
พอฟังแล้ว ผมสรุปได้ว่า จริงๆ แล้ว มันไม่ได้มีประชาธิปไตยแบบไทยๆ
อย่างที่เขาชอบอ้างว่าเหมาะสมแล้วสำหรับประเทศไทยหรอก แต่จริงๆ
แล้วเป็นลักษณะแบบหนึ่งของประชาธิปไตยแบบที่ยังไม่เติบโต
ซึ่งถูกอธิบายไว้หมดแล้วตามตำราตั้งแต่แรก
ซึ่งประชาธิปไตยจริงๆ นั้นแฟร์มากๆ และเป็นระบบที่เติบโตได้ไปเรื่อยๆ
แต่ว่าประเทศเราก็ยังไปถึงตรงนั้นไม่ได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรายังคงต้องเห็นคนยากจน
อยู่รอบตัวแบบในปัจจุบัน และสังคมมีสองชนชั้น คือคนที่สบาย กับคนที่กระ

กระสน
เรื่องนี้คงเป็นเพราะต้นขั้วของหลักคิด ประชาธิปไตยที่มาจากฝรั่งนั้น
เน้นความเสมอภาคมากๆ แต่พอมาเอเชีย ก็กลายสภาพเป็นระบบที่ไม่แฟร์ขึ้นมา
ตามหลักคิดการแบ่งชนชั้นของเอเซีย ไม่ได้มีใครสร้างให้มีกลุ่มคนจน หรือกลุ่มคนรวย
แต่ความไม่แฟร์ของระบบ ทำให้เกิดสภาพของการควบคุมขึ้น กลุ่มคนที่ควบคุมก็คือคนที่มีโอกาส
มีฐานะ มีอำนาจ และกลุ่มที่ถูกควบคุมคือกลุ่มคนที่ไม่มีโอกาส ไม่มีฐานะ
ไม่มีอำนาจเส้นสายใดๆ ซึ่งระบบนี้ทำให้ผมสรุปได้ว่าคือระบบอนุรักษ์นิยมแบบไทยแท้ๆ
ที่ยังคงฝังรากลึกมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราเห็นกันรอบตัว เพียงแต่ว่าเรารู้สึก "ชิน"
และพรรคอนาคตใหม่ออกมาบอกให้เราก้าวออกมาจากความเคยชินนั้น
ความแฟร์มากขึ้นของระบบน่าจะช่วยให้ชนชั้นหายไป คนใกล้เคียงกันมากขึ้น
ชาวบ้านหรือหมอก็อยู่ระดับเดียวกัน คนธรรมดาหรือนายพลก็เหมือนอยู่ระดับเดียวกันได้
เหมือนภาพของสังคมฝรั่งแบบที่เราเห็นในหนังฮอลลิวู้ด
ซึ่งตอนเราดูหนังเราก็จะรู้ว่ามันควรจะเป็นแบบนั้น แต่เมื่อเราออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เราก็จะปรับความคิดของเราโดยอัตโนมัติให้กลับมาสู่สภาพที่เราชิน เราจะเลือกฝั่งไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราแคร์กับความแฟร์มากขนาดไหน ถ้าแคร์มาก กลุ่มคนที่อยู่ฝั่งที่แคร์ก็จะมาก
ส่วนอีกฝั่งนั้นจะไม่ได้ต้องการความแฟร์มากขนาดนั้น แต่จะเป็นฝั่งที่รู้สึกสบายกับสิ่งที่รู้สึกชิน
สิ่งที่รู้สึกว่า ก็ดีอยู่แล้ว ซึ่งความสองลักษณะนี้ มีอยู่ทั่วไปทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย
เราจะเลือกความชิน หรือเลือกความแฟร์ แต่ความแฟร์นั้นคือทางที่นำไปสู่แสงสว่างที่ดียิ่งขึ้น
ในขณะที่ความชินนั้น ก็คือสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่พวกเราเห็นๆ กันอยู่แล้ว แต่สำหรับบางคน
การออกจากความชินนั้น มันยากเกินสำหรับพวกเขา อาจจะมีความหวังว่า ลึกๆ แล้ว ทุกๆ
คนก็รักความยุติธรรม ความเท่าเทียม ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับว่า คนเราจะตื่นขึ้นเร็วหรือช้า
ซึ่งแต่ละคนมีความเร็วช้าไม่เท่ากันอยู่แล้ว
คนเรามันจะมีเรื่องที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราจะมีความรู้สึกที่ยึดติดอยู่กับความเคยชินอย่างมาก
ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ซึ่งจากประสบการณ์ใกล้ๆ ตัวของผมเอง จริงๆ แล้วก็เคยเห็นในหนังหลายๆ เรื่อง แต่ก็มาพบกับ
ตนเอง ซึ่งผมจะยกตัวอย่างแบบคร่าวๆ ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมเจออย่างนี้
มีครอบครัวอยู่สองครอบครัวที่มีลูกที่มีปัญหาทางระบบประสาททั้งคู่
พ่อแม่ของทั้งสองครอบครัวตั้งใจเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดีแม้ว่าลูกจะมีปัญหาทางสมอง
แต่ครอบครัวหนึ่ง จะหาทางพยายามรักษาลูกให้หาย แม้ว่าจะมีความหวังอันริบหรี่ก็ตาม
และในท้ายที่สุดลูกก็หาย กลายเป็นคนปกติได้ในที่สุด
กับอีกครอบครัวหนึ่งที่ ไม่ยอมหาทางรักษาแบบครอบครัวแรก และยอมรับว่า ที่ลูกเป็นอยู่
นั้นคือตัวตนของลูก แม้ว่าจะมีหนทางรักษาที่ชัดเจน และมีเคสตัวอย่างที่หายแล้วอย่างแน่นอน
แต่ก็ไม่ทำให้ครอบครัวที่สองต้องการแม้แค่จะศึกษาหาข้อมูลเพิ่ม หรือจะสนใจที่จะรักษาแม้สักนิด
ผมเจอครอบครัวทั้งสองแบบนั้นอยู่หลายครอบครัว เพราะผมทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องนั้น
และน่าแปลกใจที่ มีทั้งสองแบบเยอะทั้งคู่ ทั้งๆ ที่ตามเหตุผลแล้ว น่าจะมีแบบครอบครัวที่หนึ่งมากกว่า
แต่โดยสรุปแล้วผมคิดว่า ไม่ว่าจะมีข้ออ้างใดๆ ในการที่จะไม่สนใจหาทางรักษาลูกยังไงก็แล้วแต่
จริงๆ แล้วมันมาจากพื้นฐานจิตใจเล็กๆ เรื่องของความ "เคยชิน" นั่นเอง และความเคยชินก็ทำให้เรา
รู้สึกว่าสามารถ "หนีปัญหา" ได้ และอีกด้านหนึ่งก็อาจจะมีในเรื่องของ "ความกลัว" ที่จะไม่กล้าที่จะ
"เผชิญหน้า" ดังนั้นถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้ครบ ก็ไม่ยากเลยที่คนๆ หนึ่งจะปฎิเสธทุกสิ่งอย่างที่จะ
ทำให้ชิวิตของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น แม้กระทั่ง การที่จะมีโอกาสรักษาลูกที่ตัวเองรักให้หาย
เป็นปกติก็ตาม
เรื่องของระบบการปกครองก็เช่นกัน ซึ่งมีความเหมือนที่เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอในจิตใจของ
มนุษย์ คนที่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาก็จะคิดอีกแบบ ส่วนคนที่รู้สึกพึงพอใจกับที่ๆ ตัวเองยืนอยู่แล้ว
ก็จะรู้สึกอีกแบบ แต่ถ้ายังพอใจในที่ยืนของตนทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังแย่ นั่นก็เป็นเพราะการติดอยู่กับ
ความเคยชิน อย่างที่ได้ยกตัวอย่างไปนั่นเอง
