สวัสดีค่ะทุกคน ช่วงนี้คงได้ยินข่าวคราวเรื่องโรคซึมศร้ากันบ่อยๆใช่มั้ยคะ
เราเองก็มีเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามาเล่ามาแชร์ให้ฟังค่ะ เป็นเรื่องของเราเองที่ได้ไปรักษาโรคซึมเศร้ามาค่ะ เรื่องของเราอาจจะยาวเรื่อยเปื่อยไปหน่อย เพราะไม่อยากให้เครียดกัน ต้องขอโทษล่วงหน้าเลยนะคะ
พอดีวันนี้ไปพบหมอตามนัดมา เลยมีความรู้สึกว่าอยากจะบอกเล่าความรู้สึกในวันนี้ให้เพื่อนๆคนไหนที่ยังลังเลใจอยู่ว่า เอ๋ เราจะเป็นมั้ย เราเข้าข่ายรึเปล่า หรือคิดว่าเป็นอยู่แต่ไม่กล้าไปรักษา เพราะกลัวคนรอบข้างไม่เข้าใจ บวกกับวันนี้ เราลืมเล่าให้หมอฟังเรื่องความรู้สึกของเราในช่วงที่ผ่านมาเพราะวันนี้คนเยอะค่ะ พอคนเยอะก็รอนาน รอนานก็ง่วง ตอนจะได้เจอหมอก็เห็นแฟ้มคนไข้ของหมอที่รอตรวจอีกเป็นตั้ง แล้วพอเข้าไปเจอหมอก็เลยสตั๊นท์ไปเลยค่ะ พูดกับหมอไม่รู้เรื่องเลย ฮ่า เลยบอกหมอไปว่า ขอโทษค่ะ หนูพูดไม่รู้เรื่องเพราะหนูง่วง หมอก็แปลกใจค่ะ นึกว่าเราง่วงเพราะผลข้างเคียงของยา แต่เปล่าค่ะ เราแค่ง่วงเพราะแอร์ของ รพ.มันเย็นเกินไป รอนานๆเข้า ตามันก็เลยปรือๆลิ้นก็พันกันหน่อยๆ 5555
เล่าเรื่อยเปื่อยไปตั้ง 1 ย่อหน้า ไม่ได้สาระเลย ฮ่าๆ อย่าเพิ่งรำคาญกันนะคะ TT
จริงๆแล้วเราทำงานเกี่ยวกับด้านสุขภาพอยู่แล้วค่ะ เราพอจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเนี่ย ต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแน่ๆ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทั้งงาน เราทำงานหลายหน้าที่ค่ะ พอดีที่ทำงานคนไม่พอ และหน้าที่นึงของเราที่ทำให้มีปัญหาก็คือหน้าที่ โอเปอเรเตอร์ค่ะ เราไม่ได้ประจำโอเปอเรเตอร์ตลอดนะคะ แต่อยู่เวรเป็นเดือนๆ เมื่อก่อน2เดือนพัก1เดือน เดี๋ยวนี้ดีหน่อย1เดือนพัก2เดือน แต่ว่าเราก็ต้องรับอารมณ์คนที่ติดต่อเข้ามาตลอด จนบางทีก็เผลอคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ โดนร้องเรียนกันไปก็มี ทั้งพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่นนัก พ่อแม่ไม่ได้หย่าร้างกัน แต่ก็มีปัญหากันตลอด ไหนจะฐานะทางการเงินที่บ้านก็ไม่ค่อยดี ทั้งเรื่องเพื่อนที่กลายเป็นปมในใจยันทุกวันนี้ เราเคยมีปัญหาเมื่อตอน ม.ปลาย จนคุณครูต้องเรียกผู้ปกครองไปพบ และแนะนำให้พาเราไปหาจิตแพทย์ แต่ตอนนั้นชื่อโรคซึมเศร้ายังไม่เป็นที่แพร่หลายค่ะ ข้อมูลความรู้อะไรก็ยังไม่ค่อยมีคนแนะนำกันเท่าไหร่ พอเราได้มาทำงานเกี่ยวกับด้านสุขภาพก็เลยพอจะเดาตัวเองได้ว่า ใช่ ต้องใช่แน่ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก ต้องให้เธอแก้ //เดี๋ยว!!
