน ทั้งในข้อมูลของโรงพยาบาล
ก็ค้นพบว่า
"เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีความคิดซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลใจ และมีการตอบสนองต่อความคิด ด้วยการทำพฤติกรรมซ้ำๆ เพื่อลดความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น ซึ่งตัวผู้ป่วยเองก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดและการกระทำดังกล่าวได้ และหมดเวลาไปกับอาการดังกล่าวเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานจากอาการดังกล่าว"
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05012014-1443
แล้วเราเข้าข่ายได้ยังไง เราต้องแยกก่อนว่ามันมีทั้ง ย้ำคิด และ ย้ำทำ
ในกรณีของเรา การย้ำคิด คือ ความรู้สึกผิดทั้งหมดในชีวิต เช่น การที่ไม่ตั้งใจเรียนทั้งที่ค่าเทอมแพง การที่ทำตัวไม่ดีกับเขาคนนั้น การที่ทำให้แม่ร้องไห้
เราคิดเสมออยู่ในหัว แม้ว่าเรื่องนั้นจะผ่านมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ตั้งแต่เราจำความได้ อะไรที่ผู้ใหญ่ทุกคนตอกย้ำเรา บางครั้งเด็กๆอย่างเราตอนอายุเท่านั้น
มันก็จำฝังใจ
แล้ว ย้ำทำล่ะ บางคนอาจจะรู้จักแค่การที่คนล้างมือบ่อยๆ หรือว่าการเช็คกลอนประตูบ่อยเพราะคิดว่ายังไม่ได้ล็อค มันต้องเป็นบ่อยจริงๆนะ เมื่อเราทำแล้วเราจะสบาย อาการย้ำคิดจึงจะหาย ส่วนของเราการย้ำทำของเราคือการขอโทษซ้ำๆ การทำร้ายตัวเอง การร้องไห้แบบกรีดร้องกันเลยทีเดียว
คุณหมอจึงให้เรารักษาตัวด้วยการทำการรักษาด้วยไฟฟ้า หรือ Electroconvulsive Therapy หรือเรียกสั้นๆ ว่า ECT เป็นวิธีการรักษาโดยใช้กระแสไฟฟ้า ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม แต่ไม่ต้องห่วงเขาจะฉีดยาสลบให้เราเพราะงั้นเราจะไม่รู้สึกอะไรเลย หลับทันที
โดยการทำ ECT เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้สารสื่อนำประสาทภายในสมองที่หลั่งผิดปกติได้กลับมาทำงานโดยสม่ำเสมอ เมื่อสารสื่อนำประสาทหลั่งอย่างต่อเนื่องดีแล้วกระบวนการทำงานทางจิต รวมถึงสภาวะทางอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ก็จะกลับสู่ภาวะปกติ
(ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.honestdocs.co/ect-to-reverse-symptoms-of-mental-illness หรือสามารถหางานวิจัยเรื่องนี้อ่านได้ค่ะ)
สำหรับเรา เราทำทั้งหมด 6 ครั้ง ควบคู่กับการกินยา ผลที่เกิดขึ้นคือ เราเลิกคิดเรื่องการรู้สึกผิดซ้ำๆ และ ความจำบางส่วนของเราหายไป
ซึ่งเราได้สอบถามคุณหมอแล้ว ท่านบอกว่าเป็นอาการข้างเคียงปกติของการรักษา ต้องใช้เวลาเดี๋ยวมันจะกลับมา
ช่วงที่เรารักษาตัวนี้ เราเหมือนได้สติกลับมาอีกครั้ง รู้สึกว่า การแก้ไขโรคนี้ ต้องเริ่มที่ตัวผู้ป่วยด้วย จะเอาแต่พึ่งยาไม่ได้
ยาเป็นเพียงส่วนเสริมเพื่อปรับสารเคมีในสมองให้สมดุลเท่านั้น แม้ว่าตลอดการรักษาเราจะ suicide ไปบ้าง เราจะบอกหมอทุกครั้งที่หมอนัด
หมอก็จะปรับยาให้เหมาะสมกับอาการเราไปเรื่อยๆ จนเมื่ออาการคงที่ ก็สามารถไปรับยาแบบต่อเนื่องได้
เราพักรักษาตัวกับโรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นเราก็เริ่มเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแทน
