What's not down, amiko?!
วันนี้ยังคงอยู่กับเรื่องอายุและการเรียนภาษา อยากให้ทุกคนเลิกเชื่อความคิดที่ว่า หากอยากเก่งภาษาจริง ๆ ต้องเรียนตั้งแต่เด็ก
คนแก่ก็เก่งได้ครับ!!
งานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าแม้เราจะเริ่มเรียนภาษาเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว (ผู้ใหญ่ในที่นี้คืออายุ 20 ขึ้นไป) ก็ยังสามารถเรียนให้เก่งถึงขั้นเจ้าของภาษา (native-like performance) ได้อยู่!
ผมรู้มันยากที่จะเชื่อ โดยเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่หลายคน เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า "
หากอยากเรียนภาษาที่สองให้เก่งเหมือนเจ้าของภาษาจริง ๆ ต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เด็ก" (เด็กในที่นี้คือก่อนอายุ 10 ขวบ หรือบางอันก็บอกว่าก่อน 18 แล้วแต่จะสร้างเรื่องกันไป)
เก่ามากความคิดนี้ ส่วนมากผมมักจะเห็นข้อความแบบนี้ในเปเปอร์งานวิจัยเมื่อ 20 - 30 ปีก่อน
ก่อนอินเตอร์เน็ตเกิดด้วยซ้ำ! ถามจริง ๆ ว่าเรายังจะเชื่องานวิจัยเหล่านี้อยู่อีกเหรอ?
ผมคนหนึ่งแหละขอโยนมันทิ้งไป และเสนอความจริงให้เพื่อน ๆ ได้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่า
สรุปแล้วเด็กหรือผู้ใหญ่เรียนภาษาได้เก่งกว่ากัน
โดยวันนี้ผมจะยกผลของงานวิจัยมาให้ดูเลย และไม่ใช่งานวิจัยจากหลายทศวรรษก่อนด้วย!
_______________
แน่นอนว่ายิ่งเราเริ่มเรียนภาษาเร็วแค่ไหน มันก็ยิ่งดี อันนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว หากเอาคนอายุ 40 มาวัดระดับภาษาอังกฤษกัน โดยที่คนแรกเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ขณะที่อีกคนเริ่มเรียนตอนอายุ 20 มันก็คงไม่แปลกที่คนแรกจะต้องทำคะแนนออกมาได้ดีกว่าอยู่แล้ว เพราะเขาเรียนมานานกว่า
แต่ปัญหาคือหลายคนดันไปตีความประโยค '
ยิ่งเรียนภาษาตั้งแต่เด็กยิ่งดี' ไปเป็น '
เด็กเรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่'
เฮ้ย แบบนั้นไม่ใช่แล้ว! ต้องแยก 2 ประเด็นนี้ออกจากกันนะ
- การเรียนภาษาที่สองตั้งแต่เด็ก ทำให้เก่งกว่าเพราะ '
มีเวลาเรียนมากกว่า' '
มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนภาษาที่สองมากกว่า' และ '
มีความกดดันในการเรียนน้อยกว่า' เพราะไม่ได้จะเรียนไปเพื่อเอาไปสมัครงานหรือคุยธุรกิจที่ไหน เรียนไปเพื่อให้สอบผ่านและให้พ่อแม่ที่บ้านภูมิใจแค่นั้น
- แต่มันไม่ได้แปลว่า '
เด็กเรียนภาษาเก่งกว่าผู้ใหญ่' เพราะเมื่อเอาเด็กและผู้ใหญ่มานั่งเรียนภาษาแข่งกัน โดยเริ่มจากศูนย์ทั้งคู่
ผลกลับออกมาว่าผู้ใหญ่ทำได้ดีกว่าเด็กเยอะเลย
หรือจะให้พูดใหม่ก็คือเด็กแทบจะทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ! เอ้า ทำไมมันเป็นแบบนั้นไป ไม่เห็นเหมือนที่หลายคนเชื่อเลย
_______________
มาดูงานวิจัยชิ้นแรกที่ชื่อว่า '
Age no excuse for failing to learn a new language' (ทำออกมาปี 2011) พบว่าเมื่อนำเด็กอายุ 8 ขวบ เด็กอายุ 12 ขวบ และผู้ใหญ่มานั่งเรียนภาษาในเวลาที่จำกัด กลุ่มที่ทำได้ดีที่สุดคือผู้ใหญ่! โดยกลุ่มเด็ก 8 ขวบนั้นทำคะแนนออกได้แย่จนถูกตัดออกจากการทดลองเลยก็ว่าได้
ผ่านไปสองเดือนผู้จัดทำได้นำกลุ่มเด็กอายุ 12 ขวบและกลุ่มผู้ใหญ่กลับมาทำแบบทดสอบอีกครั้งเพื่อวัดพัฒนาการ ผลก็ยังออกมาเหมือนเดิมคือ
ผู้ใหญ่ทำคะแนนออกมาได้ดีกว่าทุกด้าน (Adults are better in everything we measured!)