เราไม่รู้จะเริ่มเล่าที่ตรงไหนดี เพราะมาคิดๆดูแล้วเรื่องมันดูอิรุงตุงนัง ไปหมด งั้นขอเริ่มที่การไปหาหมอครั้งแรกของเราก่อนแล้วกันนะคะ เราเริ่มไปหาจิตแพทย์เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 61 ค่ะ
ตอนที่ตัดสินใจไปเพราะช่วงนั้นเราอารมณ์แปรปรวนสุดๆเลยค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากงานที่ทำส่วนนึงด้วย เวลาโกรธก็เกรี้ยวกราดรุนแรง เวลาเศร้าหรือฟังเรื่องเศร้าของคนอื่นก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง เวลาฟังเรื่องสนุกๆตลกๆก็หัวเราะเสียงดังลั่นทั้งๆที่เรื่องมันไม่ได้ขำอะไรมากเลย ที่สำคัญคือเหมือนมีความรู้สึกอะไรบางอย่างติดอยู่ในใจตลอดเวลา เวลาไปทำงานก็พูดกับพี่ที่ทำงานประจำว่า พี่ๆวันนี้หนูเศร้า หนูไม่มีความสุขเลย เหมือนมันมีจุดสีดำๆอยู่ในใจหนู จนพี่ที่ทำงานขำ เพราะเวลาที่เราเรียกพี่เค้า พี่เค้าจะรู้เลยแล้วหันมาพูดว่า วันนี้หนูมีจุดดำๆอยู่ในใจอีกแล้วใช่มั้ย
ฟังๆดูมันอาจจะเหมือนไม่มีอะไรนะคะ ถ้าคนทั่วไปอาจจะคิดว่าใครๆก็เป็นกัน ก็คนมันโกรธไง ก็ฟังเรื่องเศร้ามานี่ก็ต้องเศร้าสิ แต่มันมีเหตุการณ์นึงที่ทำเอาเราสะดุดไปเลยจนคิดว่าเราไม่ไหวละ คือ พี่ที่ทำงานคนนึงมีลูกเล็กประมาณ 2-3ขวบ แล้วน้องก็ค่อนข้างซนมาก เอาดินสอมาเขียนกระเป๋าผ้าของพี่อีกคนนึง เราก็คิดแหละค่ะว่าเด็กอ่ะ ไม่เป็นไรหรอก แต่เรากับพี่ๆอีกสองสามคนมองหน้ากันแล้วก็ตกลงว่า ยังไงเราก็ต้องดุน้องแหละ อย่างน้อยก็ต้องให้รู้ว่าน้องทำผิด พอทุกคนพยักหน้า เราก็เลยเรียกชื่อน้องเสียงดังค่ะ เสียงดุด้วย น้องก็ตกใจ ปกติน้องไม่เคยกลัวเราเลยค่ะ น้องชอบเล่นกับเรามาก แต่ตอนนั้นน้องสะดุ้งและไม่กล้ามองหน้าเรา และจะร้องไห้ แล้วคือคนอื่นๆในที่ทำงานก็หันมามองเราเป็นตาเดียว แม่ของน้องก็ตกใจตามไปด้วย ถามว่าน้องทำอะไรผิดมา จะให้น้องขอโทษ เราก็บอกแม่น้องค่ะว่าเราจะแกล้งดุน้องเฉยๆ แต่น้องกลัวเราไปแล้วค่ะ ไม่มองหน้าเราเลยTT แล้วคือเราก็รู้สึกผิดมากๆเลย เราแทบจะร้องไห้ตามน้องไปเลย บวกกับวันนั้น มีพี่อีกคนมาบอกว่า มีพี่คนนึงในที่ทำงานไม่ชอบเรา เพราะว่าเราไปตวาดเค้าเรื่องงานๆนึงเมื่อนานมาแล้ว อันนี้เรายอมรับเลยค่ะว่าผิดจริง แต่เราไม่ได้ตวาดนะคะ แค่เสียงแข็งไปหน่อย ฮ่าTT เพราะตอนนั้นเราต้องตามแก้งานๆนึงตลอดโดยหาตัวคนทำผิดไม่ได้ เราเลยไล่จี้ถามทีละคนที่ทำงานร่วมกับเราเลยว่าใครเป็นคนพลาด เพื่อจะได้อธิบายว่าต้องแก้ยังไงเพื่อให้เข้าใจงานตรงกัน แล้วพี่คนนี้กับเราไม่ค่อยถูกกันอยู่แล้วด้วย เค้าเลยคิดว่าเราไม่มีสัมมาคารวะ และจริงๆงานมันก็ไม่ใช่งานสำคัญอะไรมากหรอกค่ะ แต่อย่างที่บอกว่าช่วงนั้นเราเป็นคนอารมณ์รุนแรงมาก พอเริ่มโมโหปุ๊บก็จะต้องเคลียร์เรื่องให้ได้เลย
