เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้จัดรายการ
กู๊ด มันเดย์ (Good Monday) กับ ดร.ท้กษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรายการที่จัดขึ้นทุกวันจันทร์ ตอนที่ 10 โดยครั้งนี้ใช้ชื่อหัวข้อ
ถามตอบอนาคตประเทศไทย ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 เป็นการตอบคำถามจากทางบ้านว่า ทำอย่างไรให้พัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้นใน 1 ปี ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ทุกภาคส่วน จัดการกระจายทรัพยากรใหม่ให้ทั่วถึง และบริหารจัดการเปิดเสรีภาพแบบยุคโลกาภิวัตน์ และก่อนหน้านี้
“มติชน” ได้มีการเผยแพร่เนื้อหาในตอนที่ 1 ไปแล้วนั้น
https://www.matichon.co.th/politics/news_1411529
สำหรับเนื้อหาในตอนที่ 2 มีใจความว่า
มีคำถามอีกหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุขก็มี แต่ว่าผมรวบรวบเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการฟื้นฟูภายใน 1 ปีก่อนนะครับ
อีกอันนึงก็ที่ผมพูดไปแล้วบางก็มี เขาถามว่าแนวการทำธุรกิจและอาชีพในอนาคต ผมเลยบอกเมื่อกี้ว่าสิ่งที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ Sharing economy บ้านเราเนี่ยต่างชาติเข้ามาน้อย Sharing economy เนี่ยยังสามารถทำได้หลายอย่าง ผมยกตัวอย่างอันนึง ไปที่อินโดนีเซียมา ก็คนที่อินโดคนนึงยังหนุ่มเหมือนกันสัก 30 กว่าจะ 40 เขาทำอันนึงเรียกว่า HelloDoc ก็คือเขาไปชวนหมอมาเป็นสมาชิกอยู่ 2 หมื่นคนในอินโดนีเซีย และ 2 หมื่นคนเนี่ย ก็จะต้องให้เวลาว่าผลัดนี้ใครทำงานบ้าง คือสรุปแล้ว 24 ชั่วโมง ต้องมีหมอจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้ากะ ในการที่จะต้องมาตอบคำถามให้กับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านที่มีแอพเนี่ยก็จะเรียกหมอ สมมุติว่าผมปวดท้องไม่รู้สาเหตุ ผมก็เรียกหมอ หมอก็เหมือนอูเบอร์ ใครสะดวก ใครได้ ก็เข้ามาตอบ ตอบก็ได้ตังค์นะ เขาก็มีการคิดตังค์กัน เสร็จแล้วเนี่ยหมอก็ตอบว่าโอเคคุณเป็นแบบนี้ๆๆ นะ ถ้าสมมุติเราเป็นคนไข้ที่อยู่ในระบบ ก็จะมีแฟ้ม ซึ่งหมอก็จะเข้าหาแฟ้มเราได้ว่า เรามีอาการปวดท้องเป็นประจำเนี่ย มันอาจจะเกิดจากเรื่องของผนังกระเพาะมันเสื่อมหรืออะไรก็แล้วแต่ มันจะมี record อยู่ในนั้น แล้วหมอก็จะถามอาการ ถามเรียบร้อยปุ๊บ ก็จะสั่งยา สั่งยาปุ๊ป เขาก็จะลิงก์กับโกเจ็ก โกเจ็กก็จะส่งไปซื้อยา แล้วมาส่งมอบให้กับผู้ป่วยได้เลย ยังไม่ต้องไปหาหมอ แค่ปรึกษาหมอทางโทรศัพท์ อันนี้ก็เป็นอันนึง เค้าเรียกว่าเป็น Sharing economy เหมือนกัน เพราะมีหมออยู่ทั่วไป แล้วก็มีร้านขายยาอยู่ทั่วไป มีคนต้องการปรึกษาหมอ ก็สามารถ ปรึกษาแล้วก็ไปซื้อยา โกเจ็กก็มีรับส่งมอเตอร์ไซค์อยู่ ก็ไปซื้อยาให้ แล้วมาส่งเก็บตังค์ นั่นคือสิ่งที่เขาทำน่าสนใจ
