ส่วนตัวของผม คร่าวๆประมาณนี้ครับ
1. ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมเต็มตัว
2. เก็บภาษีคนที่มีรายได้เกิน 10 ล้านบาท 80 % ภาษีมรดก 90 % นำมาอุดหนุนราคาสินค้าและครองชีพให้ถูกลงในระดับที่คนรายได้น้อยพอหาซื้อได้โดยไม่ติดขัดใดๆ ดีกว่าการแจกบัตรประชารัฐได้
3. จัดตั้ง พ.ร.บ ว่าด้วยการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ เนื้อหามีดังนี้
3.1 การทำธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องอยู่ภายใต้การสอดส่อง รับรู้ จากรัฐบาลเต็มตัว เฉพาะแค่ในด้านแรงงานและผลประกอบการธุรกิจเพื่อไม่ให้มีการ เอาเปรียบแรงงาน โดยการกดค่าแรง รวมถึงอ้างว่าค่าแรงแพงต้นทุนเพิ่มจึงต้องขึ้นราคาสินค้า เอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งๆที่ผลประกอบการไม่ได้ลดลง แถมฝ่าย CEO ฝ่ายบริหาร ได้เงินเดือนในระดับที่สูงเช่นเดิม สูงกว่า ฝ่ายแรงงานที่ก้มหน้าก้มตาผลิตสินค้าอย่างเหน็ดเหนื่อยไม่รู้กี่ร้อยเท่าตัว ทั้งๆที่แทบไมไ่ด้ออกแรงทำอะไรนอกจาก ออกคำสั่งไปวันๆ
3.2 ให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบการบริหารงานของบริษัทต่างๆว่าทำผิดด้านศีลธรรมหรือ การเอาเปรียบต่างๆ ผ่านทางรัฐบาล
3.3 การปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าเป็น 600 - 700 บาท การอ้างว่าค่าแรงแพงทำให้ราคาสินค้าเพิ่ม เป็นข้ออ้างที่ตื้นเขินและไร้การพิจารณาเหตุผลใดๆ ในเมื่อ ขณะเดียวกันฝ่าย CEO ฝ่าย บริหาร ได้เงินเดือนที่สูงลิ่วกัดกินรายได้ของบริษัทเช่นกัน ในขณะเดียวกลับพยายามกดค่าแรงคนงานแทน ตามข้อก่อนหน้าที่ประชาชนสามารถตรวจสอบบริษัทได้ ว่า ที่จริงแล้ว ราคาสินค้าขึ้นเพราะค่าแรง หรือ การฉวยโอกาสจากนายทุนผู้มั่งคั่ง เพราะ เมืองนอก ค่าแรง 200 -400 บาทต่อ ชั่วโมง แต่สามารถซื้ออาหารกิน ดูหนังได้หลายมือ นั่งรถไฟกลับบ้านเป็นร้อยๆกิโลได้ ในระดับค่าครองชีพของเมืองนอก ในขณะที่ไทย ค่าแรง 200 300 -400 ต่อวัน ใช้อะไรในแต่ละวันแทบไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว นายทุนกลับดิ้นพล่านๆ ชนชั้นกลางก็ออกมาชี้นิ้วด่าแรงงาน ว่าเรียกร้องมากจนค่าครองชีพแพง แต่กลับไม่กล้าตรวจสอบ พวกระดับฝ่ายบริหาร ฝ่ายควบคุม ว่าได้ เงินเดือน Overpaid Overvalue ขนาดไหน รวมถึงผลกำไรของบริษัทที่แท้จริง
4. ปรับโครงสร้างสหภาพแรงงานให้แข็งแกร่ง เหมือนที่ฝรั่งเศส ที่ ลูกจ้างมีอำนาจต่อรองต่อนายจ้างได้เต็มที่ ไม่ใช่เป็นแค่ขี้ข้าบนสายพาน กับเป็นตัวตลกให้ชนชั้นกลางชี้นิ้วด่า เยาะเย้ย ไปวันๆ ว่าพวก ตลาดล่าง ขี้เกียจ และ ชอบเรียกร้อง ทั้งๆที่ความจริงมันเป็นสิทธิ์ที่แรงงานควรจะมีอยู่แล้ว ไม่ใช่การสักแต่เรียกร้องไปวันๆ