ก็นั่นแหละค่ะ สองเหตุการณ์รวมกัน วันนั้นเรานอยด์มาก เฟลมาก แชทไปหาเพื่อน เล่าให้เพื่อนฟัง เล่าไปจะร้องไห้ไป แต่เพราะอยู่ในที่ทำงานเลยพยายามกลั้นไว้ รู้สึกกระวนกระวาย เกลียดตัวเองที่เป็นคนแบบนี้มากๆ กลัวสายตาคนอื่นมากๆว่าเค้าจะมองเราเป็นคนยังไง ขนาดเราเรายังมองตัวเองแย่ขนาดนี้ คนอื่นก็คงต้องมีความคิดแบบนี้แน่ๆ เราเศร้ามากค่ะ จนเพื่อนบอกว่าไปหาหมอเถอะ เราก็เลยตัดสินใจจะไปหาหมอ พอดีที่ทำงานเราอยู่ใกล้ รพ.ศรีธัญญาค่ะ เราเลยตัดสินใจจะไปวันถัดไป แต่เหมือนวันนั้นจะเป็นวันศุกร์มั้งคะ ไม่แน่ใจ เพื่อนเช็คตารางคลินิกจิตเวชทั่วไปให้ สรุปว่าเปิดทำการแค่ครึ่งวันค่ะ แล้วครึ่งวันเช้าเรามีงานพอดี เราเลยต้องรอไปวันจันทร์ บอกได้เลยค่ะว่าเป็น 3 วันที่ทรมานมากๆ นั่งๆทำงานอยู่นี่ต้องฝืนยิ้มตลอดเวลาทั้งๆที่ในใจจะร้องไห้ กระวนกระวายนอนไม่หลับ เครียด คิดเรื่องเดิมๆวนไปวนมาไม่เท่าไหร่ ขุดเรื่องในอดีตที่เป็นปมของตัวเองขึ้นมาด้วย ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องแย่ๆทุกอย่าง คิดว่าคนอย่างเราไม่น่าเกิดมาเลย หรือคิดทำนองว่าคนที่หายไปจากโลกนี้ควรจะเป็นเรามากกว่า หรือต่อให้เราไม่อยู่คนอื่นก็คงมีความสุขกันอยู่ดี มันเป็น ความรู้สึกนี้มันสลัดไม่ออกจริงๆค่ะ ใครพยายามพูดให้คิดบวกยังไงก็ไม่รับ
เราผ่านเสาร์อาทิตย์ไปได้ บ่นกับเพื่อนและแฟนตลอดว่าจะต้องไปหาหมอแล้ว บอกพ่อกับแม่ว่าจะไปศรีธัญญาพ่อกับแม่ก็มองหน้าแล้วไม่พูดอะไร แล้วเรากลัวว่าถ้ามีคนห้ามเราหรือปล่อยให้ช้ากว่านี้เราจะหมดความรู้สึกที่อยากจะไปหาหมอ จนวันจันทร์มาถึง เราโทรไปหาหัวหน้าตอนออกจากบ้านแล้วบอกว่าขอลาป่วยค่ะ จะไปโรงพยาบาล แต่ตอนนั้นยังไม่ได้บอกว่าโรงพยาบาลอะไร กลัวว่าคนอื่นๆจะมองว่ายังไง เราต้องไปส่งแม่ที่ทำงานก่อน แม่ก็ถามว่าจะไปจริงๆใช่มั้ย เราก็ยืนยันค่ะว่าจะไป ยังไงก็ต้องไปให้ได้ และเมื่อเรามาถึงโรงพยาบาล เราถึงกับแปลกใจเลยค่ะ บอกตรงๆเลยว่า “ว้าวมาก” 5555 คือเราอ่ะเคยพาพี่และเพื่อนมารักษาที่ รพ.