อีกอันน่าสนใจก็คือ เขาใช้วิธีอย่างนี้ว่า ร้านกาแฟเล็กๆ ย่อยๆ มันอยู่เต็มไปหมดเลย มันไม่สะอาดบ้าง ผัวเมียทำกันเองบ้าง แล้วเมียเนี่ยต้องตื่นตี 3 ไปจ่ายกับข้าว เพื่อ 6 โมงเช้ามาทำกับข้าว แล้วก็สายๆ ก็เปิดร้านกาแฟ ขายกาแฟแต่เช้า แล้วมีอาหารนิดๆ หน่อยๆ ประกอบด้วย เขาก็เลยปรับปรุงร้านเหล่านั้นด้วยวิธีการว่า มาเป็นสมาชิกเค้า แล้วเขาก็จะให้แรงจูงใจ เมื่อทำความสะอาดปรับปรุงเนี่ย ให้พ้อยท์กี่พ้อยท์ เพื่อให้ทุกร้านปรับปรุงตัวเอง แล้วเขาเนี่ยบริการซื้อวัตถุดิบให้ไม่ต้องตื่นตี 3 6 โมงเช้าเนี่ยหมูไก่ไปถึงแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปตี 3 เพราะจะมีคนจัดการให้เสร็จ นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาเป็นของเล็กๆๆ เต็มไปหมด ก็เอามาร้อยรวมกัน เค้าเรียกเป็น Sharing economy ของเรายังทำได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโฮมสเตย์ เรื่องอะไรต่ออะไรเรายังทำได้เยอะนะครับ อันนี้ก็ค่อยๆ คิดกันไปนะครับ อันนั้นก็คือแนวทางการหากินในอนาคต
เราต้องเข้าใจก่อนว่าเทคโนโลยีในอนาคตเนี่ย หุ่นยนต์มันเข้ามาแรง ผมไปคุยกับ Google Google ของอินโดนีเซียถือว่าเป็น Google ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะครับ เขาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ Google กำลังทำเรื่อง Deep Mind Deep Mind ก็คือว่าเข้าใจ ใช้ AI หรือ artificial intelligence เข้าใจมนุษย์ที่ลึก เข้าใจวิธีคิดของมนุษย์ด้วยนะครับ น่าสนใจมาก เขาก็ไปได้ไกล เพราะฉะนั้นโรบอตเนี่ยมันเข้ามาหลายๆ อย่าง เช่น มาเป็นผู้ช่วยหมอ มาเป็นผู้ช่วยนักบินนะครับ คือเขาเอาโรบอต เริ่มมาเป็นผู้ช่วยก่อน ก่อนที่จะมาเป็นตัวจริง ในจีนก็ใช้เป็นผู้ช่วยหมอเยอะ ก็มันเริ่มมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเริ่มศึกษาโรบอตอย่างจริงจังว่าจะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร งานบางอย่างเราใช้คน บางอย่างก็ใช้คนน้อยลง ใช้โรบอตมากขึ้น นี่คือสิ่งที่มันหนีไม่พ้น ผมจึงบอกว่าต้องฝึกคนให้เป็นนายหุ่นยนต์ให้ได้ ถ้าใครเป็นนายหุ่นยนต์ไม่ได้ ต้องมาเปลี่ยนอุตสาหกรรม จากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมมาเป็นภาคบริการเสีย เพื่อจะได้เปลี่ยนอาชีพนะครับ เพื่อให้คนไทยไม่ตกงาน แต่พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนอาชีพให้มีรายได้ตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ เรพราะฉะนั้นการค้าการขายเล็กๆ น้อยๆ อะไรทั้งหลาย ต้องปรับปรุงตัวเองให้รู้ว่าออนไลน์มีแล้วนะครับ ชวนลูกหลานให้มาเล่นออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่วันๆ นึงก็จมอยู่กับหน้าจอ ไม่สร้างสรรค์ คุยกับเพื่อนทั้งวัน แต่จริงๆ แล้วก็ให้เขาคุยกับเพื่อนแล้วก็ชวนเพื่อนมาเลย มาช่วยบอกว่าแม่ทำอย่างนี้ จะทำยังไง จะขายออนไลน์ได้ เขาก็จะมาสร้างเว็บไซต์ให้แม่ คือเขาทำเป็นหมดแหละเด็กรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นก็ชวนเค้ามาแทนที่จะไปว่าเด็ก เราก็ชวนเขาเข้ามาทำ ทุกอาชีพมันสามารถปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีได้นะครับ ก็เป็นแนวทางที่โลกมันต้องไป
ที่นี่อุตสาหกรรมไทยเราวันนี้ เป็นอุตสาหกรรมส่วนใหญ่บ่าย 3 โมงครับ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับปรุงอุตสาหกรรมตัวเองทุกอย่างนะครับ การปรับปรุงที่ดีที่สุดก็คือเอาเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่ารังเกียจเทคโนโลยี ตัวเองไม่รู้ไม่เป็นไร ลูกหลานรู้ ลูกหลานไม่รู้ ก็ยังไม่พอ สามารถจ้างก็ได้ ใช้บริการเค้าได้ มีเยอะแยะไปหมดนะครับ มันมีบางบริษัทเด็กหนุ่ม บางคนคนไทยเนี่ยมาคุยกับผมว่า เขารับจ้างเปลี่ยนระบบการทำงานที่มันเป็นอนาล็อกช้าๆ แล้วก็เป็นเอกสารกองเนี่ย มาเป็นระบบดิจิตอล ก็คือทำให้ทุกอย่างเข้าในคอมพิวเตอร์หมด แล้วสามารถที่จะเรียกดูเรียกใช้และทำวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ได้ ขึ้น cloud ได้ เข้า Server ของตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในประเทศไทย ต้องใช้เกิดประโยชน์นะครับ เด็กรุ่นใหม่ก็หากินทางด้านอะไรที่มัน related กับเทคโนโลยีหน่อยนึงก็ดี โดยใช้สิ่งที่คนไทยถนัด บวกกับเทคโนโลยี เราถึงจะไปได้ครับ
