ช่วงประถม 5 นอกจากการเป็นนักเรียนแล้ว ผมก็ยังมีอีกบทบาทในชีวิต คือ การเป็นเด็กวัด มีอยู่วันหนึ่งผมกับพ่อเดินผ่านวัด แล้วได้พบเจอกับหลวงพ่อที่พ่อของผมสนิทคุ้นเคยกัน พ่อของผมได้พูดคุยกับท่านตามปกติ แต่ที่ผมจับใจความได้คือหลวงพ่อได้พูดขึ้นมาว่า "โยมหลวงพ่อไม่มีเด็กช่วยตามออกไปบิณฑบาตรเลย ครูพอจะหาเด็กนักเรียนที่พอจะมาช่วยอาตมาได้บ้างไหมตอนเช้า" ที่หลวงพ่อเรียกพ่อผมว่าครู คือ พ่อของผมเป็นครู อยู่โรงเรียนใกล้ๆกับวัดแห่งนี้ พ่อของผมยืนคิดไม่ถึงนาที แล้วหันมามองผม ที่กำลังยืนดูปลาสวายในคลองข้างวัดอย่างเพลิดเพลิน แล้วพูดเสียงดังขึ้นมาว่า "มีอยู่คนหนึ่งครับหลวงพ่อ ยืนอยู่นั้นไง" ผมละสายตาจากปลาสวายในคลอง แล้วเหลียวกลับมามองทั้งสองท่าน ด้วยความมึนงง พ่อกวักมือเรียกผมให้เดินเข้าไปหา แล้วแนะนำผมกับหลวงพ่อว่า “นี่ลูกชายผม เรียนอยู่โรงเรียนติดวัดนี่แหละครับ น่าจะสะดวกที่สุด” พอพูดจบประโยคพ่อหันกลับมาบอกผมว่า “พรุ่งนี้มาช่วยหลวงพ่อบิณฑบาตตอนเช้าหน่อยนะลูก หลวงพ่อไม่มีเด็กช่วย” ผมตอบรับแบบงงๆ “ได้ครับพ่อ” เช้ามืดวันต่อมาผมไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก
เริ่มภารกิจวันแรก ผมตื่นตีห้าเป็นปกติอยู่แล้ว ผมอาบน้ำแต่งตัว ใส่ชุดนักเรียน ไปวัดแต่เช้ามืด วันแรกผมไปถึงกุฏิ หลวงพ่อท่านรออยู่แล้ว หลวงพ่อให้ผมไปเตรียมบาตรให้ท่าน จากนั้นก็จัดเตรียมที่สำหรับพระ เพื่อกลับมาฉันเช้าร่วมกัน ผมเดินเข้าไปในศาลาเพื่อจะเตรียมสิ่งต่างๆที่หลวงพ่อสั่ง ผมก็ต้องประหลาดใจ เมื่อได้เจอเพื่อนเก่าของผมสมัยป.3 ที่ผมเคยนั่งโต๊ะข้างๆกันเป็นคนแรก มันตกใจแล้วถามผมว่า “เฮ้ยมาทำอะไรวะ” ผมตอบมันว่า “หลวงพ่อขอให้กูมาช่วยเดินบิณฑบาตตอนเช้า แล้วล่ะ ไปไงมาไง ถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เพื่อนผมบอกว่ามันไม่ได้เรียนหนังสือต่อแล้ว มันมาอยู่กับพระอีกท่าน แต่ไม่ได้เดินไปบิณฑบาตรทางเดียวกันกับหลวงพ่อที่ผมมาช่วยหรอก แต่พอตอนกลับมา ก็จะมาฉันพร้อมกันที่นี่แหละ เราไม่มีเวลาไม่ได้คุยกันมาก จากนั้นเพื่อนพูดกับผมว่า "แล้วเจอกันเพื่อน กูไปก่อนนะ" แล้วมันก็รีบเดินออกไป แต่มันดูเปลี่ยนไปดูสำรวมมากขึ้น ไม่ค่อยซ่าเหมือนสมัยที่เรียนด้วยกัน สงสัยพระจะอบรมนิสัยให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมมองเพื่อนเดินจากไปและอมยิ้มเล็กน้อยด้วยความดีใจที่ได้เจอเพื่อนอีกครั้ง