นี้มาก่อน (ก่อนที่เราจะรวบรวมความกล้ามาหาหมอ เราก็ต้องส่งคนอื่นมาก่อนค่ะ 5555 ล้อเล่นนะคะ) แต่ตอนนั้นมันเก่ามากค่ะ ข้างในมันทึมๆ แต่ตอนที่เราไปคือเค้าปรับปรุงภายในแล้วค่ะ ดูดีขึ้น สว่างขึ้น โล่ง และดูเป็นมิตรมากค่ะ (ต้องขอใช้คำนี้เลย 555) ขั้นตอนในการพบหมอก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ตอนเราไปถึงเราก็ไปแจ้งตรงประชาสัมพันธ์ว่าเป็นผู้ป่วยใหม่ มาครั้งแรก เจ้าหน้าที่ก็จะถามค่ะว่ามาคนเดียวหรือใครพามามั้ย แต่เราไปคนเดียวค่ะ เค้าก็เอาเอกสารให้กรอก แล้วก็ไปทำบัตร แล้วก็รอคัดกรองค่ะ
*****โรคนี้สิทธิ์ประกันสังคมและสิทธิ์30บาทรักษาได้นะคะ ถ้าใครกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่ว่าขั้นตอนอาจจะยุ่งยากไปหน่อย จริงๆแล้วเราก็มีสิทธิ์ประกันสังคมนะคะ จะใช้สิทธิ์ก็ได้ แต่ต้องเอาใบส่งตัวมาทุกครั้ง แต่เราขี้เกียจค่ะ555 เราเลยเลือกจ่ายเงินเอง ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงมากอะไร ค่าบริการทางการแพทย์แค่ 50 บาทเองค่ะ ค่ายาก็แล้วแต่ชนิด ถ้ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติก็ถูกหน่อย แต่ถ้ายานอกบัญชีก็แพงหน่อย รักษากันตามอาการค่ะ******
โรคซึมเศร้าของฉัน
เราเองก็มีเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามาเล่ามาแชร์ให้ฟังค่ะ เป็นเรื่องของเราเองที่ได้ไปรักษาโรคซึมเศร้ามาค่ะ เรื่องของเราอาจจะยาวเรื่อยเปื่อยไปหน่อย เพราะไม่อยากให้เครียดกัน ต้องขอโทษล่วงหน้าเลยนะคะ
พอดีวันนี้ไปพบหมอตามนัดมา เลยมีความรู้สึกว่าอยากจะบอกเล่าความรู้สึกในวันนี้ให้เพื่อนๆคนไหนที่ยังลังเลใจอยู่ว่า เอ๋ เราจะเป็นมั้ย เราเข้าข่ายรึเปล่า หรือคิดว่าเป็นอยู่แต่ไม่กล้าไปรักษา เพราะกลัวคนรอบข้างไม่เข้าใจ บวกกับวันนี้ เราลืมเล่าให้หมอฟังเรื่องความรู้สึกของเราในช่วงที่ผ่านมาเพราะวันนี้คนเยอะค่ะ พอคนเยอะก็รอนาน รอนานก็ง่วง ตอนจะได้เจอหมอก็เห็นแฟ้มคนไข้ของหมอที่รอตรวจอีกเป็นตั้ง แล้วพอเข้าไปเจอหมอก็เลยสตั๊นท์ไปเลยค่ะ พูดกับหมอไม่รู้เรื่องเลย ฮ่า เลยบอกหมอไปว่า ขอโทษค่ะ หนูพูดไม่รู้เรื่องเพราะหนูง่วง หมอก็แปลกใจค่ะ นึกว่าเราง่วงเพราะผลข้างเคียงของยา แต่เปล่าค่ะ เราแค่ง่วงเพราะแอร์ของ รพ.มันเย็นเกินไป รอนานๆเข้า ตามันก็เลยปรือๆลิ้นก็พันกันหน่อยๆ 5555
เล่าเรื่อยเปื่อยไปตั้ง 1 ย่อหน้า ไม่ได้สาระเลย ฮ่าๆ อย่าเพิ่งรำคาญกันนะคะ TT