คำถามข้อที่ 3 นะครับ ถามว่า แนวทางในการพัฒนาการศึกษา อันนี้เนี่ย วันนี้เราต้องเปลี่ยนรูปโฉมการศึกษาอย่างสิ้นเชิง ถ้าเรายังศึกษาแบบเดิมอยู่เนี่ย เด็กไทยจะไม่ฉลาด คิดไม่เป็น และไม่ทันโลก ก็อย่างที่ผมบอกไว้ 2045 เขาทำนายไว้ว่า Robot จะคิดเป็นทำเป็นเท่ากับมนุษย์ที่มีสมองอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย แต่ถ้ามนุษย์ที่มีเกณฑ์สมองที่สูงกว่าเฉลี่ยก็จะเก่งกว่าหุ่นยนต์ ต่ำกว่าเฉลี่ยก็จะโง่กว่าหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการศึกษาเราไม่ปรับปรุงขืนยังเป็นอย่างนี้อยู่เนี่ย แล้วเป็นแบบท่องจำอยู่ ครูไม่สามารถจะสอนแบบใหม่ได้ เด็กไม่มีทางจะฉลาดได้ อันที่สองก็คือเรื่องภาษาอังกฤษ หนีไม่พ้นครับ วันนี้ต้องเพิ่มภาษาอังกฤษให้มาก แล้วต้องใช้ 2 ภาษาเพิ่มขึ้นในโรงเรียนต่างๆ แล้วก็อันที่ 3 ก็คือว่า หลักสูตรเดี๋ยวนี้เนี่ย ทุกที่นี้เขาเอาขึ้น Cloud ไว้หมด เขาไม่จำเป็นที่ต้องมาพิมพ์หนังสือ บังคับหนังสือพิมพ์ขายอย่างนั้น คือสมมุติว่าผมเป็นเด็กชอบคณิตศาสตร์คนนึง ผมเรียนอยู่ ป.1 ดีๆ เนี่ย ผมสามารถขึ้น Cloud ไปดู ว่าผมเรียน ป.1 ไม่เห็นมีอะไรท้าทายเลย ผมรู้แล้ว จบแล้ว ผมเรียนของ ป.2 ป.2 ก็จบละ ผมอยู่ ป.1 ผมอาจจะเรียนหลักสูตรคณิตศาสตร์ ป.4 นะครับ ผมไม่ต้องมานั่งรอถึง ป.4 แล้วค่อยเรียนอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่เป็นแนวคิดในการสอนในการเรียนหนังสือใหม่ แม้กระทั่งสิงคโปร์กับฟินแลนด์เนี่ยจะก้าวหน้าที่สุด สิงค์โปร์เนี่ยเขาไปร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford ของอังกฤษ เขาไปนั่งวิเคราะห์สมองของเด็กว่าเด็กคนนี้สมองลักษณะโครงสร้างสมองเป็นอย่างนี้ เรียนวิชาอะไรจะถนัด จะดี จะใส่เข้าไปได้ แล้วชั่วโมงไหนเนี่ยจะใส่ความรู้ได้ดีกว่า ช่วงกลางวัน กลางคืน ตอนดึก เขาไปวิเคราะห์ขนาดนั้น แต่ยังไม่จบนะครับ เค้ากำลังทำ research ขณะนั้น นั่นคือเห็นว่าการเรียนรู้ยุคใหม่เนี่ย มันต้องไปด้วยระบบดิจิตอลหมดนะครับ ที่ผมทำตอนนั้นที่นโยบายของท่านนายกปู ที่แจกแท็บเล็ตพีซี ก็เอาความคิดมาจากด็อกเตอร์เนโกรพอนเต ที่ One Laptop per Child สมัยก่อนนู้นนะครับ ที่เป็นอาจารย์อยู่ใน MIT media labs นะครับ ก็เขากำลังมองว่าห้องสมุดโลกมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องให้เด็กสามารถเรียนรู้ ถามหาความรู้ต่างๆ ได้ตลอดเวลา เพราะสมองเด็กมันรับได้เยอะ คนโบราณไปคิดว่า ถ้าใช้สมองมากเกินไปอีกหน่อยมันจะไม่ดี ความจริงแล้วเนี่ยตอนตายไปแล้วเนี่ยเซลล์สมองยังเหลือตั้ง 5 แสนล้าน ยังเหลือเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าเซลล์สมองมันจะถูกใช้มาก ยิ่งใช้มันสมองเหมือนมีด ยิ่งลับยิ่งคม ยิ่งใช้ยิ่งฉลาด ยิ่งไม่ใช้ยิ่งโง่ เพราะฉะนั้นเนี่ยการศึกษาต้องให้เด็กร่วมคิดร่วมทำ ครูจะต้องกลายเป็นแค่ผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ครูเป็นคนสอนอย่างเดียว ครูผู้อำนวยสะดวก facilitator แล้วก็ช่วยแนะนำช่วยอะไร แต่ว่าขณะเดียวกัน การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนระหว่างนักเรียนสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นก็วิธีการเรียนการสอนเรานี่แทบจะต้องเปลี่ยนใหม่ Google ก็ทำ Google Education แล้วนะครับ ก็วันนี้เยอะมากในโลกนี้เขาใช้ระบบผ่าน Digital แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ยังเอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันสอน อย่างบริษัทหนึ่งชื่อว่า คอร์สเซร่า ก็เป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่เอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันให้เราเรียน เพราะฉะนั้นวันนี้เนี่ยรูปแบบของการศึกษาแบบเดิมๆ แบบมีรูปแบบ มันเริ่มจะใช้ไม่ได้ล่ะ มันใช้แค่ Standard ในการวัดเท่านั้นพอ แต่ว่าไม่ต้องมานั่งกำหนดรูปแบบตอนนี้ไอ้เรื่องการกำหนดรูปแบบเนี่ยเริ่มจะไม่มีแล้วในโลกนี้ เพราะฉะนั้นเขาจะให้เสรีภาพในการศึกษาพอสมควร ถ้าตราบใดที่เราไม่กระจายอำนาจการศึกษา เราปล่อยการศึกษาไว้ส่วนกลาง ที่กระทรวงศึกษาเนี่ย คงจะทำให้เราล้าหลังไปอีกเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกระจายอำนาจการศึกษา และต้องให้ใช้ระบบดิจิตอลมากที่สุด และก็กลับไปอีกว่าค่า data แพงไม่ได้ เพราะถ้า ค่า data แพงเนี่ยก็ทำให้กีดกันการศึกษาแก่คนจนนะครับ
ถามเรื่องการเงินและการลงทุนในโลกยุคใหม่ เมื่อกี้ก็พูดกันไปแล้วว่า เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งโบรกเกอร์ยังใช้โรบอทมาช่วยเทรด ถ้าใช้โรบอตที่มันเก่งๆ คำนวณดีๆ เนี่ย มันจะทำให้สามารถติดตามราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ช่วงที่หุ้นมีการเหวี่ยงมากๆ เขาก็หากินกับเดลต้า คือผลต่าง เวลาลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ขยันเอา โวลุ่มของโบรกเกอร์ก็ได้เยอะ แต่ลูกค้าก็มีกำไร เป็นลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ยทุกอย่างอย่าลืมเทคโนโลยี อย่าทิ้ง แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้นะครับ เรียนรู้มันไป ทีนี้ธนาคารเนี่ย ธนาคารยักษ์ๆ เท่านั้นที่จะรอด ธนาคารเล็กๆเหนื่อย เพราะว่าความน่าเชื่อถือมีปัญหา แต่อีกหน่อยธนาคารใหญ่ๆ เองก็ถูกแข่งขัน เพราะว่ามันจะมีพวก เขาเรียกว่าแข่งขันจากพวก Non Bank ที่ไม่ใช่แบงค์เข้ามาแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีทำ Blockchain หลายแบงค์ก็เริ่มเอา Blockchain มาใช้ตัวเอง เพราะว่าเหมือนกับเป็นการ Disrupt ตัวเอง มีการแข่งกับตัวเอง เพราะฉะนั้นก็เรื่องของการเงินยุคใหม่เนี่ย source ในการหาเงินกู้ คงไม่ใช่แบงค์อย่างเดียว กองทุนต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนคนที่มีไอเดียดีๆ ในการทำมาหากินเนี่ย เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นหลักการมี 2 อย่าง อย่างที่ 1.ก็คือต้องมีไอเดีย เพราะฉะนั้นต้องลับสมอง อ่านหนังสือ พบปะผู้คน แล้วก็ไปเรียนรู้จากความสำเร็จของคนมา แล้วก็มาปรับใช้ นะครับ มัน copy ไม่ได้ ก็จะทำให้เรามีไอเดีย ถ้ามีไอเดียแล้วแบงค์ไม่ให้กู้ กองทุนต่างๆ ก็จะมีสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีไม่ใช่กองทุนในประเทศอย่างเดียว กองทุนนวัตกรรมที่เกิดอยู่ต่างประเทศก็ให้การสนับสนุนเราได้ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะอธิบายให้เขา โน้มน้าวให้เขาเชื่อในไอเดียของเรา ต้องมีความคิดให้ดี
