ประสบการณ์คนโลกสวยสู่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

สวัสดีทุกท่านที่กดเข้ามาอ่านหรืออาจจะเลื่อนผ่านไป กระทู้นี้คงไม่มีเนื้อหาสาระอะไรมากมายรู้สึกเบื่อๆ ก็เลยลองมาเขียนเกี่ยวกับตัวเองดูบ้าง... แค่คิดว่าบางทีก็ลองพิมพ์ออกมาแทนการพูดมันอาจจะทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นด้วย...
ทุกท่านรู้จักคนโลกสวยไหมคะ?
เราเกิดมาในครอบครัวที่โคตรอบอุ่น ด้วยความเป็นลูกคนเดียวพ่อแม่ก็ตามใจมาตั้งแต่เด็กแต่เพราะยังเด็กก็เลยมักจะเผลอทำนิสัยเสียๆ ออกมาจนแม่เสียใจเราก็ไปขอโทษและมันก็เป็นหลายครั้งจนวันหนึ่งที่เราขอโทษแล้วแม่ก็พูดออกมาด้วยความโมโหว่า 'ถ้าขอโทษแล้วแก้ไขไม่ได้ก็ไม่ต้องมาขอโทษ' โดยส่วนตัวในตอนนี้เข้าใจแล้วว่าแม่แค่หลุดพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ แน่นอนค่ะเราตอนเด็กๆ ที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเฟล รู้สึกแย่มากๆ จนมันฝังใจและตอนเด็กๆ สักอนุบาลนี่แหละค่ะเคยโดนกลุ่มรุ่นพี่รุมทำร้ายทั้งตบตีสารพัดจนเปลี่ยนเราที่เคยเป็นเด็กมองโลกในแง่ดี ร่าเริง เข้ากับคนง่ายกลายเป็นหลังมือเรากลายเป็นเด็กที่โลกส่วนตัวสูง ปิดกั้นตัวเองจากคนรอบข้าง เงียบขรึม ทุกอย่างในชีวิตมันเปลี่ยนไปหมด
พอขึ้นชั้นประถมด้วยความที่ที่บ้านมักจะสอนให้รู้จักแต่กับโลกด้านที่มันสวยงามจนเราไม่รู้ว่าด้านมืดของโลกมันเป็นยังไง เราตามคนอื่นไม่ทันและมักจะโดนหลอกใช้ เรากลายเป็นคนโง่ที่โดนคนอื่นกดขี่ถึงเราจะกลายเป็นคนโลกส่วนตัวสูงแต่ถึงอย่างนั้นเราก็เป็นคนที่ยังคงมองโลกในแง่บวกและค่อนข้างโลกสวยเราทำดีกับคนอื่นมาตลอดช่วยเหลือทุกอย่างที่สามารถทำได้คอยเป็นเพื่อนกับคนที่ไม่มีเพื่อนอยู่เคียงข้างในวันที่เพื่อนคนนั้นไม่มีใครแต่พอเปิดการศึกษาใหม่เราก็โดนทิ้งไว้คนเดียว เพื่อนคนนั้นได้เพื่อนกลุ่มใหม่แล้วไม่สนใจเราอีกเลยเป็นอย่างงี้มาสามปีได้ตั้งแต่ ป.1-ป.3 พอตอนนี้ลองมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าตัวเองโคตรโง่ยอมให้คนอื่นใข้เป็นผ้าเช็ดตีนจะเหยียบย่ำยังไงก็ได้เป็นขี้ข้าที่ภักดีและสุดท้ายก็โดนขับไล่...
พอขึ้น ป.4 เราก็มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งจวบจน ป.5 เราก็ยังอยู่กลุ่มนั้น มันเป็นครั้งแรกที่เราคิดว่าเราทำเรื่องที่โง่ที่สุดลงไป เราทะเลาะกับเพื่อนในกลุ่มเป็นเรื่องราวใหญ่โตแต่เราไม่มีที่พึ่งอื่น ไม่มีเพื่อนคนอื่น ด้วยความเป็นคนโลกส่วนตัวสูงจึงทำให้เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้เพื่อนคนนั้นเลยเสนอว่าถ้ายอมกราบแนบเท้าจะยอมยกโทษให้... ใช่ค่ะ อย่างที่ท่านนักอ่านคิดเราเหยียบศักดิ์ศรีของตัวเองก้มลงกราบเพื่อนคนนั้น...มันเป็นอะไรที่โ่ง่มาก และมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราโคตรเกลียดตัวเอง...
พอ ป.6 แม่เราป่วยค่ะ เป็นโรคไต เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอาทิตย์เว้นอาทิตย์เราอยู่ จ. อุดรค่ะ แต่แม่เราต้องไปหาหมดที่ ข่อนแก่น เราเลยจำเป็นต้องอยู่กับป้า ด้วยความกลัวที่อาจจะเสียแม่ไปเมื่อไหร่ก็ได้(แม่เป็นโรคหัวใจด้วยค่ะแถมค่าไตสูงมากจนอันตราย) ความเครียดจากการเรียนและเพื่อน อะไรมากมายเข้ามาจนเด็ก ป.6 ธรรมดาๆคนหนึ่งมันแทบจะรับไม่ไหว...แต่เราก็ผ่านมาได้ค่ะ...
พอขึ้น ม.1 เราย้ายโรงเรียนไปอีกที่หนึ่งในอุดรเป็นโรงเรียนเอกชนค่ะ ในตอนนั้นแม่เข้าออกโรงะยาบาลบ่อยมากขึ้นอาทิตย์นี้ไป อาทิตย์ต่อมาก็ไปอีก วันที่กลับบ้านนับครั้งได้เลยค่ะ มันเป็นคนเหงาจากการที่เราอยู่กัลครอบครัวมาโดยตลอดเลยไม่เคยอยู่ไกลจากพ่อแม่(ลูกแหง่ดีๆ นี่เอง)ตอน ป.6 ที่ได้อยู่กับป้าก็พอทนได้ค่ะ...แต่พอ ม.1 มันถี่มากจนเหงา แถมยังกลัวเวลาพ่อกับแม่ขับรถกลับบ้าน กลัวว่าแม่จะเป็นอะไรหนัก...กลัวทุกอย่างจนเกรดเริ่มตก... อย่างที่บอกค่ะเราเป็นเด็กโลกสวยคนหนึ่งมาโดยตลอดจนไม่เคยเห็นโลกแห่งความจริง... ตอนนั้นเรามีเพื่อนอยู่คนหนึ่งค่ะเราขอใช้ตัวอักษรย่อว่า M ก็แล้วกันค่ะ M เป็นเพื่อนในห้องที่นั่งข้างๆ ก็คุยกันมาเรื่อยๆ ขนเป็นเพื่อนสนิทกัน จริงๆแล้วเราเป็นคนขี้แกล้งค่ะ เราเลยมีแกล้งเพื่อนบ้างจู่ๆวันหนึ่งในวันที่เราอยู่บ้านป้าและอยู่คนเดียวเราได้รับข้อความจาก M ว่าจะขอเลิกเป็นเพื่อนกับเรา ตอนนั้นงงมากว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่ได้รับเหตุผลที่ตรงประเด็นเลยมีแต่บอกว่าทนไม่ไหวแล้ว... เรื่องมันก็เหมือนนะจบที่โดนเพื่อนเทค่ะ แต่ว่า M ไม่จบอยู่แค่นั้นเธอพยายามก่อกวนทางเฟซ ไลน์ และทางโทรศัพท์ ขู่ว่าจะทำร้าย สร้างเฟซปลอมของเราขึ้นมา ด่าว่าเราสารพัด แต่เราก็ไม่เข้าใจว่า M จะทำไปเพื่ออะไร เราคิดถึงขั้นว่าจะแจ้งความเพราะการสร้างเฟซปลอมของคนอื่นมันผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ แต่แม่ของเราห้ามเอาไว้ด้วยความสงสารแม่ของ M พ่อของ M ทิ้งแม่กับ M และน้องชาย M เอาไว้หย่าแล้วหนีไปทำให้แม่ M ต้องเลี้ยงลูกสองคนเพียงลำพัง...แต่ที่มันทำให้เรารู้สึกตลกจนหัวเราะไม่ออกก็คือแม่ของเราไม่เชื่อเรื่องที่เราพูดว่า M ขู่ ด่า และก่อกวนเราทางโซเชียล แต่สุดท้ายพอเห็นหลักฐานมั้งหมดก็พูดไม่ออกค่ะ เราพยายามปล่อยผ่านถึงแม้ช่วงที่ M ก่อกวนมันจะทำให้เราเครียดมากๆ แถมพาอแม่ก็ไม่ค่อยอยู่บ้าง เราเผชิญกับปัญหาบ้าๆที่เด็กโลกสวยไม่เคยเจอและมันหลักเกินกว่าเด็กโลกสวยจะรับไหวช่วงนั้นเราเครียด คิดมาก นอนไม่หลับ แต่ก็ไม่เคยบอกอะไรพ่อกับแม่มาก...เพราะเราคิดว่าปัญหาที่พ่อกับแม่เผชิญอยู่มันหนักหนากว่าปัญหาของเราจนมันทำร้ายเราจนไม่เหลืออะไรแล้ว...