ผลการวิจัยนี้มันทำให้ทุกคนอึ้งมาก เพราะเราเชื่อมาตลอดว่าเด็กต้องเรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ (ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยมีหลักฐานมาพิสูจน์ความเชื่อนี้เลย) แต่ความเป็นจริงคือมันไม่ใช่เลย
แม้แต่เรื่องการออกเสียงที่เรามั่นใจเลยว่าเด็กทำได้ดีกว่า ผลการวิจัยก็ยังบอกตรงข้าม!
ผู้ใหญ่มีสกิลการฟังและการออกเสียงที่แม่นกว่าเด็กเยอะเลย (Children’s pronunciation is inferior to that of older subjects)
จากงานวิจัยแรกนี้เราสรุปได้ว่า ผู้ใหญ่เรียนภาษาอย่างเป็นระบบมากกว่า สามารถเชื่อมโยงหลักเหตุผลเข้ากับหลักไวยากรณ์ได้ดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถเชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่ ๆ เข้ากับรูปภาพในหัวได้หลากหลายมากกว่าด้วย ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาความรู้ได้เร็วกว่าเด็ก
และเมื่อผู้ใหญ่เข้าใจหลักไวยากรณ์แล้ว การเรียนภาษามันก็รวดเร็วขึ้นมาก ในขณะที่เด็กใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจหลักไวยากรณ์หนึ่งข้อ
_______________
แล้วทำไมยังมีคนเชื่อว่าเด็กเรียนภาษาได้เก่งกว่าผู้ใหญ่อยู่?
ในการตอบคำถามนี้ผมต้องจำลองสองเหตุการณ์ไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพ
- เด็กเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ที่มีคุณครูมาพูดให้ฟังทั้งคาบ มีเนื้อหามาให้ มีการจัดกลุ่มทำกิจกรรมในภาษานั้น ๆ มีการบ้านให้กลับไปทำ มีการวัดผลด้วยแบบทดสอบเสมอ เด็กเรียนได้เรียนวิชาภาษาแทบทุกวัน
- ในขณะที่ผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 20 เรียนภาษาต้องหาซื้อหนังสือมานั่งอ่านเอง (แบบน่าเบื่อ ๆ) หรือดูจากยูทูป หรือไปลงเรียนพิเศษ (โดยทั่วไปมีเวลาเรียนอย่างมากคือวันละ 1 ชม. เพราะจะให้ไปนั่งเรียนในห้องเรียนทั้งวันเหมือนเด็กก็คงไม่ได้)
แบบนี้จะไม่ให้เด็กเก่งกว่าในภาพรวมได้อย่างไร ถูกไหม?
และแน่นอนว่าความสามารถของสมองในการดูดซับข้อมูล (brain plasticity) มันถดถอยลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่มันเป็นปัจจัยหลักที่วัดว่าใครเรียนภาษาได้เก่งกว่ากันได้เหรอ? เพราะมันส่งผลต่อการเรียนภาษาน้อยมาก เพราะปัจจัยที่สำคัญจริง ๆ คือสภาพแวดล้อมในการเรียนภาษาต่างหาก
และแน่นอนว่าเด็กได้เปรียบผู้ใหญ่ในข้อนี้ มันจึงทำให้หลายคนคิดไปว่าเด็กมีความสามารถพิเศษในการเรียนภาษา (Lots of people come to a misconclusion that children have the natural ability to learn a new language)
_______________
แต่เราได้เห็นแล้วว่านักเรียนหลายคนที่เริ่มเรียนภาษาที่สองหลังอายุ 20 ก็สามารถเก่งในระดับเจ้าของภาษาได้ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งเริ่มเรียนตอน 5 หรือ 10 ขวบเลย (Speakers who started learning after the age of 20 can outperform native-speakers as well as those who started learning at the age of 5 or 10)
อีกหนึ่งงานวิจัยเพื่อพิสูจน์ความจริงข้อนี้ถูกจัดขึ้นโดยนักเรียนจาก MIT ที่ชื่อว่า '