JJNY : 'ทักษิณ' กู๊ด มันเดย์ ตอบอนาคตไทยภาค2 ร่ายยาวพัฒนาเศรษฐกิจ-สาธารณสุข-การศึกษา
https://www.matichon.co.th/politics/news_1411529
สำหรับเนื้อหาในตอนที่ 2 มีใจความว่า
มีคำถามอีกหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุขก็มี แต่ว่าผมรวบรวบเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการฟื้นฟูภายใน 1 ปีก่อนนะครับ
อีกอันนึงก็ที่ผมพูดไปแล้วบางก็มี เขาถามว่าแนวการทำธุรกิจและอาชีพในอนาคต ผมเลยบอกเมื่อกี้ว่าสิ่งที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ Sharing economy บ้านเราเนี่ยต่างชาติเข้ามาน้อย Sharing economy เนี่ยยังสามารถทำได้หลายอย่าง ผมยกตัวอย่างอันนึง ไปที่อินโดนีเซียมา ก็คนที่อินโดคนนึงยังหนุ่มเหมือนกันสัก 30 กว่าจะ 40 เขาทำอันนึงเรียกว่า HelloDoc ก็คือเขาไปชวนหมอมาเป็นสมาชิกอยู่ 2 หมื่นคนในอินโดนีเซีย และ 2 หมื่นคนเนี่ย ก็จะต้องให้เวลาว่าผลัดนี้ใครทำงานบ้าง คือสรุปแล้ว 24 ชั่วโมง ต้องมีหมอจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้ากะ ในการที่จะต้องมาตอบคำถามให้กับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านที่มีแอพเนี่ยก็จะเรียกหมอ สมมุติว่าผมปวดท้องไม่รู้สาเหตุ ผมก็เรียกหมอ หมอก็เหมือนอูเบอร์ ใครสะดวก ใครได้ ก็เข้ามาตอบ ตอบก็ได้ตังค์นะ เขาก็มีการคิดตังค์กัน เสร็จแล้วเนี่ยหมอก็ตอบว่าโอเคคุณเป็นแบบนี้ๆๆ นะ ถ้าสมมุติเราเป็นคนไข้ที่อยู่ในระบบ ก็จะมีแฟ้ม ซึ่งหมอก็จะเข้าหาแฟ้มเราได้ว่า เรามีอาการปวดท้องเป็นประจำเนี่ย มันอาจจะเกิดจากเรื่องของผนังกระเพาะมันเสื่อมหรืออะไรก็แล้วแต่ มันจะมี record อยู่ในนั้น แล้วหมอก็จะถามอาการ ถามเรียบร้อยปุ๊บ ก็จะสั่งยา สั่งยาปุ๊ป เขาก็จะลิงก์กับโกเจ็ก โกเจ็กก็จะส่งไปซื้อยา แล้วมาส่งมอบให้กับผู้ป่วยได้เลย ยังไม่ต้องไปหาหมอ แค่ปรึกษาหมอทางโทรศัพท์ อันนี้ก็เป็นอันนึง เค้าเรียกว่าเป็น Sharing economy เหมือนกัน เพราะมีหมออยู่ทั่วไป แล้วก็มีร้านขายยาอยู่ทั่วไป มีคนต้องการปรึกษาหมอ ก็สามารถ ปรึกษาแล้วก็ไปซื้อยา โกเจ็กก็มีรับส่งมอเตอร์ไซค์อยู่ ก็ไปซื้อยาให้ แล้วมาส่งเก็บตังค์ นั่นคือสิ่งที่เขาทำน่าสนใจ
อีกอันน่าสนใจก็คือ เขาใช้วิธีอย่างนี้ว่า ร้านกาแฟเล็กๆ ย่อยๆ มันอยู่เต็มไปหมดเลย มันไม่สะอาดบ้าง ผัวเมียทำกันเองบ้าง แล้วเมียเนี่ยต้องตื่นตี 3 ไปจ่ายกับข้าว เพื่อ 6 โมงเช้ามาทำกับข้าว แล้วก็สายๆ ก็เปิดร้านกาแฟ ขายกาแฟแต่เช้า แล้วมีอาหารนิดๆ หน่อยๆ ประกอบด้วย เขาก็เลยปรับปรุงร้านเหล่านั้นด้วยวิธีการว่า มาเป็นสมาชิกเค้า แล้วเขาก็จะให้แรงจูงใจ เมื่อทำความสะอาดปรับปรุงเนี่ย ให้พ้อยท์กี่พ้อยท์ เพื่อให้ทุกร้านปรับปรุงตัวเอง แล้วเขาเนี่ยบริการซื้อวัตถุดิบให้ไม่ต้องตื่นตี 3 6 โมงเช้าเนี่ยหมูไก่ไปถึงแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปตี 3 เพราะจะมีคนจัดการให้เสร็จ นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาเป็นของเล็กๆๆ เต็มไปหมด ก็เอามาร้อยรวมกัน เค้าเรียกเป็น Sharing economy ของเรายังทำได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโฮมสเตย์ เรื่องอะไรต่ออะไรเรายังทำได้เยอะนะครับ อันนี้ก็ค่อยๆ คิดกันไปนะครับ อันนั้นก็คือแนวทางการหากินในอนาคต