คลิป 2 ปีที่แล้วที่น่าสนใจ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" กับ Constitutional Monarchy
พอฟังแล้ว ผมสรุปได้ว่า จริงๆ แล้ว มันไม่ได้มีประชาธิปไตยแบบไทยๆ
อย่างที่เขาชอบอ้างว่าเหมาะสมแล้วสำหรับประเทศไทยหรอก แต่จริงๆ
แล้วเป็นลักษณะแบบหนึ่งของประชาธิปไตยแบบที่ยังไม่เติบโต
ซึ่งถูกอธิบายไว้หมดแล้วตามตำราตั้งแต่แรก
ซึ่งประชาธิปไตยจริงๆ นั้นแฟร์มากๆ และเป็นระบบที่เติบโตได้ไปเรื่อยๆ
แต่ว่าประเทศเราก็ยังไปถึงตรงนั้นไม่ได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรายังคงต้องเห็นคนยากจน
อยู่รอบตัวแบบในปัจจุบัน และสังคมมีสองชนชั้น คือคนที่สบาย กับคนที่กระ
เรื่องนี้คงเป็นเพราะต้นขั้วของหลักคิด ประชาธิปไตยที่มาจากฝรั่งนั้น
เน้นความเสมอภาคมากๆ แต่พอมาเอเชีย ก็กลายสภาพเป็นระบบที่ไม่แฟร์ขึ้นมา
ตามหลักคิดการแบ่งชนชั้นของเอเซีย ไม่ได้มีใครสร้างให้มีกลุ่มคนจน หรือกลุ่มคนรวย
แต่ความไม่แฟร์ของระบบ ทำให้เกิดสภาพของการควบคุมขึ้น กลุ่มคนที่ควบคุมก็คือคนที่มีโอกาส
มีฐานะ มีอำนาจ และกลุ่มที่ถูกควบคุมคือกลุ่มคนที่ไม่มีโอกาส ไม่มีฐานะ
ไม่มีอำนาจเส้นสายใดๆ ซึ่งระบบนี้ทำให้ผมสรุปได้ว่าคือระบบอนุรักษ์นิยมแบบไทยแท้ๆ
ที่ยังคงฝังรากลึกมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราเห็นกันรอบตัว เพียงแต่ว่าเรารู้สึก "ชิน"
และพรรคอนาคตใหม่ออกมาบอกให้เราก้าวออกมาจากความเคยชินนั้น
ความแฟร์มากขึ้นของระบบน่าจะช่วยให้ชนชั้นหายไป คนใกล้เคียงกันมากขึ้น
ชาวบ้านหรือหมอก็อยู่ระดับเดียวกัน คนธรรมดาหรือนายพลก็เหมือนอยู่ระดับเดียวกันได้
เหมือนภาพของสังคมฝรั่งแบบที่เราเห็นในหนังฮอลลิวู้ด
ซึ่งตอนเราดูหนังเราก็จะรู้ว่ามันควรจะเป็นแบบนั้น แต่เมื่อเราออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เราก็จะปรับความคิดของเราโดยอัตโนมัติให้กลับมาสู่สภาพที่เราชิน เราจะเลือกฝั่งไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราแคร์กับความแฟร์มากขนาดไหน ถ้าแคร์มาก กลุ่มคนที่อยู่ฝั่งที่แคร์ก็จะมาก
ส่วนอีกฝั่งนั้นจะไม่ได้ต้องการความแฟร์มากขนาดนั้น แต่จะเป็นฝั่งที่รู้สึกสบายกับสิ่งที่รู้สึกชิน
สิ่งที่รู้สึกว่า ก็ดีอยู่แล้ว ซึ่งความสองลักษณะนี้ มีอยู่ทั่วไปทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย
เราจะเลือกความชิน หรือเลือกความแฟร์ แต่ความแฟร์นั้นคือทางที่นำไปสู่แสงสว่างที่ดียิ่งขึ้น
ในขณะที่ความชินนั้น ก็คือสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่พวกเราเห็นๆ กันอยู่แล้ว แต่สำหรับบางคน
การออกจากความชินนั้น มันยากเกินสำหรับพวกเขา อาจจะมีความหวังว่า ลึกๆ แล้ว ทุกๆ