จริงๆแล้วเราทำงานเกี่ยวกับด้านสุขภาพอยู่แล้วค่ะ เราพอจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเนี่ย ต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแน่ๆ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทั้งงาน เราทำงานหลายหน้าที่ค่ะ พอดีที่ทำงานคนไม่พอ และหน้าที่นึงของเราที่ทำให้มีปัญหาก็คือหน้าที่ โอเปอเรเตอร์ค่ะ เราไม่ได้ประจำโอเปอเรเตอร์ตลอดนะคะ แต่อยู่เวรเป็นเดือนๆ เมื่อก่อน2เดือนพัก1เดือน เดี๋ยวนี้ดีหน่อย1เดือนพัก2เดือน แต่ว่าเราก็ต้องรับอารมณ์คนที่ติดต่อเข้ามาตลอด จนบางทีก็เผลอคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ โดนร้องเรียนกันไปก็มี ทั้งพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่นนัก พ่อแม่ไม่ได้หย่าร้างกัน แต่ก็มีปัญหากันตลอด ไหนจะฐานะทางการเงินที่บ้านก็ไม่ค่อยดี ทั้งเรื่องเพื่อนที่กลายเป็นปมในใจยันทุกวันนี้ เราเคยมีปัญหาเมื่อตอน ม.ปลาย จนคุณครูต้องเรียกผู้ปกครองไปพบ และแนะนำให้พาเราไปหาจิตแพทย์ แต่ตอนนั้นชื่อโรคซึมเศร้ายังไม่เป็นที่แพร่หลายค่ะ ข้อมูลความรู้อะไรก็ยังไม่ค่อยมีคนแนะนำกันเท่าไหร่ พอเราได้มาทำงานเกี่ยวกับด้านสุขภาพก็เลยพอจะเดาตัวเองได้ว่า ใช่ ต้องใช่แน่ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก ต้องให้เธอแก้ //เดี๋ยว!!
เราไม่รู้จะเริ่มเล่าที่ตรงไหนดี เพราะมาคิดๆดูแล้วเรื่องมันดูอิรุงตุงนัง ไปหมด งั้นขอเริ่มที่การไปหาหมอครั้งแรกของเราก่อนแล้วกันนะคะ เราเริ่มไปหาจิตแพทย์เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 61 ค่ะ
ตอนที่ตัดสินใจไปเพราะช่วงนั้นเราอารมณ์แปรปรวนสุดๆเลยค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากงานที่ทำส่วนนึงด้วย เวลาโกรธก็เกรี้ยวกราดรุนแรง เวลาเศร้าหรือฟังเรื่องเศร้าของคนอื่นก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง เวลาฟังเรื่องสนุกๆตลกๆก็หัวเราะเสียงดังลั่นทั้งๆที่เรื่องมันไม่ได้ขำอะไรมากเลย ที่สำคัญคือเหมือนมีความรู้สึกอะไรบางอย่างติดอยู่ในใจตลอดเวลา เวลาไปทำงานก็พูดกับพี่ที่ทำงานประจำว่า พี่ๆวันนี้หนูเศร้า หนูไม่มีความสุขเลย เหมือนมันมีจุดสีดำๆอยู่ในใจหนู จนพี่ที่ทำงานขำ เพราะเวลาที่เราเรียกพี่เค้า พี่เค้าจะรู้เลยแล้วหันมาพูดว่า วันนี้หนูมีจุดดำๆอยู่ในใจอีกแล้วใช่มั้ย