แล้วเห็นเพื่อนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่เสียดายที่เขาไม่ได้เรียนต่อ กลับมาเรื่องของผมต่อ วันนี้ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เดินตามพระบิณฑบาตเป็นครั้งแรก ผมถือปิ่นโตตามพระ เดินข้ามสะพานไม้ ข้ามคลอง ไปอีกฝั่ง ระยะทางไปกลับเกือบ 2 กิโลเมตร ชาวบ้านจะไม่ค่อยใส่บาตรด้วยแกงถุงเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านจะใส่จานชามออกมา แล้วผมก็จะเอาแกงใส่ปิ่นโตที่เตรียมมา นึกภาพขณะนั้น ผมมีย่ามหนึ่งใบ สองมือถือปิ่นโต ผมเดินตามหลังพระ และหมาก็ไม่กัดตามสุภาษิตไทยเลย

เพราะหมาแถวนั้นใจดี
ผมเดินผ่านบ้านเพื่อนที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันคนหนึ่ง แต่เราอยู่คนละห้องเรียน เธอจะออกมาใส่บาตรกับแม่ทุกวัน เธอน่ารัก แล้วก็ยิ้มให้ผม ทุกวัน ชวนผมคุย แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับ

ก็คุยกันแบบเพื่อน แม่เธอดูเป็นคนใจดี วันแรกแม่เธอถามหลวงพ่อไปเอาเด็กนักเรียนที่ไหมมาช่วยคะ หลวงพ่อตอบว่า “ลูกชายอาจารย์ที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ให้เขาช่วยหาเด็กให้ เขาเลยส่งลูกชายมาให้” แม่เพื่อนหันมามองผมแล้วพูดว่า “ดีแล้วลูกได้บุญนะ อาจารย์ใจดีจัง ให้ลูกมาช่วย ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ให้ลูกตื่นแต่เช้า มาลำบากเดินถือปิ่นโตเป็นกิโลแบบนี้หรอก” ผมยืนฟังเฉยๆแบบสงบเสงี่ยม แล้วก็คิดในใจแบบน้อยใจในชีวิตตัวเองเช่นกันว่า ก็ผมไม่ใช่ลูกพ่อแม่จริงๆ ผมก็เลยต้องตื่นแต่เช้ามืดมาเดินถือปิ่นโตตามพระแบบนี้ไง ส่วนลูกแท้ๆ น้องสาวสองคนก็คงยังนอนอยู่บนที่นอนนุ่มๆ หลับสบายอยู่ในตอนนี้
ผมหยุดคิดแล้วกลับมาเดินตามหลวงพ่อต่อ จนวนกลับมาถึงวัด ผมกับเพื่อนก็จะช่วยกันเตรียมสำรับอาหารไว้ให้พระฉันเช้าจนเสร็จ ผมกับเพื่อนก็จะคอยเก็บล้าง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทุกอย่าง หลวงพ่อก็จะให้อาหารไปกินที่โรงเรียน บางครั้งผมก็ได้เอากลับไปให้ที่บ้านด้วย แต่ถ้าวันหยุดที่ไม่ต้องไปโรงเรียผมก็จะมีเวลาอยู่ที่วัดได้ช่วยงานหลวงพ่อนานหน่อย บางครั้งก็มีกิจนิมนต์ไปบิณฑบาตรนั่งรถไปงานที่อื่น ผมก็จะได้ไปด้วย หลังจากกลับมาถึงวัดหลวงพ่อก็จะให้เงินผมเก็บไว้ใช้เล็กๆน้อยๆ สิบบาท ยี่สิบบาทบ้าง