คนก็รักความยุติธรรม ความเท่าเทียม ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับว่า คนเราจะตื่นขึ้นเร็วหรือช้า
ซึ่งแต่ละคนมีความเร็วช้าไม่เท่ากันอยู่แล้ว
คนเรามันจะมีเรื่องที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราจะมีความรู้สึกที่ยึดติดอยู่กับความเคยชินอย่างมาก
ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ซึ่งจากประสบการณ์ใกล้ๆ ตัวของผมเอง จริงๆ แล้วก็เคยเห็นในหนังหลายๆ เรื่อง แต่ก็มาพบกับ
ตนเอง ซึ่งผมจะยกตัวอย่างแบบคร่าวๆ ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมเจออย่างนี้
มีครอบครัวอยู่สองครอบครัวที่มีลูกที่มีปัญหาทางระบบประสาททั้งคู่
พ่อแม่ของทั้งสองครอบครัวตั้งใจเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดีแม้ว่าลูกจะมีปัญหาทางสมอง
แต่ครอบครัวหนึ่ง จะหาทางพยายามรักษาลูกให้หาย แม้ว่าจะมีความหวังอันริบหรี่ก็ตาม
และในท้ายที่สุดลูกก็หาย กลายเป็นคนปกติได้ในที่สุด
กับอีกครอบครัวหนึ่งที่ ไม่ยอมหาทางรักษาแบบครอบครัวแรก และยอมรับว่า ที่ลูกเป็นอยู่
นั้นคือตัวตนของลูก แม้ว่าจะมีหนทางรักษาที่ชัดเจน และมีเคสตัวอย่างที่หายแล้วอย่างแน่นอน
แต่ก็ไม่ทำให้ครอบครัวที่สองต้องการแม้แค่จะศึกษาหาข้อมูลเพิ่ม หรือจะสนใจที่จะรักษาแม้สักนิด
ผมเจอครอบครัวทั้งสองแบบนั้นอยู่หลายครอบครัว เพราะผมทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องนั้น
และน่าแปลกใจที่ มีทั้งสองแบบเยอะทั้งคู่ ทั้งๆ ที่ตามเหตุผลแล้ว น่าจะมีแบบครอบครัวที่หนึ่งมากกว่า
แต่โดยสรุปแล้วผมคิดว่า ไม่ว่าจะมีข้ออ้างใดๆ ในการที่จะไม่สนใจหาทางรักษาลูกยังไงก็แล้วแต่
จริงๆ แล้วมันมาจากพื้นฐานจิตใจเล็กๆ เรื่องของความ "เคยชิน" นั่นเอง และความเคยชินก็ทำให้เรา
รู้สึกว่าสามารถ "หนีปัญหา" ได้ และอีกด้านหนึ่งก็อาจจะมีในเรื่องของ "ความกลัว" ที่จะไม่กล้าที่จะ
"เผชิญหน้า" ดังนั้นถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้ครบ ก็ไม่ยากเลยที่คนๆ หนึ่งจะปฎิเสธทุกสิ่งอย่างที่จะ
ทำให้ชิวิตของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น แม้กระทั่ง การที่จะมีโอกาสรักษาลูกที่ตัวเองรักให้หาย
เป็นปกติก็ตาม
เรื่องของระบบการปกครองก็เช่นกัน ซึ่งมีความเหมือนที่เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอในจิตใจของ
มนุษย์ คนที่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาก็จะคิดอีกแบบ ส่วนคนที่รู้สึกพึงพอใจกับที่ๆ ตัวเองยืนอยู่แล้ว
ก็จะรู้สึกอีกแบบ แต่ถ้ายังพอใจในที่ยืนของตนทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังแย่ นั่นก็เป็นเพราะการติดอยู่กับ
ความเคยชิน อย่างที่ได้ยกตัวอย่างไปนั่นเอง