มีเรื่องนึงจะเล่าให้ฟัง

มีเรื่องนึงจะเล่าให้ฟัง

เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่
เด็กที่พบเจอกับความสูญเสียตั้งแต่วัยเยาว์
เด็กที่ดื้อรั้น หากแต่ทะเยอทะยาน และแข็งแกร่ง
และเด็กที่มุ่งมั่น จนแบกสิ่งที่หนักเกินตัวไว้บนไหล่
และเด็กที่ยะโสโอหัง ไม่แม้แต่เปิดรับใครเข้ามาในชีวิต

วันหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่ใจกลางเมือง
กลางความสับสนวุ่นวาย แต่ในใจกลับสงบนิ่ง
เธอมองเห็นคนที่ดีกว่า และมองเห็นคนที่แย่กว่า
มองเห็นคนที่สบายกว่า และมองเห็นคนที่ลำบากกว่า
เธอตระหนักถึงความหมายของคำว่า 'ชีวิต'

ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้
แต่เลือกที่จะทำ เลือกที่จะเป็นได้
นั่นคือสิ่งที่เธอคิดได้ในตอนนั้น

เธอรู้ว่าชีวิตของเธอต้องการอะไรในวันนั้น
เธอมองเห็นกำแพงสูงชันที่ล้อมกรอบตัวเอง
ปลายนิ้วสัมผัสแผ่นอิฐแข็งแกร่งที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น 
เธอบอกกับตัวเองว่า
เธออยากเป็นคนหนึ่งที่สำคัญต่อโลกนี้
อยากเป็นคนที่แม้สุดท้ายเธอตายไป
ชีวิตเธอจะไม่สูญเปล่า
การกระทำของเธอจะยังคงอยู่ เพื่อประโยชน์ 
อย่างน้อยก็เพื่อคนที่เธอรัก และโลกใบใหญ่ใบนี้

เด็กผู้หญิงคนนี้เดินตามความฝัน
ด้วยสองขา สองมือ 
และหัวใจดวงน้อยๆของตัวเธอเอง
อาจมีความช่วยเหลือเข้ามามากมาย 
แต่เธอกลับไม่เคยมองเห็น
หรืออาจจะมองเห็น 
แต่หัวใจนั้นด้านชาเกินกว่าจะยอมรับ และรู้สึก

เธอผ่านเรื่องราวมากมาย
ผ่านความเจ็บปวด
ผ่านความผิดหวัง
และความสูญเสียนับครั้งไม่ถ้วน

ความเจ็บปวดและหยิ่งยโสทำให้เธอต้องเยียวยาตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จนวันหนึ่ง มือเล็กมือนั้นเริ่มเหนื่อย เริ่มอ่อนล้า
ความกดดันที่แบกเอาไว้เริ่มหนักจนรับไม่ไหว
เธอย้อนกลับถามตัวเองว่า 
ความผิดพลาดอยู่ตรงไหนกัน
ตรงที่เธอทะเยอทะยานมากเกินไป
หรือเพราะไม่เปิดใครรับมากพอ

ลูกบิดประตูถูกปิดลง ลงกลอนอย่างเช่นทุกครั้ง
เด็กผู้หญิงนั่งอยู่ที่หน้ากระจก 
ถามตัวเองอย่างขี้ขลาดว่า ...เธอเกิดมาทำไมกัน
เกิดมาเพื่อรัก แล้วตายจาก
เกิดมาเพื่อเจ็บปวด
เกิดมาเพื่อตามฝัน
หรือเพียงแค่เกิดมาชดใช้กรรม

น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าล้างภาพทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แข็งแกร่ง ไม่เลย
เธอเพียงสร้างมันขึ้นมาลบล้างบาดแผลของตัวเอง
เธอไม่ได้หยิ่งยะโส หากเพียงแต่ขี้ขลาดเกินกว่าจะเปิดรับ คาดหวัง และเสียใจ
และสุดท้าย เธอไม่ได้เข้าใจคำว่าชีวิตแม้แต่นิด

คนเราเลือกเกิดไม่ได้
และบางที ก็เลือกที่จะเป็น 
หรือทำอย่างใจหวังไม่ได้ด้วยซ้ำ

กระจกทำหน้าที่เพียงสะท้อนภาพ
หากแต่ไม่ได้ให้คำตอบ หรือแม้แต่คำปลอบโยน

จนถึงบรรทัดนี้ รู้ไหม อะไรที่ทำให้เด็กคนนี้หยุดร้องไห้

"ความรัก"

ไม่ใช่ความรักในเชิงชู้สาว
หรือแม้กระทั่งความรักจากใครคนไหน
กำแพงของเธอยังคงหนาและสูงเกินไป
แต่ในกำแพงนี้เอง เธอได้พบความรัก
รักในชื่อของตัวเธอเอง
รักในใบหน้าของเธอเอง
รักเสียง
รักความรู้
รักความอ่อนแอของตัวเธอเอง

เธอเกิดมา เพื่อปลอบโยนคนในกระจก
เกิดมาเพื่อให้ตัวเธอเองได้รับรู้ ว่าเธอเข้มแข็งแค่ไหน
เกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมตัวเองในความเก่ง
ความดีที่เธอสั่งสมมา

แม้ไม่มีใครชื่นชม เธอชื่นชมตัวเธอเอง
แม้ไม่มีใครปลอบโยน เธอปลอบโยนตัวเธอเอง
แม่ไม่มีใครรัก เธอรักตัวเธอเอง
และสุดท้าย คนที่จะภูมิใจที่ได้เกิดมามากที่สุด
ก็คือตัวของเธอเอง

หากจิตใจไม่เข็มแข็งพอจะทำลายกำแพง
หากหวาดกลัวเกินกว่าจะได้รับความรัก
อย่างน้อยให้เธอรัก และชื่นชมตัวเธอเอง

เพราะเพียงแค่มีชีวิต ก็เท่ากับความหมายของคำว่า 'ชีวิต'

สุดท้าย เรื่องเล่าทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นจริง
สุดท้าย สิ่งที่พูดออกไปไม่เท่า 10% ที่คิด
สุดท้าย หัวใจภายหลังคีย์บอร์ดยังคงอ่อนแอเช่นเดิม

ใช้สีน้ำระบายสายฟ้า
...ให้ความแข็งกร้าว อ่อนกำลังลง
...ให้ความน่ากลัว กลายเป็นสิ่งสวยงาม

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่