A critical period for second language acquisition' (ทำออกมาปี 2018)โดยใช้แบบทดสอบทางเฟสบุ๊คเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการทดลองพบว่าไม่ว่า คุณจะเริ่มเรียนก่อนอายุ 10 ขวบ หรือหลัก 20 ก็ตาม ต้องใช้เวลา 8-10 ปีในการเรียนภาษาให้อยู่ในระดับเจ้าของภาษา (8 - 10 of exposure to the language to become native-like)
แบบทดสอบแสดงให้เห็นว่าทั้งสองสามารถทำคะแนนได้เกิน 90% ทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือเริ่มเรียนภาษาตั้งแต่ตอนไหน
______________
แล้วเราจำเป็นต้องเรียนนานขนาดนั้นเลยหรือ? คำตอบคือไม่ต้องครับ เพราะสิ่งที่พวกเขาพบในงานวิจัยเหล่านี้คือ
แม้แต่คนที่เรียนภาษามาแค่ 1 ปี ก็สามารถทำคะแนนให้อยู่ในระดับ 80 - 85% ได้แล้ว (80-85% ถูกจัดให้อยู่ในระดับ 'ใกล้เคียงเจ้าของภาษา')
เห็นไหมว่ามันอยู่ที่ความขยัน ไม่ใช่อายุหรือความเยาว์วัยของสมอง! รู้แบบนี้แล้วมีกำลังใจจะเรียนภาษาขึ้นมาบ้างไหม
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้ไปจากโพสต์นี้คือ '
อายุไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการเรียนภาษา' หลักฐานก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว
หมดข้ออ้างไปอีกหนึ่ง ดังนั้นรีบลุกขึ้นมาเรียนภาษาได้แล้ว!
"ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมดในวันนี้ แค่รู้มากกว่าเมื่อวานนี้ก็พอ"
ตอนนี้เพจ "พ่อผมเป็นคนอังกฤษ" มี Instagram แล้วนะ ผมโพสต์ Word of the day ทุกวันเลย
ใครต้องการอัพเดตคลังคำศัพท์ของตัวเองด้วยคำศัพท์ดี ๆ ทุกวันเข้าไป Follow ด้วย!
Instagram:
British Dad (@the.jgc)
(
https://www.instagram.com/the.jgc/)
Stay knowledge-hungry
JGC.
เก่งภาษา อายุไม่เกี่ยว!
วันนี้ยังคงอยู่กับเรื่องอายุและการเรียนภาษา อยากให้ทุกคนเลิกเชื่อความคิดที่ว่า หากอยากเก่งภาษาจริง ๆ ต้องเรียนตั้งแต่เด็ก
คนแก่ก็เก่งได้ครับ!!
งานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าแม้เราจะเริ่มเรียนภาษาเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว (ผู้ใหญ่ในที่นี้คืออายุ 20 ขึ้นไป) ก็ยังสามารถเรียนให้เก่งถึงขั้นเจ้าของภาษา (native-like performance) ได้อยู่!
ผมรู้มันยากที่จะเชื่อ โดยเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่หลายคน เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า "หากอยากเรียนภาษาที่สองให้เก่งเหมือนเจ้าของภาษาจริง ๆ ต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เด็ก" (เด็กในที่นี้คือก่อนอายุ 10 ขวบ หรือบางอันก็บอกว่าก่อน 18 แล้วแต่จะสร้างเรื่องกันไป)
เก่ามากความคิดนี้ ส่วนมากผมมักจะเห็นข้อความแบบนี้ในเปเปอร์งานวิจัยเมื่อ 20 - 30 ปีก่อน ก่อนอินเตอร์เน็ตเกิดด้วยซ้ำ! ถามจริง ๆ ว่าเรายังจะเชื่องานวิจัยเหล่านี้อยู่อีกเหรอ?
ผมคนหนึ่งแหละขอโยนมันทิ้งไป และเสนอความจริงให้เพื่อน ๆ ได้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่า สรุปแล้วเด็กหรือผู้ใหญ่เรียนภาษาได้เก่งกว่ากัน
โดยวันนี้ผมจะยกผลของงานวิจัยมาให้ดูเลย และไม่ใช่งานวิจัยจากหลายทศวรรษก่อนด้วย!