เพราะว่าเหมาะกับเราในการที่สามารถเรียนแบบอิสระได้ แม้ว่าจะยังเป็นคณะที่หนักๆเช่นเดิม
สุดท้ายนี้อยากฝากให้ทุกคนที่อ่านกระทู้นี้ ไม่ว่าตัวคุณหรือว่าคนรอบข้างคุณมีอาการที่เข้าข่าย โรคซึมเศร้า
บางครั้งบางคนเขาอาจจะไม่ถึงขั้น "เป็นโรค" และไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา อย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นโรค
เพียงเพราะคุรไปเห็นข้อมูลใน facebook ที่บางครั้งก็เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ทั้งเรื่องของโรคซึมเศร้าและไบโพล่าร์
หากคุณคิดว่าคุณเข้าข่ายจริงๆ หรือว่ารู้สึกไม่ไหวจริงๆ เราแนะนำให้พบจิตแพทย์จะเป็นการดีที่สุดค่ะ
เพราะคุณหมอเขาจะมีลิสต์ในการประเมินการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว และ บางทีอาการที่คุณเป็นอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้
เพราะงั้นจะได้รักษาให้ถูกทาง ส่วนคนที่มีเรื่องเครียดหรือเรื่องที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้ เราแนะนำอีกอย่างคือ
ปรึกษานักจิตวิทยา ซึ่งเราก้ได้ลองมาแล้ว ท่านจะให้ข้อคิดดีๆ กลับไปให้เราคิด และให้เราลองทำดู ซึ่งมันก็ได้ผลจริงเช่นกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นเราขอย้ำนะคะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาเจ้าพวกนี้ คือ ตัวคุณเอง
จากการที่ชอบอยู่คนเดียวสู่โรคซึมเศร้า และสุดท้ายจบลงที่โรคย้ำคิดย้ำทำ
เราเคยเขียนกระทู้ๆนึงเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าของเราไว้ครั้งหนึ่งแล้วตามลิ้งด้านล่าง
https://pantip.com/topic/36242598
แต่ มันยังไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดของเรื่องนี้ สาเหตุมันยังมีอีกหลังจากนั้นค่ะ
หลังจากที่เราเผชิญกับภาวะเครียดจากการเรียนที่หนักหนา การพักผ่อนไม่เพียงพอ การกดดันตัวเอง หรือเรื่องที่บ้าน
อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่คนสมัยนี้ที่ชอบเล่นโซเชียลเป็นชีวิตจิตใจ สิ่งหนึ่งที่มักจะพบก็คือ
"การพูดคุยกับคนที่รู้จักกันในโลกออนไลน์"
นี่คือสาเหตุหลักๆ หลังจากเกิดสาเหตุต่างๆที่เคยกล่าวไว้ในกระทู้ก่อนหน้า
ถามว่า มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรอ?
มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรหรอกค่ะ ถ้าเราสามารถแยกแยะเขาออกจากชีวิตประจำวันของเราได้
โดยไม่ให้เขามีอิทธิพลกับความรู้สึกของเรามากเกินไป
แต่เราไม่ได้หมายความว่า ห้ามมีความสัมพันธ์อะไรกับคนในโซเชียลเลย
เพราะยังไงโซเชียล ก็คืออีกแนวทางหนึ่งที่ทำให้เราได้พบปะผู้คน แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสารกันอยู่แล้ว
ทีนี้อะไรมันคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าและโรคย้ำคิดย้ำทำของเรากันล่ะ
จากเหตุผลต่างๆที่ทำให้เครียดในชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลบ้านแบบเรา
เมื่อเราเครียดเราย่อมต้องการคนที่เราสามารถระบายความรู้สึกได้ใช่ไหมคะ?