ช่วงที่วัดมีงานประจำปี ตอนกลางคืนจะมีหนังกลางแปลงมาฉายให้ดูฟรี ผมเห็นมีคนเอาหนังสือพิมพ์เก่ามาขายแผ่นละบาท ให้คนใช้ปูพื้นสำหรับรองนั่ง พอดีที่บ้านผมมีหนังสือพิมพ์เหลือเยอะ ผมจึงชวนน้องผู้ชายลูกภารโรงที่อยู่บ้านติดกับบ้านผม ไปขายหนังสือพิมพ์กัน เราได้ค่าขนมจากการขายหนังสือพิมพ์ครั้งแรกของผมหลายสิบบาทเลย รู้สึกดีใจมากตอนนั้นกับธุรกิจแรกของตัวเอง
ช่วงที่ผมเป็นเด็กวัดนั้น ผมมักจะไปโรงเรียนตอนตีห้า มีอยู่วันหนึ่งผมเดินออกมาจากบ้านมาเจอลุงข้างบ้างถามว่า “จะไปไหนแต่เช้ามืดเลย โรงเรียนไกลเหรอ พึ่งตีห้า ระวังนะ เดินไปมืดๆ ระวังผีนะ เคยได้ยินไหม มีเด็กไปโรงเรียนตอนมืดๆ ไปเจอเด็กผู้หญิงนั่งหันหลังก้มหน้าอยู่ในห้องเรียน พอเด็กผู้หญิงคนนั้นหันหน้ากลับมา ไม่มีหัว หน้ากลัวมากเลย รอให้เช้าก่อน ค่อยไปก็ได้ลูก ” ผมหยุดฟังอย่างตั้งใจ ขนลุกนิดๆ แต่ผมตั้งใจจะไปแล้ว จึงเดินหน้าต่อ คิดว่าลุงคงเป็นห่วงคนมาทำอะไรผมมากกว่า เลยพูดขู่ผมเท่านั้น และอีกอย่างพ่อกับแม่ยังไม่เห็นห้ามผมเลย หรือว่าไม่ห่วงผมก็ไม่รู้ แต่มองย้อนกลับไปตอนนี้ ก็ไม่ควรออกมาเช้ามืดขนาดนั้นเพราะสังคมปัจจุบันอันตรายมาก แต่ตอนนั้นผมไม่สนใจคำเตือนของคุณลุง ผมจึงบอกกับลุงว่า “ผมจะเอากระเป๋าไปเก็บบนห้องเรียน แล้วจะออกมาวัดไปช่วยหลวงพ่อบิณฑบาตรครับ” ลุงห้ามผมไม่สำเร็จ ได้แต่บอกว่า ระวังตัวด้วยนะลูก ห้องเรียนของผมอยู่ชั้น 5 อาคารนี้มี 5 ชั้น ไม่มีลิฟ ผมเดินขึ้นไปมืดๆ คนเดียว ขนแขนมันลุก คิดถึงที่ลุงพูด ผมค่อยๆมองไปรอบๆตัว อารมณ์ตอนนั้นแบบกล้าๆกลัวๆ จะเดินต่อหรือถอยหลังกลับบ้านดี แต่สุดท้ายผมก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียน ผมค่อยๆผลักประตูห้องเรียนเข้าไป ในใจคิดว่า อย่าเจออะไรตามที่ลุงพูดนะ ถ้าเปิดไปเจอ.......... กูจะทำยังไงนี่.......พอเปิดประตูออกไปเต็มๆก็เจอ.......โต๊ะกับเก้าอี้และก็กระดานดำตามปกติ
ผมเป็นเด็กวัดได้ปีเดียวจนจบป.5 ก็ไม่ได้ช่วยหลวงพ่อต่อ เพราะผมต้องย้ายบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร พ่อของผมบอกกับหลวงพ่อว่าต้องย้ายไปอยู่บ้านพักครูหลังใหม่ อยู่หลังโรงเรียนแห่งใหม่ที่พ่อสอน ไกลจากวัด เด็กคงเดินทางมาช่วยหลวงพ่อลำบาก จึงเป็นเหตุให้ภารกิจเด็กวัดของผมสิ้นสุดลง