ฟังๆดูมันอาจจะเหมือนไม่มีอะไรนะคะ ถ้าคนทั่วไปอาจจะคิดว่าใครๆก็เป็นกัน ก็คนมันโกรธไง ก็ฟังเรื่องเศร้ามานี่ก็ต้องเศร้าสิ แต่มันมีเหตุการณ์นึงที่ทำเอาเราสะดุดไปเลยจนคิดว่าเราไม่ไหวละ คือ พี่ที่ทำงานคนนึงมีลูกเล็กประมาณ 2-3ขวบ แล้วน้องก็ค่อนข้างซนมาก เอาดินสอมาเขียนกระเป๋าผ้าของพี่อีกคนนึง เราก็คิดแหละค่ะว่าเด็กอ่ะ ไม่เป็นไรหรอก แต่เรากับพี่ๆอีกสองสามคนมองหน้ากันแล้วก็ตกลงว่า ยังไงเราก็ต้องดุน้องแหละ อย่างน้อยก็ต้องให้รู้ว่าน้องทำผิด พอทุกคนพยักหน้า เราก็เลยเรียกชื่อน้องเสียงดังค่ะ เสียงดุด้วย น้องก็ตกใจ ปกติน้องไม่เคยกลัวเราเลยค่ะ น้องชอบเล่นกับเรามาก แต่ตอนนั้นน้องสะดุ้งและไม่กล้ามองหน้าเรา และจะร้องไห้ แล้วคือคนอื่นๆในที่ทำงานก็หันมามองเราเป็นตาเดียว แม่ของน้องก็ตกใจตามไปด้วย ถามว่าน้องทำอะไรผิดมา จะให้น้องขอโทษ เราก็บอกแม่น้องค่ะว่าเราจะแกล้งดุน้องเฉยๆ แต่น้องกลัวเราไปแล้วค่ะ ไม่มองหน้าเราเลยTT แล้วคือเราก็รู้สึกผิดมากๆเลย เราแทบจะร้องไห้ตามน้องไปเลย บวกกับวันนั้น มีพี่อีกคนมาบอกว่า มีพี่คนนึงในที่ทำงานไม่ชอบเรา เพราะว่าเราไปตวาดเค้าเรื่องงานๆนึงเมื่อนานมาแล้ว อันนี้เรายอมรับเลยค่ะว่าผิดจริง แต่เราไม่ได้ตวาดนะคะ แค่เสียงแข็งไปหน่อย ฮ่าTT เพราะตอนนั้นเราต้องตามแก้งานๆนึงตลอดโดยหาตัวคนทำผิดไม่ได้ เราเลยไล่จี้ถามทีละคนที่ทำงานร่วมกับเราเลยว่าใครเป็นคนพลาด เพื่อจะได้อธิบายว่าต้องแก้ยังไงเพื่อให้เข้าใจงานตรงกัน แล้วพี่คนนี้กับเราไม่ค่อยถูกกันอยู่แล้วด้วย เค้าเลยคิดว่าเราไม่มีสัมมาคารวะ และจริงๆงานมันก็ไม่ใช่งานสำคัญอะไรมากหรอกค่ะ แต่อย่างที่บอกว่าช่วงนั้นเราเป็นคนอารมณ์รุนแรงมาก พอเริ่มโมโหปุ๊บก็จะต้องเคลียร์เรื่องให้ได้เลย
ก็นั่นแหละค่ะ สองเหตุการณ์รวมกัน วันนั้นเรานอยด์มาก เฟลมาก แชทไปหาเพื่อน เล่าให้เพื่อนฟัง เล่าไปจะร้องไห้ไป แต่เพราะอยู่ในที่ทำงานเลยพยายามกลั้นไว้ รู้สึกกระวนกระวาย เกลียดตัวเองที่เป็นคนแบบนี้มากๆ กลัวสายตาคนอื่นมากๆว่าเค้าจะมองเราเป็นคนยังไง ขนาดเราเรายังมองตัวเองแย่ขนาดนี้ คนอื่นก็คงต้องมีความคิดแบบนี้แน่ๆ เราเศร้ามากค่ะ จนเพื่อนบอกว่าไปหาหมอเถอะ เราก็เลยตัดสินใจจะไปหาหมอ พอดีที่ทำงานเราอยู่ใกล้ รพ.