บางคนก็บอกว่า เพื่อนไง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่า หรือเพื่อนในมหาวิทยาลัยก็ได้
แต่สำหรับคนที่มีโลกส่วนตัวสูง หรือชอบอยู่คนเดียว รวมถึงคนที่ชอบเก็บปัญหาไว้เพียงคนเดียว
มันเป็นการยากมากที่เขาจะเปิดใจให้ใครสักคนอย่างที่เขาจะพูดทุกอย่างให้ฟังได้
แต่บางคนก็เลือกที่จะระบายลงโซเชียล หรือ หาคนที่เขาไม่ได้รู้จักตัวจริงเราระบายให้เขาฟัง
ซึ่ง เราเลือกอย่างหลัง
เราสร้าง facebook มาสองอัน อันหนึ่งไว้สำหรับชีวิตจริงของเราที่เต็มไปด้วยเพื่อนๆที่เรารู้จัก อาจารย์และญาติผู้ใหญ่ ครอบครัว
ส่วนอันที่สอง สร้างมาเพื่อเป็นที่ระบาย เสพข่าวอะไรที่ไม่เหมาะสมจะแชร์ลงไปที่เฟสหลักได้ สร้างมาเพื่อหาคนเล่นเกมด้วย
เราได้รู้จักกับคนมากมายในเฟสสำรองนี้ ซึ่งสำหรับเราก็มีทั้งได้เพื่อนทั้งดีและไม่ดี ปะปนกันไป
จนเราได้รู้จักกับคนๆหนึ่งที่เราคุยกับเขาจากเรื่องเล็กๆน้อย ปรึกษาเรื่องเรียน เพราะเรากับเขาเรียนทางด้านสายการแพทย์เหมือนกัน
ลามไปจนถึงชีวิตส่วนตัว จนสุดท้าย กลายเป็นเราเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันให้กันฟัง ซึ่งไม่ใช่แค่เล่าเฉยๆ แต่เป็นการคุยกันตลอดเวลาเลย
เขากลายเป็นคนสำคัญสำหรับเราไปแล้ว คนที่เราสามารถคุยได้ทุกเรื่องจริงๆ จนกลายเป็นเราเอาตัวผูกไว้กับเขาโดยไม่รู้ตัว
ทีนี้เกิดอะไรขึ้น? การที่เราเชื่อเขาซะทุกอย่างเพราะเขาเป็นคนสำคัญของเรา และเป็นที่พึ่งได้ของเรา การชี้นำ แนะนำของเขาทุกอย่าง
จึงกลายเป็นเรื่องถูกต้องเสียหมด แม้เราจะไม่เห็นด้วยอยู่ในใจ แต่เราก็ไม่ได้ค้านและต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้
มันเป็นมาตลอดสามปีที่เขาชี้นำเราไปในทางผิดๆ เขาตั้งกฏขึ้นมาหลายอย่าง เพื่อให้เราปฎิบัติต่อเขาแล้วเขาจะมีความสุข
ซึ่งบางอย่างมันก็ไม่สมเหตุสมผลเลยที่เราจำเป็นต้องทำตามเขา เช่น การขานรับยานๆ แบบ "ค้าบบบ" หรือแม้กระทั่งการหายไป
โดยไม่บอกเขาว่าไปทำไร หรือการที่เราลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆของเขา ทุกอย่างนี้หากเราทำไม่ได้ เขาจะโกรธเรา
และสิ่งที่เขาทำคือ "ตัดเราออกจากชีวิตเขา" นี่คือคำที่บอกเรา แล้วพูดว่าเราผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซ้ำๆให้เรารู้สึกผิดมากๆ
แล้วเขาก็บล็อคแล้วอันเฟรนเราออกจากfacebook รวมทั้ง Line ก็เช่นกัน เรารู้สึกเสียใจมาก ได้แต่คิดเรื่องคำพูดเขาอยู่ซ้ำๆ
ว่าเราผิด เราผิด เราผิดเอง ความคิดแบบนี้ หรือ ความรู้สึกผิดมันมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเราเริ่มเรียนไม่รู้เรื่อง ปล่อยตัวเอง
เอาตัวเองเข้าร้านเกมตั้งแต่เลิกเรียนจนถึงเช้า แล้วกลับหออาบน้ำไปเรียน ไม่กินไม่นอน จนเพื่อนทัก
และร้องไห้ตลอดเวลา ตลอดเวลาจริงๆนะ เพราะคำพูดของเขาที่วนในหัว
จนวันหนึ่ง จู่ๆเขาก็กลับมา กลับมาเฉยๆเลย หลังจากที่เราเสียใจอย่างมากที่เขาหายไป
เราเลยมีความสุขมากๆ แม้ว่าการกลับมาจะเพิ่มกฏขึ้นมาอีกก็ไม่เป็นไร
แต่คุณเชื่อไหม การที่เขา "ตัดเราออกจากชีวิตเขา" มันเกินขึ้นซ้ำไปซ้ำมา จนเราเรียกมันว่า "การวนลูป"
จนเราเริ่มไม่ไหว และตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทคนนึงสมัยมัธยมฟัง เพราะ การวนลูปมันเป็นอยู่ 3 ปีเลย
เพื่อนเราพยายามให้เราเลิกติดต่อกับเขาเสียที แต่เราก็ทำไม่ได้ จนถึงจุดๆหนึ่ง จุดที่เปลี่ยนเราไปตลอดชีวิต
เรามีอาการซึมเศร้าจนหมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า