ก่อนผมจะย้ายบ้านผมได้ซื้อเค้กมาเลี้ยงเพื่อนๆ น้องๆ พวกเด็กวัดด้วยกัน บนโป๊ะในคลองหลังวัด เนื่องในวันเกิดผมครบรอบ 11 ขวบพอดี เหตุผลเพราะผมรู้สึกน้อยใจที่ปีนี้พ่อแม่ไม่ได้จัดงานวันเกิดให้ผมเหมือนทุกปี วันนั้นน่าจะประมาณทุ่มกว่าๆ ผมชวนเด็กวัดทุกคนมาที่โป๊ะหลังวัด ผมเอาเงินที่ผมเก็บไว้ ไปซื้อน้ำอัดลมกับเค้กกล่องใหญ่มาหนึ่งกล่องราคาถูกๆตามอัตภาพ ในกล่องนั้นมีเค้กเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆหลายๆชิ้น ผมปั่นจักรยานไปซื้อกับเพื่อนคนที่เรียนป.3 กับผม พอกลับมาถึงวัดเพื่อนของผมอาสาไปหาเทียนมาจุดรอบโป๊ะสร้างบรรยากาศให้ ผมรู้สึกประทับใจมาก การจัดงานวันเกิด บนโป๊ะครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตผม ที่ผมไม่มีวันลืมได้เลยจนถึงทุกวันนี้ เพื่อนผมบอกกับเด็กวัดทุกคนว่า "วันนี้เพื่อนกูจะเลี้ยงวันเกิด พวกมากินเค้กกัน มาสนุกกัน มาอวยพรให้เพื่อนกูหน่อย" ดูเพื่อนผมคนนี้ค่อนข้างจะทรงอิทธิพลมากเลยในหมู่เด็กวัด ผมบอกกับเพื่อนๆเด็กวัดทุกคนว่า "กูคงไม่ได้เจอพวกอีก และคงไม่ได้มาช่วยหลวงพ่อบิณฑบาตรอีกแล้ว เพราะกูต้องย้ายบ้าน วันนี้กูขอเลี้ยงเค้กส่งท้ายทุกคนแล้วกัน" เพื่อนของผมเดินเข้ามาพูดกับผมว่า "กูไม่เคยคิดว่าจะได้เจออีกแต่กูก็ได้มาเจอออีก แม้เป็นแค่เวลาสั้นๆ แต่กูก็รู้สึกดีมากๆที่ได้เจอในครั้งนี้ ดีกว่าตอนสมัยเรียนด้วยกันอีก อนาคตกูไม่รู้จะเป็นยังไงต่อ จะอยู่ที่วัดนี้ไปถึงเมื่อไหร่หรือจะไปไหนต่อก็ไม่รู้ ยังมีอนาคตที่ดีกว่ากู ยังไงกูขอให้โชคดีเพื่อน ถ้าผ่านมาทางนี้ก็แวะมาหากูบ้างนะ" เพื่อนของผมเอื้อมมือมากอดเพื่อลาผม หลังจากนั้นเด็กวัดทุกคนอวยพรวันเกิดให้ผม ขอให้ผมโชคดี คืนนั้นเป็นงานวันเกิดเล็กๆบนโป๊ะ ครั้งแรกและครั้งเดียวของผมกับเด็กวัด ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความสนุกสนานจากมิตรภาพแบบเด็กๆที่มีให้กัน เด็กที่มีหัวใจอ้างว้างเมือนกัน ได้มารวมกัน เติมช่องว่างให้กัน ความสุขสั้นๆแต่มีความหมายยาวนานจนถึงวันนี้ สุดท้ายของตอนนี้ ผมขอฝากไว้ว่าอย่าปล่อยให้เด็กถูกทอดทิ้งและเผชิญกับความอ้างว้างบนโลกใบนี้เพียงลำพัง จนต้องให้หลวงพ่อดูแลแทนเลยครับ ถ้าเลือกได้เด็กทุกคนคงอยากอยู่กับพ่อแม่ที่แท้จริงมากที่สุด (โปรดติดตามตอนต่อไป.....)