5. ใช้นโยบาย " ปากท้อง มาก่อนสิ่งแวดล้อม " โดยแจกที่ดินพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้นำไปทำการเกษตร และ ให้เข้าไปทำการประมงในเขตอนุรักษ์ได้ 6 เดือน เพราะ สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ทะเล ไม่ใช่ ของวางโชว์ให้ชนชั้นกลางกับสูงมา เสพ ชมด้วยตา ฟินนํ้าแตกเวลาเห็น ฉลาม หรือเต่ามาวางไข่ แต่กลับกีดกันผลักไสคนระดับล่าง ให้ออกจากที่ทำกินและไร้อาชีพ ขาดรายได้ ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่เป็นเจ้าของร่วมกัน
6.เน้นการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้งบประมาณที่รีดภาษีคนรวยมาจากข้อแรก มาอัดฉีดโดยตรง มากกว่าการเรียกนักลงทุนต่างชาติมาลงทุน สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย และเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่คนในประเทศแทบไม่มีการพัฒนาการใดๆ เป็นแค่ ขี้ข้าบนสายพานเช่นเดิม แบบที่อวยๆเวียดนามกัน ทั้งๆที่มันเป็น ระบบเศรษฐกิจที่โคตรจะกดขี่คนในประเทศจากการใช้แรงงานหนัก และค่าแรงตํ่า คุณภาพชีวิตแรงงานตํ่า ไม่มีสวัสดิภาพแรงงานใดๆ ส่วนรัฐบาลได้ฟินนํ้าแตกกับตัวเลข GDP
แค่นี้แหละ ใครคิดยังไงก็พิมพ์มาได้ครับ
ถ้าสมมุติได้เป็นรัฐบาล ทุกคนจะมีนโยบายเศรษฐกิจยังไงกันครับ มาแลกเปลี่ยนความคิดกันครับ อิงการเมืองได้พอประมาณ
1. ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมเต็มตัว
2. เก็บภาษีคนที่มีรายได้เกิน 10 ล้านบาท 80 % ภาษีมรดก 90 % นำมาอุดหนุนราคาสินค้าและครองชีพให้ถูกลงในระดับที่คนรายได้น้อยพอหาซื้อได้โดยไม่ติดขัดใดๆ ดีกว่าการแจกบัตรประชารัฐได้
3. จัดตั้ง พ.ร.บ ว่าด้วยการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ เนื้อหามีดังนี้
3.1 การทำธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องอยู่ภายใต้การสอดส่อง รับรู้ จากรัฐบาลเต็มตัว เฉพาะแค่ในด้านแรงงานและผลประกอบการธุรกิจเพื่อไม่ให้มีการ เอาเปรียบแรงงาน โดยการกดค่าแรง รวมถึงอ้างว่าค่าแรงแพงต้นทุนเพิ่มจึงต้องขึ้นราคาสินค้า เอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งๆที่ผลประกอบการไม่ได้ลดลง แถมฝ่าย CEO ฝ่ายบริหาร ได้เงินเดือนในระดับที่สูงเช่นเดิม สูงกว่า ฝ่ายแรงงานที่ก้มหน้าก้มตาผลิตสินค้าอย่างเหน็ดเหนื่อยไม่รู้กี่ร้อยเท่าตัว ทั้งๆที่แทบไมไ่ด้ออกแรงทำอะไรนอกจาก ออกคำสั่งไปวันๆ
3.2 ให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบการบริหารงานของบริษัทต่างๆว่าทำผิดด้านศีลธรรมหรือ การเอาเปรียบต่างๆ ผ่านทางรัฐบาล