เราก็เริ่มกินยามาตลอด การฝึกงานเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่มันเหมือนลูกโป่งที่อัดก๊าซเข้ามากเกินไป
แล้วมันระเบิด ระเบิดท่ามกลางที่ฝึก เพื่อนๆถึงกับต้องเรียกอาจารย์ประจำที่ฝึกมาดู และประเมินกันแล้วว่า
เราไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว เราจึงจำเป็นต้องดรอปเรียน 1 ปี เพื่อกลับไปรักษตัวที่บ้านที่นนทบุรี
หนึ่งปีที่เรากลับมาเราได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็ได้วินิจฉัยเพิ่มเติมว่า
เราเป็นโรค Bipolar เขาก็จ่ายยามาตามที่เขาวินิจฉัย แต่ปรากฏว่ามันไม่ดีขึ้นเลย และเรายังคุยกับเขาอยู่
เรากับเพื่อนตัดสินใจให้เรายุติความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนี้ลง โดยมีเพื่อนเป็นคนกลาง เพื่อให้เราเด็ดขาดฃ
และสุดท้ายเราก็ยุติได้ ตอนแรกที่ยุติ เขามาขอร้องเราว่าต้องหยุดติดต่อกันเลยหรอ หลังจากเรายื่นคำขาด เขาก็ถอย
หลังจากนั้นก็ใช่ว่าอาการจะดีขึ้น อาการกลับแย่ลงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราต้องอยู่ติดบ้านตลอด
คิดทำร้ายตัวเองตลอดเวลา คิดจะ suicide ตลอด และทำด้วยแต่ไม่สำเร็จ หมอที่เรารักษาอยู่ด้วย
เขาจึงเขียนใบส่งตัวเราไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช ใช่ค่ะ โรงพยาบาลศรีธัญญา
ตอนแรกที่เรารู้ว่าเขาจะส่งเราไปที่นั่นก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ พ่อกับแม่ก็เช่นกัน ด้วยความคิดของคนไทยว่า
การไปโรงพยาบาลศรีธัญญาคือพวกคนบ้า หรือ พวกจิตไม่ปกติเท่านั้น
การไปครั้งแรกของเราเลยค่อนข้างกังวล เมื่อเราไปถึงกลับกลายเป็นว่า ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไว้
ในโรงพยาบาลมีแต่คนสูงวัย รวมถึงคนวัยกลางคน วัยรุ่น แม้กระทั่งเด็กเล็ก และที่สำคัญคือ เขาดูปกติมากๆ
เมื่อเราไปถึงก็พบแพทย์แล้วเราทุกอย่างให้ฟัง คุณหมอก็สอบถามนั่นนี่ประกอบการวินิจฉัย แล้วก็ได้ข้อวินิจฉัยใหม่
"โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ obsessive-compulsive disorder(OCD)"
แม้เราจะเรียนสายการแพทย์มา แต่ก็ยังข้องใจกับโรคนี้ เพราะเราไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นเพราะคุณหมอทุกที่มักจะวินิจฉัยว่า
เป็นซึมเศร้า เป็นไบโพล่าร์ ซะมากกว่า เราจึงไปหาข้อมูลทั้งในหนังสือเรียน ทั้งในข้อมูลของโรงพยาบาล
ก็ค้นพบว่า
"เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีความคิดซ้ำๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลใจ และมีการตอบสนองต่อความคิด ด้วยการทำพฤติกรรมซ้ำๆ เพื่อลดความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น ซึ่งตัวผู้ป่วยเองก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดและการกระทำดังกล่าวได้ และหมดเวลาไปกับอาการดังกล่าวเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานจากอาการดังกล่าว"
ขอบคุณข้อมูลจาก https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05012014-1443
แล้วเราเข้าข่ายได้ยังไง เราต้องแยกก่อนว่ามันมีทั้ง ย้ำคิด และ ย้ำทำ
ในกรณีของเรา การย้ำคิด คือ ความรู้สึกผิดทั้งหมดในชีวิต เช่น การที่ไม่ตั้งใจเรียนทั้งที่ค่าเทอมแพง การที่ทำตัวไม่ดีกับเขาคนนั้น การที่ทำให้แม่ร้องไห้
เราคิดเสมออยู่ในหัว แม้ว่าเรื่องนั้นจะผ่านมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ตั้งแต่เราจำความได้ อะไรที่ผู้ใหญ่ทุกคนตอกย้ำเรา บางครั้งเด็กๆอย่างเราตอนอายุเท่านั้น