_______________
แน่นอนว่ายิ่งเราเริ่มเรียนภาษาเร็วแค่ไหน มันก็ยิ่งดี อันนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว หากเอาคนอายุ 40 มาวัดระดับภาษาอังกฤษกัน โดยที่คนแรกเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ขณะที่อีกคนเริ่มเรียนตอนอายุ 20 มันก็คงไม่แปลกที่คนแรกจะต้องทำคะแนนออกมาได้ดีกว่าอยู่แล้ว เพราะเขาเรียนมานานกว่า
แต่ปัญหาคือหลายคนดันไปตีความประโยค 'ยิ่งเรียนภาษาตั้งแต่เด็กยิ่งดี' ไปเป็น 'เด็กเรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่'
เฮ้ย แบบนั้นไม่ใช่แล้ว! ต้องแยก 2 ประเด็นนี้ออกจากกันนะ
- การเรียนภาษาที่สองตั้งแต่เด็ก ทำให้เก่งกว่าเพราะ 'มีเวลาเรียนมากกว่า' 'มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนภาษาที่สองมากกว่า' และ 'มีความกดดันในการเรียนน้อยกว่า' เพราะไม่ได้จะเรียนไปเพื่อเอาไปสมัครงานหรือคุยธุรกิจที่ไหน เรียนไปเพื่อให้สอบผ่านและให้พ่อแม่ที่บ้านภูมิใจแค่นั้น
- แต่มันไม่ได้แปลว่า 'เด็กเรียนภาษาเก่งกว่าผู้ใหญ่' เพราะเมื่อเอาเด็กและผู้ใหญ่มานั่งเรียนภาษาแข่งกัน โดยเริ่มจากศูนย์ทั้งคู่ ผลกลับออกมาว่าผู้ใหญ่ทำได้ดีกว่าเด็กเยอะเลย
หรือจะให้พูดใหม่ก็คือเด็กแทบจะทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ! เอ้า ทำไมมันเป็นแบบนั้นไป ไม่เห็นเหมือนที่หลายคนเชื่อเลย
_______________
มาดูงานวิจัยชิ้นแรกที่ชื่อว่า 'Age no excuse for failing to learn a new language' (ทำออกมาปี 2011) พบว่าเมื่อนำเด็กอายุ 8 ขวบ เด็กอายุ 12 ขวบ และผู้ใหญ่มานั่งเรียนภาษาในเวลาที่จำกัด กลุ่มที่ทำได้ดีที่สุดคือผู้ใหญ่! โดยกลุ่มเด็ก 8 ขวบนั้นทำคะแนนออกได้แย่จนถูกตัดออกจากการทดลองเลยก็ว่าได้
ผ่านไปสองเดือนผู้จัดทำได้นำกลุ่มเด็กอายุ 12 ขวบและกลุ่มผู้ใหญ่กลับมาทำแบบทดสอบอีกครั้งเพื่อวัดพัฒนาการ ผลก็ยังออกมาเหมือนเดิมคือ ผู้ใหญ่ทำคะแนนออกมาได้ดีกว่าทุกด้าน (Adults are better in everything we measured!)
ผลการวิจัยนี้มันทำให้ทุกคนอึ้งมาก เพราะเราเชื่อมาตลอดว่าเด็กต้องเรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ (ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยมีหลักฐานมาพิสูจน์ความเชื่อนี้เลย) แต่ความเป็นจริงคือมันไม่ใช่เลย
แม้แต่เรื่องการออกเสียงที่เรามั่นใจเลยว่าเด็กทำได้ดีกว่า ผลการวิจัยก็ยังบอกตรงข้าม! ผู้ใหญ่มีสกิลการฟังและการออกเสียงที่แม่นกว่าเด็กเยอะเลย (Children’s pronunciation is inferior to that of older subjects)
จากงานวิจัยแรกนี้เราสรุปได้ว่า ผู้ใหญ่เรียนภาษาอย่างเป็นระบบมากกว่า สามารถเชื่อมโยงหลักเหตุผลเข้ากับหลักไวยากรณ์ได้ดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถเชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่ ๆ เข้ากับรูปภาพในหัวได้หลากหลายมากกว่าด้วย ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาความรู้ได้เร็วกว่าเด็ก
และเมื่อผู้ใหญ่เข้าใจหลักไวยากรณ์แล้ว การเรียนภาษามันก็รวดเร็วขึ้นมาก ในขณะที่เด็กใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจหลักไวยากรณ์หนึ่งข้อ
_______________
แล้วทำไมยังมีคนเชื่อว่าเด็กเรียนภาษาได้เก่งกว่าผู้ใหญ่อยู่?