3.3 การปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าเป็น 600 - 700 บาท การอ้างว่าค่าแรงแพงทำให้ราคาสินค้าเพิ่ม เป็นข้ออ้างที่ตื้นเขินและไร้การพิจารณาเหตุผลใดๆ ในเมื่อ ขณะเดียวกันฝ่าย CEO ฝ่าย บริหาร ได้เงินเดือนที่สูงลิ่วกัดกินรายได้ของบริษัทเช่นกัน ในขณะเดียวกลับพยายามกดค่าแรงคนงานแทน ตามข้อก่อนหน้าที่ประชาชนสามารถตรวจสอบบริษัทได้ ว่า ที่จริงแล้ว ราคาสินค้าขึ้นเพราะค่าแรง หรือ การฉวยโอกาสจากนายทุนผู้มั่งคั่ง เพราะ เมืองนอก ค่าแรง 200 -400 บาทต่อ ชั่วโมง แต่สามารถซื้ออาหารกิน ดูหนังได้หลายมือ นั่งรถไฟกลับบ้านเป็นร้อยๆกิโลได้ ในระดับค่าครองชีพของเมืองนอก ในขณะที่ไทย ค่าแรง 200 300 -400 ต่อวัน ใช้อะไรในแต่ละวันแทบไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว นายทุนกลับดิ้นพล่านๆ ชนชั้นกลางก็ออกมาชี้นิ้วด่าแรงงาน ว่าเรียกร้องมากจนค่าครองชีพแพง แต่กลับไม่กล้าตรวจสอบ พวกระดับฝ่ายบริหาร ฝ่ายควบคุม ว่าได้ เงินเดือน Overpaid Overvalue ขนาดไหน รวมถึงผลกำไรของบริษัทที่แท้จริง
4. ปรับโครงสร้างสหภาพแรงงานให้แข็งแกร่ง เหมือนที่ฝรั่งเศส ที่ ลูกจ้างมีอำนาจต่อรองต่อนายจ้างได้เต็มที่ ไม่ใช่เป็นแค่ขี้ข้าบนสายพาน กับเป็นตัวตลกให้ชนชั้นกลางชี้นิ้วด่า เยาะเย้ย ไปวันๆ ว่าพวก ตลาดล่าง ขี้เกียจ และ ชอบเรียกร้อง ทั้งๆที่ความจริงมันเป็นสิทธิ์ที่แรงงานควรจะมีอยู่แล้ว ไม่ใช่การสักแต่เรียกร้องไปวันๆ
5. ใช้นโยบาย " ปากท้อง มาก่อนสิ่งแวดล้อม " โดยแจกที่ดินพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้นำไปทำการเกษตร และ ให้เข้าไปทำการประมงในเขตอนุรักษ์ได้ 6 เดือน เพราะ สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ทะเล ไม่ใช่ ของวางโชว์ให้ชนชั้นกลางกับสูงมา เสพ ชมด้วยตา ฟินนํ้าแตกเวลาเห็น ฉลาม หรือเต่ามาวางไข่ แต่กลับกีดกันผลักไสคนระดับล่าง ให้ออกจากที่ทำกินและไร้อาชีพ ขาดรายได้ ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่เป็นเจ้าของร่วมกัน
6.เน้นการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้งบประมาณที่รีดภาษีคนรวยมาจากข้อแรก มาอัดฉีดโดยตรง มากกว่าการเรียกนักลงทุนต่างชาติมาลงทุน สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย และเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่คนในประเทศแทบไม่มีการพัฒนาการใดๆ เป็นแค่ ขี้ข้าบนสายพานเช่นเดิม แบบที่อวยๆเวียดนามกัน ทั้งๆที่มันเป็น ระบบเศรษฐกิจที่โคตรจะกดขี่คนในประเทศจากการใช้แรงงานหนัก และค่าแรงตํ่า คุณภาพชีวิตแรงงานตํ่า ไม่มีสวัสดิภาพแรงงานใดๆ ส่วนรัฐบาลได้ฟินนํ้าแตกกับตัวเลข GDP
แค่นี้แหละ ใครคิดยังไงก็พิมพ์มาได้ครับ