มันก็จำฝังใจ
แล้ว ย้ำทำล่ะ บางคนอาจจะรู้จักแค่การที่คนล้างมือบ่อยๆ หรือว่าการเช็คกลอนประตูบ่อยเพราะคิดว่ายังไม่ได้ล็อค มันต้องเป็นบ่อยจริงๆนะ เมื่อเราทำแล้วเราจะสบาย อาการย้ำคิดจึงจะหาย ส่วนของเราการย้ำทำของเราคือการขอโทษซ้ำๆ การทำร้ายตัวเอง การร้องไห้แบบกรีดร้องกันเลยทีเดียว
คุณหมอจึงให้เรารักษาตัวด้วยการทำการรักษาด้วยไฟฟ้า หรือ Electroconvulsive Therapy หรือเรียกสั้นๆ ว่า ECT เป็นวิธีการรักษาโดยใช้กระแสไฟฟ้า ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม แต่ไม่ต้องห่วงเขาจะฉีดยาสลบให้เราเพราะงั้นเราจะไม่รู้สึกอะไรเลย หลับทันที
โดยการทำ ECT เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้สารสื่อนำประสาทภายในสมองที่หลั่งผิดปกติได้กลับมาทำงานโดยสม่ำเสมอ เมื่อสารสื่อนำประสาทหลั่งอย่างต่อเนื่องดีแล้วกระบวนการทำงานทางจิต รวมถึงสภาวะทางอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ก็จะกลับสู่ภาวะปกติ
(ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/ect-to-reverse-symptoms-of-mental-illness หรือสามารถหางานวิจัยเรื่องนี้อ่านได้ค่ะ)
สำหรับเรา เราทำทั้งหมด 6 ครั้ง ควบคู่กับการกินยา ผลที่เกิดขึ้นคือ เราเลิกคิดเรื่องการรู้สึกผิดซ้ำๆ และ ความจำบางส่วนของเราหายไป
ซึ่งเราได้สอบถามคุณหมอแล้ว ท่านบอกว่าเป็นอาการข้างเคียงปกติของการรักษา ต้องใช้เวลาเดี๋ยวมันจะกลับมา
ช่วงที่เรารักษาตัวนี้ เราเหมือนได้สติกลับมาอีกครั้ง รู้สึกว่า การแก้ไขโรคนี้ ต้องเริ่มที่ตัวผู้ป่วยด้วย จะเอาแต่พึ่งยาไม่ได้
ยาเป็นเพียงส่วนเสริมเพื่อปรับสารเคมีในสมองให้สมดุลเท่านั้น แม้ว่าตลอดการรักษาเราจะ suicide ไปบ้าง เราจะบอกหมอทุกครั้งที่หมอนัด
หมอก็จะปรับยาให้เหมาะสมกับอาการเราไปเรื่อยๆ จนเมื่ออาการคงที่ ก็สามารถไปรับยาแบบต่อเนื่องได้
เราพักรักษาตัวกับโรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นเราก็เริ่มเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแทน
เพราะว่าเหมาะกับเราในการที่สามารถเรียนแบบอิสระได้ แม้ว่าจะยังเป็นคณะที่หนักๆเช่นเดิม
สุดท้ายนี้อยากฝากให้ทุกคนที่อ่านกระทู้นี้ ไม่ว่าตัวคุณหรือว่าคนรอบข้างคุณมีอาการที่เข้าข่าย โรคซึมเศร้า
บางครั้งบางคนเขาอาจจะไม่ถึงขั้น "เป็นโรค" และไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา อย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นโรค
เพียงเพราะคุรไปเห็นข้อมูลใน facebook ที่บางครั้งก็เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ทั้งเรื่องของโรคซึมเศร้าและไบโพล่าร์
หากคุณคิดว่าคุณเข้าข่ายจริงๆ หรือว่ารู้สึกไม่ไหวจริงๆ เราแนะนำให้พบจิตแพทย์จะเป็นการดีที่สุดค่ะ
เพราะคุณหมอเขาจะมีลิสต์ในการประเมินการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว และ บางทีอาการที่คุณเป็นอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้
เพราะงั้นจะได้รักษาให้ถูกทาง ส่วนคนที่มีเรื่องเครียดหรือเรื่องที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้ เราแนะนำอีกอย่างคือ
ปรึกษานักจิตวิทยา ซึ่งเราก้ได้ลองมาแล้ว ท่านจะให้ข้อคิดดีๆ กลับไปให้เราคิด และให้เราลองทำดู ซึ่งมันก็ได้ผลจริงเช่นกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นเราขอย้ำนะคะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาเจ้าพวกนี้ คือ ตัวคุณเอง