ในการตอบคำถามนี้ผมต้องจำลองสองเหตุการณ์ไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพ
- เด็กเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ที่มีคุณครูมาพูดให้ฟังทั้งคาบ มีเนื้อหามาให้ มีการจัดกลุ่มทำกิจกรรมในภาษานั้น ๆ มีการบ้านให้กลับไปทำ มีการวัดผลด้วยแบบทดสอบเสมอ เด็กเรียนได้เรียนวิชาภาษาแทบทุกวัน
- ในขณะที่ผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 20 เรียนภาษาต้องหาซื้อหนังสือมานั่งอ่านเอง (แบบน่าเบื่อ ๆ) หรือดูจากยูทูป หรือไปลงเรียนพิเศษ (โดยทั่วไปมีเวลาเรียนอย่างมากคือวันละ 1 ชม. เพราะจะให้ไปนั่งเรียนในห้องเรียนทั้งวันเหมือนเด็กก็คงไม่ได้)
แบบนี้จะไม่ให้เด็กเก่งกว่าในภาพรวมได้อย่างไร ถูกไหม?
และแน่นอนว่าความสามารถของสมองในการดูดซับข้อมูล (brain plasticity) มันถดถอยลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่มันเป็นปัจจัยหลักที่วัดว่าใครเรียนภาษาได้เก่งกว่ากันได้เหรอ? เพราะมันส่งผลต่อการเรียนภาษาน้อยมาก เพราะปัจจัยที่สำคัญจริง ๆ คือสภาพแวดล้อมในการเรียนภาษาต่างหาก
และแน่นอนว่าเด็กได้เปรียบผู้ใหญ่ในข้อนี้ มันจึงทำให้หลายคนคิดไปว่าเด็กมีความสามารถพิเศษในการเรียนภาษา (Lots of people come to a misconclusion that children have the natural ability to learn a new language)
_______________
แต่เราได้เห็นแล้วว่านักเรียนหลายคนที่เริ่มเรียนภาษาที่สองหลังอายุ 20 ก็สามารถเก่งในระดับเจ้าของภาษาได้ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งเริ่มเรียนตอน 5 หรือ 10 ขวบเลย (Speakers who started learning after the age of 20 can outperform native-speakers as well as those who started learning at the age of 5 or 10)
อีกหนึ่งงานวิจัยเพื่อพิสูจน์ความจริงข้อนี้ถูกจัดขึ้นโดยนักเรียนจาก MIT ที่ชื่อว่า 'A critical period for second language acquisition' (ทำออกมาปี 2018)โดยใช้แบบทดสอบทางเฟสบุ๊คเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการทดลองพบว่าไม่ว่า คุณจะเริ่มเรียนก่อนอายุ 10 ขวบ หรือหลัก 20 ก็ตาม ต้องใช้เวลา 8-10 ปีในการเรียนภาษาให้อยู่ในระดับเจ้าของภาษา (8 - 10 of exposure to the language to become native-like)
แบบทดสอบแสดงให้เห็นว่าทั้งสองสามารถทำคะแนนได้เกิน 90% ทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือเริ่มเรียนภาษาตั้งแต่ตอนไหน
______________
แล้วเราจำเป็นต้องเรียนนานขนาดนั้นเลยหรือ? คำตอบคือไม่ต้องครับ เพราะสิ่งที่พวกเขาพบในงานวิจัยเหล่านี้คือ แม้แต่คนที่เรียนภาษามาแค่ 1 ปี ก็สามารถทำคะแนนให้อยู่ในระดับ 80 - 85% ได้แล้ว (80-85% ถูกจัดให้อยู่ในระดับ 'ใกล้เคียงเจ้าของภาษา')
เห็นไหมว่ามันอยู่ที่ความขยัน ไม่ใช่อายุหรือความเยาว์วัยของสมอง! รู้แบบนี้แล้วมีกำลังใจจะเรียนภาษาขึ้นมาบ้างไหม
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้ไปจากโพสต์นี้คือ 'อายุไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการเรียนภาษา' หลักฐานก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว
หมดข้ออ้างไปอีกหนึ่ง ดังนั้นรีบลุกขึ้นมาเรียนภาษาได้แล้ว!
"ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมดในวันนี้ แค่รู้มากกว่าเมื่อวานนี้ก็พอ"
ตอนนี้เพจ "พ่อผมเป็นคนอังกฤษ" มี Instagram แล้วนะ ผมโพสต์ Word of the day ทุกวันเลย
ใครต้องการอัพเดตคลังคำศัพท์ของตัวเองด้วยคำศัพท์ดี ๆ ทุกวันเข้าไป Follow ด้วย!
Instagram: British Dad (@the.jgc)
(https://www.instagram.com/the.jgc/)
Stay knowledge-hungry
JGC.