พอเราขึ้น ม.2 เรามีอาการภาวะสิ้นยินดีหรือแอนฮีโดเนียค่ะเป็นหนึ่งในอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า...ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้หรอกค่ะ จนกระทั่งครั้งหนึ่งที่เรามีปัญหากับพ่อ ภายนอกเราร้องไห้ค่ะ แต่ภายในใจมันว่างเปล่าไปหมดมันรู้สึกเฉยๆ ไม่เจ็บปวด ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น หลังจากนั้นเราก็เริ่มไม่รู้สึกสนุก ไม่รู้สึกเศร้า ถึงภายนอกจะพยายามแสดงออกอย่างปกติแต่ภายในใจมันกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึก แต่ในตอนนั้นเราได้เจอเพื่อนกลุ่มใหม่โดนบังเอิญจากการทำงานกลุ่ม เราเข้าไปเล่นกับเพื่อนกลุ่มนั้นเฮฮา บ้าบอ ตามประสาเด็กช่วงกำลังเป็นวัยรุ่นทั่วไป มันช่วยเราได้ค่อนข้างมากเลยค่ะ เราเริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาบ้างแค่ส่วนมากก็ว่สงเปล่า เราไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกต่างๆได้เต็มที่เราจะรับรู้มันได้บ้างว่าตอนนี่เรารู้สึกแบบนี้แต่ถึงอย่างนั้น...ยกตัวอย่างเช่นเราดีใจเราก็จะดีใจไม่สุดรับรู้ได้แค่ว่าเออฉันดีใจนะและมันก็แค่นั้นค่ะมีแค่ให้รับรู้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้แสดงออก และในปีนั้นแม่เราก็ได้ผ่าตัดเปลี่ยนไตค่ะ และประสบความสำเร็จ
พอขึ้น ม.3 ทุกอย่างก็ดูดีขึ้นค่ะแต่เราก็ได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนเรายังอยู่กลุ่มเดิมค่ะแต่มันก็มีบ้างที่ทะเลาะกันแต่มันมีครั้งที่หนักมากๆ ในกลุ่มเราจะมีเป็นบัดดี้ของใครของมันค่ะเราทะเลาะกับบัดดี้ตัวเองจนถึงขั้นเลิกเป็นบัดดี้หรือพูดง่ายๆก็เลิกเป็นเพื่อนสนิทกันแต่เพื่อนในกลุ่มคนอื่นก็คอยช่วยเหลือเรานะคะจนตอนนี้เรากับเพื่อนคนนั้นก็กลับมาคืนดีกันแล้วค่ะแต่แค่ไม่ได้เป็นสุดยอดเพื่อซี้กันแล้ว
พอเราขึ้น ม.4 จู่ๆ อาการของเรามันก็หนักขึ้นค่ะอาการของโรคซึมเศร้าแสดงออกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อาจจะเพราะความเครียดในเรื่องของการเรียนด้วยหลายๆ อย่างมันรุมเร้าไปหมดขนเราตัดสินใจเริ่มทำร้ายตัวเองค่ะเราเริ่มจากของที่ไม่คมมากอย่างดินสอกดยี่ห้อหนึ่งที่ส่วนปลายจนแหลมหน่อยต่อมาก็เป็นของหลายๆ อย่าง ช่วง ม.4 เราลาบ่อยค่ะทั้งสภาพจิตใจและร่างกายเราป่วยบ่อยจนครูประจำชั้นระอาความกดดันและเครียดที่ว่าตัวเองเป็นตัวปัญหามันก็ถาโถมเข้ามาวันนั้นเราลาป่วยแต่ด้วยจิตใจของเราที่ตกต่ำจนสุดขีดเราอาศัยจังหวะที่แม่หลับเดินไปห้องครัวพลางร้องไห้ไปด้วยเราเหลือบเห็นมีดด้ามหนึ่งในตระกร้าถ้วยจานที่เอาไว้วางให้แห้งหลังจากล้างแล้วเราหยิบมีดเล่มนั้นแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปก่อนจะเริ่มกรีดลงที่ข้อมือตอนนั้นมันรู้สึกแย่มากๆแต่ในขณะเดียวกันมันก็ว่างเปล่ามากๆเราไม่เจ็บเลยค่ะที่ที่โดนกรีดเลือดที่ไหลบาดแผลที่แขนไม่รู้สึกเจ็บเลยเพราะใจมันเจ็บเจียนตายอยู่แล้วสุดท้ายพ่อแม่ก็มาเห็นเราเข้ารีบพ่อเราไปทำแผลตอนที่แม่เห็นแผลเราแม่กอดเราไว้แน่นมากแล้วพูดแค่ว่า 'แม่รักหนูนะ' หลังจากนั้นก็ปลอบเรายกใหญ่เลยค่ะ
เราลาเรียนไปทั้งอาทิตย์ในช่วงนั้นพ่อกับแม่พาเราไปเที่ยวพยายาททำให้หายเครียดเพราะตลอดทั้งอาทิตย์นั้นเราไม่ยิ้มหรือหัวเราะเลยค่ะ ตั้งแต่ ม.2 ที่เราเริ่มรู้จักโลกแห่งความจริงเราก็ศึกษาทุกคนอย่างละเอียดเรียนรู้ความจริงที่ว่าโลกไม่ได้สวยงามดั่งฝันและเริ่มรู้จักการใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่นตั้งแต่ตอนนั้นเราสร้างตัวตน บุคลิคอื่นๆมากมายเพื่อจะได้ปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้และมันเยอะเสียจนเราไม่รู้แล้วว่าอันไหนกันแน่ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา...หลังจากอาทิตย์นั้นเรากลับไปเรียนค่ะแต่แค่วันนั้นวันเดียวแล้วเราก็ตัดสินใจดรอปเรียนเราดรอปเรียน ม.4 เอาไว้เพื่อพักทุกอย่างและตัดสินใจกับตัวเอง
นี่ก็ผ่านมาหกถึงเจ็ดเดือนได้ที่เราดรอปเรียนไปในช่วงที่ผ่านมามันทำให้เรารู้แล้วว่าโลกกากเกินกว่าจะออกสู่สังคมได้ เราเรียนรู้โลกนี้น้อยเกินไป แล้วจะทำยังไงล่ะให้รู้จักโลกที่หลากหลาย ออกไปเที่ยวค่ะไปรู้จักคนในแต่ละพื้นที่ และศึกษาจากหนังสือทั้งนิยาย การ์ตูน อนิเมะ เราเป็นคนที่มันจะเก็บราบละเอียดเล็กๆน้อยๆเสมอ ในตอนนี้เราพอจะรู้จักโลกขึ้นมาบ้างพอพ่อกับแม่รู้ว่าเราเป็นซึมเศร้าและจากแผลในครั้งนั้นก็เริ่มพาเราไปหาจิตแพทย์ค่ะ พาไปรักษา คอยสังเกตเราอยู่ตลอดเวลาจนเราเริ่มไม่มีอิสระ...