ศรีธัญญาค่ะ เราเลยตัดสินใจจะไปวันถัดไป แต่เหมือนวันนั้นจะเป็นวันศุกร์มั้งคะ ไม่แน่ใจ เพื่อนเช็คตารางคลินิกจิตเวชทั่วไปให้ สรุปว่าเปิดทำการแค่ครึ่งวันค่ะ แล้วครึ่งวันเช้าเรามีงานพอดี เราเลยต้องรอไปวันจันทร์ บอกได้เลยค่ะว่าเป็น 3 วันที่ทรมานมากๆ นั่งๆทำงานอยู่นี่ต้องฝืนยิ้มตลอดเวลาทั้งๆที่ในใจจะร้องไห้ กระวนกระวายนอนไม่หลับ เครียด คิดเรื่องเดิมๆวนไปวนมาไม่เท่าไหร่ ขุดเรื่องในอดีตที่เป็นปมของตัวเองขึ้นมาด้วย ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องแย่ๆทุกอย่าง คิดว่าคนอย่างเราไม่น่าเกิดมาเลย หรือคิดทำนองว่าคนที่หายไปจากโลกนี้ควรจะเป็นเรามากกว่า หรือต่อให้เราไม่อยู่คนอื่นก็คงมีความสุขกันอยู่ดี มันเป็น ความรู้สึกนี้มันสลัดไม่ออกจริงๆค่ะ ใครพยายามพูดให้คิดบวกยังไงก็ไม่รับ
เราผ่านเสาร์อาทิตย์ไปได้ บ่นกับเพื่อนและแฟนตลอดว่าจะต้องไปหาหมอแล้ว บอกพ่อกับแม่ว่าจะไปศรีธัญญาพ่อกับแม่ก็มองหน้าแล้วไม่พูดอะไร แล้วเรากลัวว่าถ้ามีคนห้ามเราหรือปล่อยให้ช้ากว่านี้เราจะหมดความรู้สึกที่อยากจะไปหาหมอ จนวันจันทร์มาถึง เราโทรไปหาหัวหน้าตอนออกจากบ้านแล้วบอกว่าขอลาป่วยค่ะ จะไปโรงพยาบาล แต่ตอนนั้นยังไม่ได้บอกว่าโรงพยาบาลอะไร กลัวว่าคนอื่นๆจะมองว่ายังไง เราต้องไปส่งแม่ที่ทำงานก่อน แม่ก็ถามว่าจะไปจริงๆใช่มั้ย เราก็ยืนยันค่ะว่าจะไป ยังไงก็ต้องไปให้ได้ และเมื่อเรามาถึงโรงพยาบาล เราถึงกับแปลกใจเลยค่ะ บอกตรงๆเลยว่า “ว้าวมาก” 5555 คือเราอ่ะเคยพาพี่และเพื่อนมารักษาที่ รพ.นี้มาก่อน (ก่อนที่เราจะรวบรวมความกล้ามาหาหมอ เราก็ต้องส่งคนอื่นมาก่อนค่ะ 5555 ล้อเล่นนะคะ) แต่ตอนนั้นมันเก่ามากค่ะ ข้างในมันทึมๆ แต่ตอนที่เราไปคือเค้าปรับปรุงภายในแล้วค่ะ ดูดีขึ้น สว่างขึ้น โล่ง และดูเป็นมิตรมากค่ะ (ต้องขอใช้คำนี้เลย 555) ขั้นตอนในการพบหมอก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ตอนเราไปถึงเราก็ไปแจ้งตรงประชาสัมพันธ์ว่าเป็นผู้ป่วยใหม่ มาครั้งแรก เจ้าหน้าที่ก็จะถามค่ะว่ามาคนเดียวหรือใครพามามั้ย แต่เราไปคนเดียวค่ะ เค้าก็เอาเอกสารให้กรอก แล้วก็ไปทำบัตร แล้วก็รอคัดกรองค่ะ
*****โรคนี้สิทธิ์ประกันสังคมและสิทธิ์30บาทรักษาได้นะคะ ถ้าใครกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่ว่าขั้นตอนอาจจะยุ่งยากไปหน่อย จริงๆแล้วเราก็มีสิทธิ์ประกันสังคมนะคะ จะใช้สิทธิ์ก็ได้ แต่ต้องเอาใบส่งตัวมาทุกครั้ง แต่เราขี้เกียจค่ะ555 เราเลยเลือกจ่ายเงินเอง ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงมากอะไร ค่าบริการทางการแพทย์แค่ 50 บาทเองค่ะ ค่ายาก็แล้วแต่ชนิด ถ้ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติก็ถูกหน่อย แต่ถ้ายานอกบัญชีก็แพงหน่อย รักษากันตามอาการค่ะ******