ใกล้จันทร์
รอแสงตะวันส่องมาที่ฉัน EP11 "วิถีเด็กวัด"
เริ่มภารกิจวันแรก ผมตื่นตีห้าเป็นปกติอยู่แล้ว ผมอาบน้ำแต่งตัว ใส่ชุดนักเรียน ไปวัดแต่เช้ามืด วันแรกผมไปถึงกุฏิ หลวงพ่อท่านรออยู่แล้ว หลวงพ่อให้ผมไปเตรียมบาตรให้ท่าน จากนั้นก็จัดเตรียมที่สำหรับพระ เพื่อกลับมาฉันเช้าร่วมกัน ผมเดินเข้าไปในศาลาเพื่อจะเตรียมสิ่งต่างๆที่หลวงพ่อสั่ง ผมก็ต้องประหลาดใจ เมื่อได้เจอเพื่อนเก่าของผมสมัยป.3 ที่ผมเคยนั่งโต๊ะข้างๆกันเป็นคนแรก มันตกใจแล้วถามผมว่า “เฮ้ยมาทำอะไรวะ” ผมตอบมันว่า “หลวงพ่อขอให้กูมาช่วยเดินบิณฑบาตตอนเช้า แล้วล่ะ ไปไงมาไง ถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เพื่อนผมบอกว่ามันไม่ได้เรียนหนังสือต่อแล้ว มันมาอยู่กับพระอีกท่าน แต่ไม่ได้เดินไปบิณฑบาตรทางเดียวกันกับหลวงพ่อที่ผมมาช่วยหรอก แต่พอตอนกลับมา ก็จะมาฉันพร้อมกันที่นี่แหละ เราไม่มีเวลาไม่ได้คุยกันมาก จากนั้นเพื่อนพูดกับผมว่า "แล้วเจอกันเพื่อน กูไปก่อนนะ" แล้วมันก็รีบเดินออกไป แต่มันดูเปลี่ยนไปดูสำรวมมากขึ้น ไม่ค่อยซ่าเหมือนสมัยที่เรียนด้วยกัน สงสัยพระจะอบรมนิสัยให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมมองเพื่อนเดินจากไปและอมยิ้มเล็กน้อยด้วยความดีใจที่ได้เจอเพื่อนอีกครั้ง แล้วเห็นเพื่อนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่เสียดายที่เขาไม่ได้เรียนต่อ กลับมาเรื่องของผมต่อ วันนี้ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เดินตามพระบิณฑบาตเป็นครั้งแรก ผมถือปิ่นโตตามพระ เดินข้ามสะพานไม้ ข้ามคลอง ไปอีกฝั่ง ระยะทางไปกลับเกือบ 2 กิโลเมตร ชาวบ้านจะไม่ค่อยใส่บาตรด้วยแกงถุงเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านจะใส่จานชามออกมา แล้วผมก็จะเอาแกงใส่ปิ่นโตที่เตรียมมา นึกภาพขณะนั้น ผมมีย่ามหนึ่งใบ สองมือถือปิ่นโต ผมเดินตามหลังพระ และหมาก็ไม่กัดตามสุภาษิตไทยเลย
ผมเดินผ่านบ้านเพื่อนที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันคนหนึ่ง แต่เราอยู่คนละห้องเรียน เธอจะออกมาใส่บาตรกับแม่ทุกวัน เธอน่ารัก แล้วก็ยิ้มให้ผม ทุกวัน ชวนผมคุย แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับ
ผมหยุดคิดแล้วกลับมาเดินตามหลวงพ่อต่อ จนวนกลับมาถึงวัด ผมกับเพื่อนก็จะช่วยกันเตรียมสำรับอาหารไว้ให้พระฉันเช้าจนเสร็จ ผมกับเพื่อนก็จะคอยเก็บล้าง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทุกอย่าง หลวงพ่อก็จะให้อาหารไปกินที่โรงเรียน บางครั้งผมก็ได้เอากลับไปให้ที่บ้านด้วย แต่ถ้าวันหยุดที่ไม่ต้องไปโรงเรียผมก็จะมีเวลาอยู่ที่วัดได้ช่วยงานหลวงพ่อนานหน่อย บางครั้งก็มีกิจนิมนต์ไปบิณฑบาตรนั่งรถไปงานที่อื่น ผมก็จะได้ไปด้วย หลังจากกลับมาถึงวัดหลวงพ่อก็จะให้เงินผมเก็บไว้ใช้เล็กๆน้อยๆ สิบบาท ยี่สิบบาทบ้าง
ช่วงที่วัดมีงานประจำปี ตอนกลางคืนจะมีหนังกลางแปลงมาฉายให้ดูฟรี ผมเห็นมีคนเอาหนังสือพิมพ์เก่ามาขายแผ่นละบาท ให้คนใช้ปูพื้นสำหรับรองนั่ง พอดีที่บ้านผมมีหนังสือพิมพ์เหลือเยอะ ผมจึงชวนน้องผู้ชายลูกภารโรงที่อยู่บ้านติดกับบ้านผม ไปขายหนังสือพิมพ์กัน เราได้ค่าขนมจากการขายหนังสือพิมพ์ครั้งแรกของผมหลายสิบบาทเลย รู้สึกดีใจมากตอนนั้นกับธุรกิจแรกของตัวเอง
ช่วงที่ผมเป็นเด็กวัดนั้น ผมมักจะไปโรงเรียนตอนตีห้า มีอยู่วันหนึ่งผมเดินออกมาจากบ้านมาเจอลุงข้างบ้างถามว่า “จะไปไหนแต่เช้ามืดเลย โรงเรียนไกลเหรอ พึ่งตีห้า ระวังนะ เดินไปมืดๆ ระวังผีนะ เคยได้ยินไหม มีเด็กไปโรงเรียนตอนมืดๆ ไปเจอเด็กผู้หญิงนั่งหันหลังก้มหน้าอยู่ในห้องเรียน พอเด็กผู้หญิงคนนั้นหันหน้ากลับมา ไม่มีหัว หน้ากลัวมากเลย รอให้เช้าก่อน ค่อยไปก็ได้ลูก ” ผมหยุดฟังอย่างตั้งใจ ขนลุกนิดๆ แต่ผมตั้งใจจะไปแล้ว จึงเดินหน้าต่อ คิดว่าลุงคงเป็นห่วงคนมาทำอะไรผมมากกว่า เลยพูดขู่ผมเท่านั้น และอีกอย่างพ่อกับแม่ยังไม่เห็นห้ามผมเลย หรือว่าไม่ห่วงผมก็ไม่รู้ แต่มองย้อนกลับไปตอนนี้ ก็ไม่ควรออกมาเช้ามืดขนาดนั้นเพราะสังคมปัจจุบันอันตรายมาก แต่ตอนนั้นผมไม่สนใจคำเตือนของคุณลุง ผมจึงบอกกับลุงว่า “ผมจะเอากระเป๋าไปเก็บบนห้องเรียน แล้วจะออกมาวัดไปช่วยหลวงพ่อบิณฑบาตรครับ” ลุงห้ามผมไม่สำเร็จ ได้แต่บอกว่า ระวังตัวด้วยนะลูก ห้องเรียนของผมอยู่ชั้น 5 อาคารนี้มี 5 ชั้น ไม่มีลิฟ ผมเดินขึ้นไปมืดๆ คนเดียว ขนแขนมันลุก คิดถึงที่ลุงพูด ผมค่อยๆมองไปรอบๆตัว อารมณ์ตอนนั้นแบบกล้าๆกลัวๆ จะเดินต่อหรือถอยหลังกลับบ้านดี แต่สุดท้ายผมก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียน ผมค่อยๆผลักประตูห้องเรียนเข้าไป ในใจคิดว่า อย่าเจออะไรตามที่ลุงพูดนะ ถ้าเปิดไปเจอ.......... กูจะทำยังไงนี่.......พอเปิดประตูออกไปเต็มๆก็เจอ.......โต๊ะกับเก้าอี้และก็กระดานดำตามปกติ
ผมเป็นเด็กวัดได้ปีเดียวจนจบป.5 ก็ไม่ได้ช่วยหลวงพ่อต่อ เพราะผมต้องย้ายบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร พ่อของผมบอกกับหลวงพ่อว่าต้องย้ายไปอยู่บ้านพักครูหลังใหม่ อยู่หลังโรงเรียนแห่งใหม่ที่พ่อสอน ไกลจากวัด เด็กคงเดินทางมาช่วยหลวงพ่อลำบาก จึงเป็นเหตุให้ภารกิจเด็กวัดของผมสิ้นสุดลง