เราต้องเข้าใจก่อนว่าเทคโนโลยีในอนาคตเนี่ย หุ่นยนต์มันเข้ามาแรง ผมไปคุยกับ Google Google ของอินโดนีเซียถือว่าเป็น Google ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะครับ เขาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ Google กำลังทำเรื่อง Deep Mind Deep Mind ก็คือว่าเข้าใจ ใช้ AI หรือ artificial intelligence เข้าใจมนุษย์ที่ลึก เข้าใจวิธีคิดของมนุษย์ด้วยนะครับ น่าสนใจมาก เขาก็ไปได้ไกล เพราะฉะนั้นโรบอตเนี่ยมันเข้ามาหลายๆ อย่าง เช่น มาเป็นผู้ช่วยหมอ มาเป็นผู้ช่วยนักบินนะครับ คือเขาเอาโรบอต เริ่มมาเป็นผู้ช่วยก่อน ก่อนที่จะมาเป็นตัวจริง ในจีนก็ใช้เป็นผู้ช่วยหมอเยอะ ก็มันเริ่มมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเริ่มศึกษาโรบอตอย่างจริงจังว่าจะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร งานบางอย่างเราใช้คน บางอย่างก็ใช้คนน้อยลง ใช้โรบอตมากขึ้น นี่คือสิ่งที่มันหนีไม่พ้น ผมจึงบอกว่าต้องฝึกคนให้เป็นนายหุ่นยนต์ให้ได้ ถ้าใครเป็นนายหุ่นยนต์ไม่ได้ ต้องมาเปลี่ยนอุตสาหกรรม จากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมมาเป็นภาคบริการเสีย เพื่อจะได้เปลี่ยนอาชีพนะครับ เพื่อให้คนไทยไม่ตกงาน แต่พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนอาชีพให้มีรายได้ตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ เรพราะฉะนั้นการค้าการขายเล็กๆ น้อยๆ อะไรทั้งหลาย ต้องปรับปรุงตัวเองให้รู้ว่าออนไลน์มีแล้วนะครับ ชวนลูกหลานให้มาเล่นออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่วันๆ นึงก็จมอยู่กับหน้าจอ ไม่สร้างสรรค์ คุยกับเพื่อนทั้งวัน แต่จริงๆ แล้วก็ให้เขาคุยกับเพื่อนแล้วก็ชวนเพื่อนมาเลย มาช่วยบอกว่าแม่ทำอย่างนี้ จะทำยังไง จะขายออนไลน์ได้ เขาก็จะมาสร้างเว็บไซต์ให้แม่ คือเขาทำเป็นหมดแหละเด็กรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นก็ชวนเค้ามาแทนที่จะไปว่าเด็ก เราก็ชวนเขาเข้ามาทำ ทุกอาชีพมันสามารถปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีได้นะครับ ก็เป็นแนวทางที่โลกมันต้องไป
ที่นี่อุตสาหกรรมไทยเราวันนี้ เป็นอุตสาหกรรมส่วนใหญ่บ่าย 3 โมงครับ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับปรุงอุตสาหกรรมตัวเองทุกอย่างนะครับ การปรับปรุงที่ดีที่สุดก็คือเอาเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่ารังเกียจเทคโนโลยี ตัวเองไม่รู้ไม่เป็นไร ลูกหลานรู้ ลูกหลานไม่รู้ ก็ยังไม่พอ สามารถจ้างก็ได้ ใช้บริการเค้าได้ มีเยอะแยะไปหมดนะครับ มันมีบางบริษัทเด็กหนุ่ม บางคนคนไทยเนี่ยมาคุยกับผมว่า เขารับจ้างเปลี่ยนระบบการทำงานที่มันเป็นอนาล็อกช้าๆ แล้วก็เป็นเอกสารกองเนี่ย มาเป็นระบบดิจิตอล ก็คือทำให้ทุกอย่างเข้าในคอมพิวเตอร์หมด แล้วสามารถที่จะเรียกดูเรียกใช้และทำวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ได้ ขึ้น cloud ได้ เข้า Server ของตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในประเทศไทย ต้องใช้เกิดประโยชน์นะครับ เด็กรุ่นใหม่ก็หากินทางด้านอะไรที่มัน related กับเทคโนโลยีหน่อยนึงก็ดี โดยใช้สิ่งที่คนไทยถนัด บวกกับเทคโนโลยี เราถึงจะไปได้ครับ