ล่าสุด...เรามีปัญหากับครอบครัวค่ะ ทุกๆ อย่างที่เราเรียนรู้มาตลอดและจากวันนี้มันทำให้เราตัดสินใจได้ค่ะ...ว่าเราไม่ควรมีตัวตนอยู่ในสังคม เรายังไม่พร้อมที่จะออกจากห้องเล็กๆของตัวเองไปสู่สังคมที่ยิ่งใหญ่และเละเทะ ที่ผ่านมาเราเป็นแค่เด็กโลกสวยธรรมดาที่มองโลกในแง่ดีแบบสุดๆ พอได้มาเจอปัญหาป้าบเดียวใหญ่ๆ ก็ล้มไม่เป็นท่าค่ะ พ่อกับแม่ยอมรับว่าไม่เข้าใจในปัญหาของเราว่ามันใหญ่แค่ไหน... แต่เราเข้าใจค่ะเพราะพวกท่านเป็น 'ผู้ใหญ่' ดังนั้นการมองโลกมันจึงต่างจากเรา
เรื่องราวของเราจบลงตรงนี้ค่ะ เราตัดสินใจที่จะลองใช้ชีวิตต่อจากนี้แบบชาว NEET ดู...อ่า...มันอาจดูเป็นการตัดสินใจที่โง่ บ้า และโคตรไม่เข้าใจ แถมไม่ใส่ใจความรู้สึกคนเป็นพ่อแม่... แต่การที่เราตัดสินใจแบบนี้มันมาจากการคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วบางทีการใข้ชีวิตอยู่ในบ้านเลิกออกไปเผชิญโลกภายนอกสักพักมันอาจจะดีกว่าก็ได้...
ขอบคุณที่อ่านกระทู้นี้นะคะ กระทู้ของเด็กมีปัญหาคนหนึ่ง เราต้องการจะสื่อให้รู้ว่าถึงครอบครัวของคุณจะอบอุ่นมากแค่ไหนแต่ถ้าปัญหามันจะเกิดมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อค่ะ เราอ่อนแอมาก มากจนไม่อยากจะมีตัวตนอีกต่อไป ถ้าท่านที่ได้อ่านกระทู้นี้เป็นพ่อคนแม่คนหรือกำลังเป็นหรือคุณเป็นลูกของพ่อกับแม่สักคนเราอยากจะบอกว่าในตอนนี้ถ้าพวกคุณยังพอจะมีความสุขกับชีวิตบ้าง สามารถเดินไปเดิยมาท่ามกลางผู้คนเยอะๆ เอ็นจอยกับการเที่ยวเล่น ก็รีบใช้ชีวิตให้คุ้มเถอะค่ะ ส่วนคนที่มีลูกก็อยากให้ดูแลและรักเขามากๆ แต่ไม่ใช่ปิดกั้นจนลูกไม่รู้จักด้านมืดของโลกเลยนะคะให้เขารู้จักและสามารถเอาตัวรอดได้จะดีที่สุดค่ะคอยดูแลและห่วงใยห่างๆ คอยปลอบใจในวันที่เขาเจ็บปวด คอยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบใส่ใจทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกของคุณแต่ไม่ใช่ถึงขั้นก้างก่ายชีวิตส่วนตัวค่ะ
สุดท้ายนี้อยากจะบอกแก่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเหมือนกันว่าคุณเองก็ยังมีคนที่เป็นแบบคุณ คิดเหมือนคุณ ดังนั้นคุณไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่กำลังเผชิญชะตากรรมนี้ถ้าในตอนนี้คุณยังสามารถไปเรียน ไปทำงาน ไปเจอเพื่อนและพอจะมีความสุขกับการเจอเพื่อนไปเที่ยวบ้างก็จงใช้ชีวิตนั้นต่อไปเถอะค่ะ อย่าตัดสินใจเหมือนกับเรามันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแถมยังเป็นการหนีปัญหาด้วยซ้ำ และเราก็หวังว่าสีกวันจะมีคนที่เข้าใจคุณและคอยอยู่เคียงข้างคุณปรากฎขึ้นนะคะ โรคซึมเศร้าไม่ได้หายขาดแต่ระงับได้แค่ดูแลตัวเอง รักตัวเอง รักคนรอบข้าง คุณก็จะสามารถมีความสุขกับชีวิตได้แล้วค่ะ
(หากมีคำผิดไปบ้างก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ)
ขอบคุณที่อ่านค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่