ก่อนผมจะย้ายบ้านผมได้ซื้อเค้กมาเลี้ยงเพื่อนๆ น้องๆ พวกเด็กวัดด้วยกัน บนโป๊ะในคลองหลังวัด เนื่องในวันเกิดผมครบรอบ 11 ขวบพอดี เหตุผลเพราะผมรู้สึกน้อยใจที่ปีนี้พ่อแม่ไม่ได้จัดงานวันเกิดให้ผมเหมือนทุกปี วันนั้นน่าจะประมาณทุ่มกว่าๆ ผมชวนเด็กวัดทุกคนมาที่โป๊ะหลังวัด ผมเอาเงินที่ผมเก็บไว้ ไปซื้อน้ำอัดลมกับเค้กกล่องใหญ่มาหนึ่งกล่องราคาถูกๆตามอัตภาพ ในกล่องนั้นมีเค้กเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆหลายๆชิ้น ผมปั่นจักรยานไปซื้อกับเพื่อนคนที่เรียนป.3 กับผม พอกลับมาถึงวัดเพื่อนของผมอาสาไปหาเทียนมาจุดรอบโป๊ะสร้างบรรยากาศให้ ผมรู้สึกประทับใจมาก การจัดงานวันเกิด บนโป๊ะครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตผม ที่ผมไม่มีวันลืมได้เลยจนถึงทุกวันนี้ เพื่อนผมบอกกับเด็กวัดทุกคนว่า "วันนี้เพื่อนกูจะเลี้ยงวันเกิด พวกมากินเค้กกัน มาสนุกกัน มาอวยพรให้เพื่อนกูหน่อย" ดูเพื่อนผมคนนี้ค่อนข้างจะทรงอิทธิพลมากเลยในหมู่เด็กวัด ผมบอกกับเพื่อนๆเด็กวัดทุกคนว่า "กูคงไม่ได้เจอพวกอีก และคงไม่ได้มาช่วยหลวงพ่อบิณฑบาตรอีกแล้ว เพราะกูต้องย้ายบ้าน วันนี้กูขอเลี้ยงเค้กส่งท้ายทุกคนแล้วกัน" เพื่อนของผมเดินเข้ามาพูดกับผมว่า "กูไม่เคยคิดว่าจะได้เจออีกแต่กูก็ได้มาเจอออีก แม้เป็นแค่เวลาสั้นๆ แต่กูก็รู้สึกดีมากๆที่ได้เจอในครั้งนี้ ดีกว่าตอนสมัยเรียนด้วยกันอีก อนาคตกูไม่รู้จะเป็นยังไงต่อ จะอยู่ที่วัดนี้ไปถึงเมื่อไหร่หรือจะไปไหนต่อก็ไม่รู้ ยังมีอนาคตที่ดีกว่ากู ยังไงกูขอให้โชคดีเพื่อน ถ้าผ่านมาทางนี้ก็แวะมาหากูบ้างนะ" เพื่อนของผมเอื้อมมือมากอดเพื่อลาผม หลังจากนั้นเด็กวัดทุกคนอวยพรวันเกิดให้ผม ขอให้ผมโชคดี คืนนั้นเป็นงานวันเกิดเล็กๆบนโป๊ะ ครั้งแรกและครั้งเดียวของผมกับเด็กวัด ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความสนุกสนานจากมิตรภาพแบบเด็กๆที่มีให้กัน เด็กที่มีหัวใจอ้างว้างเมือนกัน ได้มารวมกัน เติมช่องว่างให้กัน ความสุขสั้นๆแต่มีความหมายยาวนานจนถึงวันนี้ สุดท้ายของตอนนี้ ผมขอฝากไว้ว่าอย่าปล่อยให้เด็กถูกทอดทิ้งและเผชิญกับความอ้างว้างบนโลกใบนี้เพียงลำพัง จนต้องให้หลวงพ่อดูแลแทนเลยครับ ถ้าเลือกได้เด็กทุกคนคงอยากอยู่กับพ่อแม่ที่แท้จริงมากที่สุด (โปรดติดตามตอนต่อไป.....)
ใกล้จันทร์