คำถามข้อที่ 3 นะครับ ถามว่า แนวทางในการพัฒนาการศึกษา อันนี้เนี่ย วันนี้เราต้องเปลี่ยนรูปโฉมการศึกษาอย่างสิ้นเชิง ถ้าเรายังศึกษาแบบเดิมอยู่เนี่ย เด็กไทยจะไม่ฉลาด คิดไม่เป็น และไม่ทันโลก ก็อย่างที่ผมบอกไว้ 2045 เขาทำนายไว้ว่า Robot จะคิดเป็นทำเป็นเท่ากับมนุษย์ที่มีสมองอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย แต่ถ้ามนุษย์ที่มีเกณฑ์สมองที่สูงกว่าเฉลี่ยก็จะเก่งกว่าหุ่นยนต์ ต่ำกว่าเฉลี่ยก็จะโง่กว่าหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการศึกษาเราไม่ปรับปรุงขืนยังเป็นอย่างนี้อยู่เนี่ย แล้วเป็นแบบท่องจำอยู่ ครูไม่สามารถจะสอนแบบใหม่ได้ เด็กไม่มีทางจะฉลาดได้ อันที่สองก็คือเรื่องภาษาอังกฤษ หนีไม่พ้นครับ วันนี้ต้องเพิ่มภาษาอังกฤษให้มาก แล้วต้องใช้ 2 ภาษาเพิ่มขึ้นในโรงเรียนต่างๆ แล้วก็อันที่ 3 ก็คือว่า หลักสูตรเดี๋ยวนี้เนี่ย ทุกที่นี้เขาเอาขึ้น Cloud ไว้หมด เขาไม่จำเป็นที่ต้องมาพิมพ์หนังสือ บังคับหนังสือพิมพ์ขายอย่างนั้น คือสมมุติว่าผมเป็นเด็กชอบคณิตศาสตร์คนนึง ผมเรียนอยู่ ป.1 ดีๆ เนี่ย ผมสามารถขึ้น Cloud ไปดู ว่าผมเรียน ป.1 ไม่เห็นมีอะไรท้าทายเลย ผมรู้แล้ว จบแล้ว ผมเรียนของ ป.2 ป.2 ก็จบละ ผมอยู่ ป.1 ผมอาจจะเรียนหลักสูตรคณิตศาสตร์ ป.4 นะครับ ผมไม่ต้องมานั่งรอถึง ป.4 แล้วค่อยเรียนอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่เป็นแนวคิดในการสอนในการเรียนหนังสือใหม่ แม้กระทั่งสิงคโปร์กับฟินแลนด์เนี่ยจะก้าวหน้าที่สุด สิงค์โปร์เนี่ยเขาไปร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford ของอังกฤษ เขาไปนั่งวิเคราะห์สมองของเด็กว่าเด็กคนนี้สมองลักษณะโครงสร้างสมองเป็นอย่างนี้ เรียนวิชาอะไรจะถนัด จะดี จะใส่เข้าไปได้ แล้วชั่วโมงไหนเนี่ยจะใส่ความรู้ได้ดีกว่า ช่วงกลางวัน กลางคืน ตอนดึก เขาไปวิเคราะห์ขนาดนั้น แต่ยังไม่จบนะครับ เค้ากำลังทำ research ขณะนั้น นั่นคือเห็นว่าการเรียนรู้ยุคใหม่เนี่ย มันต้องไปด้วยระบบดิจิตอลหมดนะครับ ที่ผมทำตอนนั้นที่นโยบายของท่านนายกปู ที่แจกแท็บเล็ตพีซี ก็เอาความคิดมาจากด็อกเตอร์เนโกรพอนเต ที่ One Laptop per Child สมัยก่อนนู้นนะครับ ที่เป็นอาจารย์อยู่ใน MIT media labs นะครับ ก็เขากำลังมองว่าห้องสมุดโลกมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องให้เด็กสามารถเรียนรู้ ถามหาความรู้ต่างๆ ได้ตลอดเวลา เพราะสมองเด็กมันรับได้เยอะ คนโบราณไปคิดว่า ถ้าใช้สมองมากเกินไปอีกหน่อยมันจะไม่ดี ความจริงแล้วเนี่ยตอนตายไปแล้วเนี่ยเซลล์สมองยังเหลือตั้ง 5 แสนล้าน ยังเหลือเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าเซลล์สมองมันจะถูกใช้มาก ยิ่งใช้มันสมองเหมือนมีด ยิ่งลับยิ่งคม ยิ่งใช้ยิ่งฉลาด ยิ่งไม่ใช้ยิ่งโง่ เพราะฉะนั้นเนี่ยการศึกษาต้องให้เด็กร่วมคิดร่วมทำ ครูจะต้องกลายเป็นแค่ผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ครูเป็นคนสอนอย่างเดียว ครูผู้อำนวยสะดวก facilitator แล้วก็ช่วยแนะนำช่วยอะไร แต่ว่าขณะเดียวกัน การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนระหว่างนักเรียนสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นก็วิธีการเรียนการสอนเรานี่แทบจะต้องเปลี่ยนใหม่ Google ก็ทำ Google Education แล้วนะครับ ก็วันนี้เยอะมากในโลกนี้เขาใช้ระบบผ่าน Digital แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ยังเอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันสอน อย่างบริษัทหนึ่งชื่อว่า คอร์สเซร่า ก็เป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่เอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ มารวมกันให้เราเรียน เพราะฉะนั้นวันนี้เนี่ยรูปแบบของการศึกษาแบบเดิมๆ แบบมีรูปแบบ มันเริ่มจะใช้ไม่ได้ล่ะ มันใช้แค่ Standard ในการวัดเท่านั้นพอ แต่ว่าไม่ต้องมานั่งกำหนดรูปแบบตอนนี้ไอ้เรื่องการกำหนดรูปแบบเนี่ยเริ่มจะไม่มีแล้วในโลกนี้ เพราะฉะนั้นเขาจะให้เสรีภาพในการศึกษาพอสมควร ถ้าตราบใดที่เราไม่กระจายอำนาจการศึกษา เราปล่อยการศึกษาไว้ส่วนกลาง ที่กระทรวงศึกษาเนี่ย คงจะทำให้เราล้าหลังไปอีกเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกระจายอำนาจการศึกษา และต้องให้ใช้ระบบดิจิตอลมากที่สุด และก็กลับไปอีกว่าค่า data แพงไม่ได้ เพราะถ้า ค่า data แพงเนี่ยก็ทำให้กีดกันการศึกษาแก่คนจนนะครับ
ถามเรื่องการเงินและการลงทุนในโลกยุคใหม่ เมื่อกี้ก็พูดกันไปแล้วว่า เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งโบรกเกอร์ยังใช้โรบอทมาช่วยเทรด ถ้าใช้โรบอตที่มันเก่งๆ คำนวณดีๆ เนี่ย มันจะทำให้สามารถติดตามราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ช่วงที่หุ้นมีการเหวี่ยงมากๆ เขาก็หากินกับเดลต้า คือผลต่าง เวลาลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ลงก็ซื้อ ขึ้นก็ขาย ขยันเอา โวลุ่มของโบรกเกอร์ก็ได้เยอะ แต่ลูกค้าก็มีกำไร เป็นลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ยทุกอย่างอย่าลืมเทคโนโลยี อย่าทิ้ง แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้นะครับ เรียนรู้มันไป ทีนี้ธนาคารเนี่ย ธนาคารยักษ์ๆ เท่านั้นที่จะรอด ธนาคารเล็กๆเหนื่อย เพราะว่าความน่าเชื่อถือมีปัญหา แต่อีกหน่อยธนาคารใหญ่ๆ เองก็ถูกแข่งขัน เพราะว่ามันจะมีพวก เขาเรียกว่าแข่งขันจากพวก Non Bank ที่ไม่ใช่แบงค์เข้ามาแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีทำ Blockchain หลายแบงค์ก็เริ่มเอา Blockchain มาใช้ตัวเอง เพราะว่าเหมือนกับเป็นการ Disrupt ตัวเอง มีการแข่งกับตัวเอง เพราะฉะนั้นก็เรื่องของการเงินยุคใหม่เนี่ย source ในการหาเงินกู้ คงไม่ใช่แบงค์อย่างเดียว กองทุนต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนคนที่มีไอเดียดีๆ ในการทำมาหากินเนี่ย เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นหลักการมี 2 อย่าง อย่างที่ 1.ก็คือต้องมีไอเดีย เพราะฉะนั้นต้องลับสมอง อ่านหนังสือ พบปะผู้คน แล้วก็ไปเรียนรู้จากความสำเร็จของคนมา แล้วก็มาปรับใช้ นะครับ มัน copy ไม่ได้ ก็จะทำให้เรามีไอเดีย ถ้ามีไอเดียแล้วแบงค์ไม่ให้กู้ กองทุนต่างๆ ก็จะมีสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีไม่ใช่กองทุนในประเทศอย่างเดียว กองทุนนวัตกรรมที่เกิดอยู่ต่างประเทศก็ให้การสนับสนุนเราได้ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะอธิบายให้เขา โน้มน้าวให้เขาเชื่อในไอเดียของเรา ต้องมีความคิดให้ดี